21 ก.ค. 2554

ภาษาอังกฤษม.ปลาย-4

มาดูอังกฤษของม. ปลายกันบ้าง
หน้า 43
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
Suda : What do you think about the movie?
สุดา : คุณคิดย่างไรกับหนังเรื่องนั้น
Malee : I don't like it, it make me unpleasant. And you?
มาลี : ฉันไม่ชอบมัน มันทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี แล้วคุณล่ะ?
Suda : Wow! For me, I think it's wonderful. I'm so pleased with this movie.
สุดา : ว้าว.. สำหรับฉัน ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ยอดเยี่ยมมาก ฉันรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้มากเลย

อธิบายเสริม
1. เมื่อต้องการ ถามความเห็นของคนอื่น เราสามารถใช้
   What do you think about …คำนามหรือคำกริยา+ing …ได้ เช่น
   * What do you think about that book?
      คุณคิอย่างไรกับหนังสือเล่มนั้น
   * What do you think about that my teaching?
      คุณคิอย่างไรกับการสอนของฉัน
2. ในประโยค I'm so pleased... คำว่า so ใช้เป็นคำกริยาวิเศษณ์ (adv.)
     มีความหมายเหมือนกัน very = มาก
   ซึ่งคำว่า so มีวิธีใช้ที่หลากหลาย ขอให้นักศึกษาคอยสังเกตและจดจำ 
3. คำว่า please ในที่นี้เป็นคำกริยา = ชอบ, โปรดปราน
    แต่ปกติ จะอยู่หน้าหรือหลัง ประโยคคำสั่งหรือขอร้อง เช่น
    Please, open the window. ช่วยเปิดหน้าต่าง
    Close that book, please.   ช่วยปิดหนังสือเล่มนั้น
* * * * * *
หน้า 44
Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Mana : How is the movie?
มานะ : หนังเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

Wichai : Well, it's O.K. How about your opinion?
วิชัย : ก็ดี.. แล้วคุณมีความเห็นอย่างไร?

Mana : It's a little bit fantasies. It's good for children.
มานะ : มันออกแนวเพ้อฝันมากไปหน่อย มัน(น่าจะ)ดีสำหรับเด็ก

Wichai : I agree.
วิชัย : ผมเห็นด้วย

อธิบายเสริม
1. เมื่อต้องการ ถามความเห็นของคนอื่น เราสามารถใช้
    * How is …. คำนาม….?
    * How about your opinion?
2. เมื่อเรามีความคิดตรงกับคนอื่นเราสามารถใช้
    I agree (with you). ฉันเห็นด้วย(กับคุณ)
    I think so. ฉันก็คิดแบบนั้น
    สังเกต so ในประโยคนี้ ใช้เป็นคำสรรพนาม(pron.)
    แทนเรื่องราวที่ได้ยินมาทั้งหมด โดยไม่ตั้งพูดซ้ำ
3. คำว่า  well โดยปกติป็นคำคุณศัพท์(adj.)หรือ คำกริยาวิเศษณ์(adv.) = ดี
   แต่ในที่ในเป็นใช้คำอุทานเพื่อใช้หยุดคิดก่อนที่จะพูดต่อไป 
* * * * *

ภาษาอังกฤษม.ต้น-04

มาดูภาษาอังกฤษกันต่อ
หน้า 36

Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
การคุยทางโทรศัพท์กรณีบุคคลที่เราต้องการพูดด้วยไม่อยู่ ณ
ที่นั้นและไม่ต้องฝากข้อความไว้ แต่ว่าจะโทรศัพท์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

Suda : Hello. This is Suda. Could I speak to Wipa, please?
สุดา : สวัสดีคะ นี่สุดา ขอสายคุณวิภาหน่อยค่ะ?

Malee : Sorry. She isn't in. Would you like to leave a message?
มาลี : ขอโทษคะ ตอนนี้เธอไม่อยู่ คุณต้องการฝากข้อความไว้หรือเปล่าคะ?

Suda : No, thank you. I'll call her later on.
สุดา : ไม่คะ ขอบคุณ เดี๋ยวจะโทรมาใหม่

Malee : All right. Goodbye.
มาลี : ได้คะ  สวัสดี

Suda : Thanks. Goodbye.
สุดา : ขอบคุณ สวัสดีคะ

อธิบายเสริม
1. เรามักใช้ซึ่งมักใช้ Can, Could, May ขึ้นต้นประโยคคำถาม
    ที่เป็นทางการเพื่อความสุภาพ เช่น การขอคุยกับอีกคนที่เราโทรหา
     Can I speak to Wipa, please?
     Could I speak to Wipa, please?
     May I speak to Wipa, please?
2. Call = เรียกหา, โทรหา
* * * * *

หน้า 37
Situation 3 (สถานการณ์ที่3)
กรณีบุคคลที่เราต้องการพูดด้วยไม่อยู่ ณ ที่นั้นและต้องฝากข้อความไว้

Suda : Hello. Here's Suda speaking. Is Malee in?
สุดา : สวัสดีคะ.. นี้สุดากำลังพูด... มาลีอยู่หรือเปล่าค่ะ?

Wipa : Sorry. She's out. Would you like to leave a message?
วิภา : ขอโทษคะ เธอออกไปข้างนอก คุณอยากฝากข้อความไว้หรือเปล่าค่ะ?

Suda : Yes, please tell her that I can't see her tomorrow.
สุดา : ดีคะ...ช่วยบอกเธอว่าฉันไม่สามารถไปพบเธอในวันพรุ่งนี้ได้

Wipa : Alright, I'll tell her.
วิภา : ได้คะ...ฉันจะบอกเธอให้

Suda : Thanks a lot. Goodbye.
สุดา : ขอบคุณมาก สวัสดีคะ

Wipa : You're welcome. Goodbye.
วิภา : ยินดีคะ...สวัสดี

อธิบายเสริม
1. ขอให้สังเกตว่าในบทสนทนานี้ มีการใช้คำสรรพนาม(pron.)
    คือ her, she ซึ่งหมายถึงคนเดียวกันคือ Malee
2. I'll tell her ย่อมาจาก  I will tell her.
    ฉันจะบอกเธอให้
* * * * *

18 ก.ค. 2554

ภาษาอังกฤษม.ปลาย-03

ก็มาดูกันต่อในส่วนของภาษาอังกฤษม.ปลาย
หน้า 32
I’m sorry about that (เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น)

Suree : Excuse me, sir. I’d like to take a few days off.
สุรีย์ : ขอโทษครับ ฉันต้องการขอลาพักหยุดสัก 2-3 วัน

Boss : Why? What’s the matter, Suree?
หัวหน้า : ทำไม? เกิดอะไรขึ้น คุณสุรีย์?

Suree : Well, my father’s ill. He’s going to have an operation.
สุรีย์ : ค่ะ พ่อของฉันป่วย เขากำลังจะผ่าตัด

Boss : Oh dear. I’m sorry to hear that. I feel sympathy for you.
            How long will you be away?
หัวหน้า : โอ้... เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น ผมรู้สึกเห็นใจคุณ
            คุณจะไป(ลางาน)นานแค่ไหน?

Suree : I hope to be back next Monday.
สุรีย์ : ฉันคิดว่าจะกลับมาในวันจันทร์หน้า

Boss : That’s all right, Suree. And I hope your father gets better soon.
หัวหน้า : ได้ครับ คุณสุรีย์ แล้วก็ผมหวังว่าพ่อของคุณคงจะดีขึ้นในเร็ววัน

Suree : Thank you so much.
สุรีย์ : ขอบคุณมากค่ะ

อธิบายเสริมในบทสนทนานี้มีคำศัพท์-สำนวนที่น่าสนใจ เช่น
* that ในประโยค I’m sorry about that.
   ใช้เป็นคำสรรพนาม(pron.) แทนเรื่องราวที่ได้ยินมา
* I’d like to ย่อมาจาก I would like to + คำกริยาช่อง 1 (v1)
     = อยากจะทำอะไร
* จาก take a few days off คำว่า take …… off
    = ลาหยุด, ลาพักร้อน
   ในภาษาอังกฤษเราจะพบว่าที่มีลักษณะแบบนี้มาก ทำให้เป็นอุปสรรค
    ในการอ่านและแปลมาก ขอในนักศึกษาหมั่นสังเกตและจดจำ
* to have an operation = ทำการผ่าตัด
    นอกจากนั้น คำว่า operation (n.) = การดำเนินงาน, กิจการได้
* is / am / are  going to + คำกริยาช่อง 1 (v1) = กำลังที่จะทำอะไร 
   แสดงถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้โดยมีการวางแผน
   หรือความตั้งใจไว้แล้ว
* * * * * *

หน้า 33
Drill the dialogue with your friend.
(ฝึกพูดบทสนทนานี้กับเพื่อ)

Situation 1 (เหตุการณ์ที่ 1)
A : I think I’ve got the flu, I’ve got a fever and a terrible headache.
เอ : ฉันคิดว่าฉันเป็นไข้หวัด (คือ..) ฉันมีไข้กับปวดหัวมาก (มาระยะหนึ่งแล้ว)

B : I’m sorry to hear that. Get well soon.
บี : เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น หายเร็วๆนะ

A : Thank you so much.
เอ : ขอบคุณมาก


อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* drill เป็นคำนาม (n.) = การฝึกฝน, การขุดเจาะ, การหว่านเมล็ดพืช
* drill เป็นคำกริยา (n.) = ฝึกฝน, ขุดเจาะ, หว่านเมล็ดพืช
* Terrible เป็นคำคุณศัพท์(adj.) = น่ากลัว, ซึ่งแย่มาก
แต่เมื่อใช้ร่วมคำกับคำอื่นเราสามารถเปลี่ยนคำแปลให้เข้าคำนั้นๆ ได้
เพื่อสื่อความให้เข้าใจได้ง่าย แต่ต้องไม่เปลี่ยนความหมายดั่งเดิมของคำนั้น

Situation 2 (เหตุการณ์ที่ 2)

A : I had a nasty fall yesterday.
เอ : ฉันหกล้มแบบไม่เป็นท่าเมื่อวานนี้

B : I’m sorry to hear that. You have to be careful next time.
บี : เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น คราวหน้าคุณที่ระวังให้ดีหน่อย

A : Thank you.
เอ : ขอบคุณ
*********

ภาษาอังกฤษม.ต้น-3

มาดูภาษาอังกฤษ ม.ต้น กันต่อมานะครับ
หน้า 16
Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Wichai : Hello. I'm Wichai, my nickname is Chai.
วิชัย : สวัสดีครับ ผมชื่อวิชัย ชื่อเล่นว่า ชัย

Mana : Hello. My name is Mana and my nickname is Na.
มานะ : สวัสดีครับ ผมชื่อมานะ ชื่อเล่นว่า นะ

Wichai : I'm glad to meet you.
วิชัย : ผมยินดีที่ได้พบคุณครับ

Mana : I'm glad to meet you, too.
มานะ : ยินดีที่ได้พบคุณเช่นกันครับ

อธิบายเสริม
1. การใช้พูดแนะนำตัวเองเราสามารถใช้
    My name is ….ชื่อ…. หรือ
    I'm ….ชื่อ ….   ก็ได้ ซึ่งการแนะนำแบบนี้เป็นแบบไม่เป็นทางการ
2. หลังจากที่ทราบชื่อกันแล้ววัฒนธรรมของฝรั่งจะเริ่ม
    สร้างสัมพัทธ์ที่ดีด้วยกันพูดว่า
    I'm glad to meet you. หรือ
    Nice to meet you.  หรือ
    How do you do?
    ซึ่งคำตอบรับต้องตอบด้วยประโยคเดียวกัน
    แล้วจึงเริ่มพูดคุยเรื่องอื่นต่อไป
* * * * *

หน้า 36
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
การคุยทางโทรศัพท์กรณีที่เราต้องการพูดด้วยอยู่ ณ ที่นั้น

Suda : Hello. Can I speak to Wipa, please?
สุดา : สวัสดีค่ะ ขอพูดสายคุณวิภาค่ะ?

Malee : Hello. Who's calling, please?
มาลี : สวัสดีค่ะ นั่นใครโทรมาคะ?

Suda : I'm Suda.
สุดา : ฉันสุดาค่ะ

Malee : Hold on, please
มาลี : ถือสายรอสักครู่นะคะ
* * * * *

14 ก.ค. 2554

วันเข้าพรรษา

สัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเราก็ได้ช่วยกัน ถวายเทียนพรรษาเนื่องในวันเข้าพรรษากันแล้ววันครูจะนำเรื่องของวันเข้าพรรษาที่ได้รวบรวมและเอามาสรุปให้อ่านกัน
    วันเข้าพรรษา ถือเป็นวันสำคัญที่พระสงฆ์จะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ในช่วง 3 เดือนที่เป็นฤดูฝน ตามที่พระธรรมวินัย โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกเราเรียกว่า จำพรรษา ("พรรษา" แปลว่า ฤดูฝน, "จำ" แปลว่า พักอยู่) เป็นพิธีสำคัญสำหรับพระสงฆ์โดยตรง ละเว้นไม่ได้ การเข้าพรรษาตามปกติเริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง ถ้ามีเดือน 8 สองหน) และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา

   สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการจำพรรษาอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด 3 เดือนแก่พระสงฆ์นั้น มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาซึ่งจะเป็นไปด้วยความลำบาก เพื่อป้องกันความเสียหายจากการเดินเหยียบย่ำต้นพืชของชาวบ้านที่ปลูกไว้และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นช่วงเวลาที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่จำพรรษารวมกัน เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วยกัน

ประเภทของการเข้าพรรษาตามพระวินัยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.ปุริมพรรษา (เขียนอีกอย่างว่า บุริมพรรษา) คือ การเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 (สำหรับปีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน จะเริ่มในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง) จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หลังจากออกพรรษาแล้ว พระที่อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน ก็มีสิทธิที่จะรับกฐินซึ่งมีช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12
2.ปัจฉิมพรรษา คือ การเข้าพรรษาหลัง ใช้ในกรณีที่พระภิกษุต้องเดินทางไกลหรือมีเหตุสุดวิสัย ทำให้กลับมาเข้าพรรษาแรกในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไม่ทัน ต้องรอไปเข้าพรรษาหลัง คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 แล้วจะไปออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเป็นวันหมดเขตทอดกฐินพอดี ดังนั้นพระภิกษุที่เข้าปัจฉิมพรรษาจึงไม่มีโอกาสได้รับกฐิน แต่ก็ได้พรรษาเช่นเดียวกับพระที่เข้าปุริมพรรษาเหมือนกัน

ประเพณีที่เกี่ยวกับการเข้าพรรษาในประเทศไทย
1. ประเพณีถวายเทียนพรรษา 
     เทียนพรรษาในปัจจุบันใช้ประโยชน์เพียงจุดบูชาพระพุทธปฏิมา ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการศึกษาพระธรรมเหมือนในอดีต จึงทำให้ในปัจจุบันเริ่มมีชาวพุทธนำอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างไปถวายแก่พระสงฆ์แทนเทียนพรรษา
2.ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน
    ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน (ก่อนเข้าพรรษา) ผ้าอาบน้ำฝน หรือ ผ้าวัสสิกสาฏก คือผ้าเปลี่ยนสำหรับสรงน้ำฝนของพระสงฆ์ เป็นผ้าลักษณะเดียวกับผ้าสบง โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระภิกษุตามพุทธานุญาตที่ให้มีประจำตัวนั้น มีเพียง อัฏฐบริขาร ซึ่งได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน แต่ช่วงหน้าฝนของการจำพรรษาในสมัยก่อนนั้น พระสงฆ์ที่มีเพียงสบงผืนเดียวจะอาบน้ำฝนจำเป็นต้องเปลือยกาย ทำให้ดูไม่งาม นางวิสาขามหาอุบาสิกาจึงคิดถวาย "ผ้าวัสสิกสาฏก" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ผ้าอาบน้ำฝน เพื่อให้พระสงฆ์ได้ผลัดเปลี่ยนกับผ้าสบงปกติ จนเป็นประเพณีทำบุญสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
3. ประเพณีถวายผ้าจำนำพรรษา (หลังออกพรรษา)
    ผ้าจำนำพรรษา หรือ ผ้าวัสสาวาสิกสาฎก เป็นผ้าไตรจีวรที่ถวายแก่พระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน ที่ผ่านวันปวารณาไปแล้ว หรือที่ผ่านวันปวารณาและได้กรานและอนุโมทนากฐินแล้ว ซึ่งผ้าจำนำพรรษานี้พระสงฆ์สามารถรับได้ภายในกำหนด 5 เดือน ที่เป็นเขตอานิสงส์กฐิน คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4  แต่สำหรับพระสงฆ์ที่จำพรรษาครบ 3 เดือน และผ่านวันปวารณาไปแล้ว ซึ่งไม่ได้กรานและอนุโมทนากฐิน ก็สามารถรับและใช้ผ้าจำนำพรรษาได้เช่นกัน แต่สามารถรับได้ในช่วงกำหนดเพียง 1 เดือน ในเขตจีวรกาลสำหรับผู้ไม่ได้กรานกฐินเท่านั้น

4. ประเพณีถวายผ้าอัจเจกจีวร (ระหว่างเข้าพรรษา)
    ผ้าอัจเจกจีวร แปลว่า จีวรรีบร้อน หรือผ้าด่วน คือผ้าจำนำพรรษาที่ถวายล่วงหน้าในช่วงเข้าพรรษา ก่อนกำหนดจีวรกาลปกติ ด้วยเหตุรีบร้อนของผู้ถวาย เช่น ผู้ถวายจะไปรบทัพหรือเจ็บไข้ไม่ไว้ใจว่าจะมีชีวิตรอดหรือไม่ชีวิต หรือเป็นบุคคลที่พึ่งเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา ควรรับไว้ฉลองศรัทธา
    ผ้าอัจเจกจีวรนี้ เป็นผ้าที่มีความมุ่งหมายเดียวกับผ้าจำนำพรรษา เพียงแต่ถวายก่อนฤดูจีวรกาลด้วยวัตถุประสงค์รีบด่วนด้วยความไม่แน่ใจในชีวิต ซึ่งประเพณีนี้คงมีสืบมาแต่สมัยพุทธกาล ปัจจุบันไม่ปรากฏเป็นพิธีใหญ่ เพราะเป็นการถวายด้วยสาเหตุส่วนตัวเฉพาะรายไป ส่วนมากจะมีเจ้าภาพผู้ถวายเพียงคนเดียวและเป็นคนป่วยหนักที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า
* * * * *