คราวนี้เป็นการแปลภาษาอังกฤษ ระดับมัธยมปลายกันบ้าง
ที่มาจากหนังสือภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม
หน้า 49
Nida is at the bank. She is talking to the teller.
นิดาอยู่ที่ธนาคาร เธอกำลังพูดคุยกับพนักงานหน้าเคาร์เตอร์
Teller : May I help you?
พนักงาน : ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้างครับ?
Nida : Yes, please. I want to deposit this money into my account.
นิดา : ใช่ค่ะ ฉันต้องการที่จะฝากเงินจำนวนนี้เข้าบัญชีธนาคารของฉัน
Teller : Is that a savings account or a current account?
พนักงาน : (บัญชีของคุณ) เป็นบัญชีแบบสะสมทรัพย์หรือ
บัญชีเงินฝากกระแสรายวันครับ?
Nida : I want to deposit it into my savings account.
นิดา : ฉันต้องการฝากเงินเข้าบัญชีกระแสรายวัน
Teller : Just fill out this deposit slip.
พนักงาน : (เพียงแค่) ก็เพียงแต่กรอกรายละเอียดในสลิปฝากเงิน..ครับ
Nida : O.K. Thank you. Here you are.
นิดา : ได้ค่ะ ขอบคุณ ได้แล้วค่ะ/นี่ไง
Teller : Don’t forget your account number.
พนักงาน : อย่าลืม(ใส่)เลขที่บัญชีของคุณด้วย...ครับ
Nida : Oh, thanks. I almost forgot.
นิดา : โอ้...ขอบคุณ...ฉันเกือบจะลืมไปแล้วนะ...
Teller : Is that all? Do you need anything else?
พนักงาน : หมดแล้วใช่ไหมครับ?
คุณต้องการทำอะไรอีกหรือเปล่า...ครับ?
Nida : No, thank you. That is all. Thanks for all your help.
นิดา : ไม่แล้วค่ะ...ขอบคุณ...หมดแล้ว... ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
1. account ในที่นี้เป็น คำนาม(n) = บัญชีเงินฝากธนาคาร
แต่ account ที่เป็นคำกริยา(v) = บรรยาย, อธิบาย, พิจารณา
2. fill out เป็นคำกริยา(v) = กรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม
3. want เป็นคำกริยา (v) = ต้องการ, อยากจะทำ (อะไร)
และมีรูปแบบการและวิธีการใช้ ดังนี้
want to + กริยาช่องที่ 1 (v1) = ต้องการทำอะไร
ตัวอย่าง
I want to be a doctor. (ฉันต้องการเป็นหมอ)
He wants to visit his aunt. (เขาต้องการที่เยียมป้า)
want someone to + กริยาช่องที่ 1 (v1) = ต้องการให้ใครทำอะไร
ตัวอย่าง
I want my son to be a doctor. (ฉันต้องการให้ลูกชายของฉันเป็นหมอ)
He wants his sister to visit his aunt. (เขาต้องการให้น้องสาวที่เยี่ยมป้า)
* * * * * *
หน้า 50
Dialogue (บทสนทนา)
Susan : Excuse me. Can you help me, please?
ซูซาน : ขอโทษค่ะ คุณช่วยฉันได้ไม่ค่ะ?
Seller : Certainly. What can I do for you?
พนังงานขาย : แน่นอนค่ะ มีอะไรให้ฉันช่วยค่ะ?
Susan : I need to purchase a jacket.
ซูซาน : ฉันต้องการซื้อเสื้อแจ็คเก็ต
Seller : What is your size, please?
พนังงานขาย : ขนาดอะไรค่ะ?
Susan : Medium should be fine.
ซูซาน : ขนาดกลางน่าจะดี
Seller : Is this one O.K.?
พนังงานขาย : ตัวนี้ ได้ไหม?
Susan : Hmm, Can I try it on?
ซูซาน : อืมม.. ฉันของลองใส่ดูก่อนได้ไหม?
Seller : Sure. The fitting room is in the left corner.
พนังงานขาย : ได้ค่ะ ห้องลองเสื้ออยู่ที่มุมด้านซ้าย
After a while…..
หลังจากนั้น...
Susan : Does it look like a good fit?
ซูซาน : มันดูพอดีแล้วหรือยัง?
Seller : It’s definitely your size.
พนังงานขาย : นี้มันเป็นขนาดของคุณเลย
Susan : Yes, it is very nice. I’ll take it.
ซูซาน : ใช่...มันดีมากๆ ฉันจะเอาตัวนี้
Seller : How would you prefer to pay?
พนังงานขาย : คุณต้องการจ่ายเงินด้วยวิธีไหนค่ะ?
Susan : Can I use my credit card?
ซูซาน : ฉันสามารถใช้บัตรเครคิตได้ไม่ค่ะ?
Seller : Sure. You’ll just sign here.
พนังงานขาย : ได้ค่ะ...คุณเพียงลงชื่อตรงนี้ค่ะ
Susan : No problem.
ซูซาน : ไม่มีปัญหา
Seller : Thank you. I hope you enjoy your purchase.
Good bye.
พนังงานขาย : ขอบคุณค่ะ ฉันหวังว่าคุณจะมีความสุขกับการซื้อของคุณ
สวัสดีค่ะ
อธิบายเสริม
1. ในบทสนทนาบทมีคำว่า purchase อยู่ 2 ที่
purchase ตัวแรกเป็นคำกริยา(v) มีความหมายเหมือนกับ buy = ซื้อ
purchase ตัวแรกเป็นคำนาม(v) มีความหมายเหมือนกับ buying = การซื้อ
2. จากประ โยค Is this one O.K.?
คำว่า one ในที่นี้เป็นคำสรรพนาม(pronoun)
แทนคำว่า a jacket
3. try ... on = ลองใส่(เสื้อ, รองเท้า), ลองทำ...(อะไร)
4. try to + v1 = พยายามทำ....(อะไร)
* * * * *
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทสนทนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทสนทนา แสดงบทความทั้งหมด
29 ส.ค. 2554
4 ส.ค. 2554
ภาษาอังกฤษมต้น-06
มาดูกันต่อกับภาษาอังกฤษม. ต้น
หน้า 39
At the Tour Agent (ที่บริษัททัวร์)
A : Good afternoon! Could I do anything for you, sir?
เอ : สวัสสี(ตอนบ่าย)ครับ.. มีอะไรที่จะให้เรารับใช้ครับ?
B : I’d like to book three round – trip tickets to Songkhla
on Sunday evening at 7 o’clock. Are seats still available?
บี : ผมต้องการจองตั๋วแบบไป-กลับสงขลา 3 ใบของวันอาทิตย์ 7 โมงเย็น?
ยังมีที่นั่งเหลืออยู่(ว่างอยู่)หรือเปล่าครับ?
A : Wait a few minutes, please. I might check first.
เอ : กรุณาขอสักครู่ครับ. ผมขอตรวจสอบดูก่อน
B : All right.
บี : ได้...
A : Oh! Sorry, there are only two seats left. But there are still
a few seats available for 9 o’clock flight. What would you like?
เอ : ต้องขอโทษครับ..มีที่นั่งเหลืออยู่แค่ 2 ที่ แต่มีที่นั่งอีก 2-3 ที่ว่างอยู่
สำหรับเที่ยว 9 โมง คุณต้องการไหมครับ?
B : I have to do some important things before nine o’clock.
May I book those two seats and register stand – by list for
another one?
บี : ผมมีเรื่องสำคัญต้องไปทำก่อน 9 โมง อย่างนี้ผมขอจอง 2 ที่นั่ง
แล้วอีกหนึ่งที่ขอลงทะเบียนสำลองไว้ก่อนได้หรือเปล่า?
A : It depends on your consideration.
เอ : มันขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณครับ
B : Then I’d like to take two round trip tickets. How much should I have to pay?
บี : อย่างนั้นผมซื้อตั๋วแบบไป-กลับ 2 ใบ? ผมต้องจ่ายเท่าไหร่ครับ?
A : One thousand and five hundred Baht, airport tax and insurance fee included.
เอ : 1500 บาท ครับ รวมภาษีสนามบินกับค่าเบี้ยประกันแล้ว
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* book ปกติเป็นคำนาม แต่ในที่เป็นคำกริยา แปลว่า จองตั๋ว, จองที่ห้อง
* round – trip ticket = ตั้วเดินทางแบบไป-กลับ
* one-way ticket = ตั้วเดินทางแบบไปอย่างเดียว
* a few = 2 – 3 ใช้บอกจำนวน
*******
หน้า 46
At the Post office (ที่ทำการไปรษณีย์)
Clerk : Hello. May I help you?
เสมียน : สวัสดีครับ มีอะไรที่ให้ผมช่วยครับ?
Somsri : Hello! I’d like to send this package to Thailand.
สมศรี : ฉันอยากจะส่งพัสดุของนี้ไปประเทศไทย
Clerk : Sure. Would you rather send it by air or ground?
เสมียน : ได้ครับ คุณต้องการส่งมันไปทางอากาศหรือภาคพื้นดินครับ?
Somsri : What is the difference?
สมศรี : แล้ว....ต่างกันอย่างไรค่ะ?
Clerk : It takes up to 60 days to deliver it if it is sent
by ground and about 2 weeks by air.
เสมียน : มันจะใช้เวลาถึง 60 วันที่จะส่งมันถ้ามันถูกส่ง
ทางภาคพื้นดิน แต่ประมาณ 2 สัปดาห์ทางอากาศ
Somsri : Oh, I’d prefer to get it there as soon as possible.
สมศรี : โอ้... ฉันอยากจะส่งมันไปที่นั่นเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
Clerk : Would you like to insure the package?
You can get some money back in case your package gets lost.
เสมียน : คุณต้องการทำประกันพัสดุด้วยหรือเปล่าครับ?
คุณจะได้เงินคืนในกรณีที่พัสดุสูญหาย
Somsri : Oh, yes, certainly.
สมศรี : โอ้...แน่นอน
Clerk : Let’s weigh it now. It’s 20 pounds.
เสมียน : ขอชั่งน้ำหนักก่อนนะครับ มันหนัก 20 ปอนด์
Somsri : 20…. When I weighted it at home it was only 9.2 kilograms.
สมศรี : 20... ตอนที่ฉันชั่งมาจากที่บ้านมันหนักแค่ 9.2 กิโลกรัมเอง
Clerk : Right, 1 pound is 0.46 kilograms.
เสมียน : ถูกครับ 1 ปอนด์เท่ากับ 0. 46 กิโลกรัม
Somsri : O.K. How much do I have to pay?
สมศรี : ตกลง ฉันต้องจ่ายเงินเท่าไหร์คะ?
อธิบายเสริม
1. I’d like to ย่อมาจาก I would like to + คำกริยาช่องที่ 1
2. คำว่า it ในบทสนทานานี้ทุกตัว หมายถึง package
ยกเว้น ในประโยค It takes up to 60 days....
* * * * *
หน้า 39
At the Tour Agent (ที่บริษัททัวร์)
A : Good afternoon! Could I do anything for you, sir?
เอ : สวัสสี(ตอนบ่าย)ครับ.. มีอะไรที่จะให้เรารับใช้ครับ?
B : I’d like to book three round – trip tickets to Songkhla
on Sunday evening at 7 o’clock. Are seats still available?
บี : ผมต้องการจองตั๋วแบบไป-กลับสงขลา 3 ใบของวันอาทิตย์ 7 โมงเย็น?
ยังมีที่นั่งเหลืออยู่(ว่างอยู่)หรือเปล่าครับ?
A : Wait a few minutes, please. I might check first.
เอ : กรุณาขอสักครู่ครับ. ผมขอตรวจสอบดูก่อน
B : All right.
บี : ได้...
A : Oh! Sorry, there are only two seats left. But there are still
a few seats available for 9 o’clock flight. What would you like?
เอ : ต้องขอโทษครับ..มีที่นั่งเหลืออยู่แค่ 2 ที่ แต่มีที่นั่งอีก 2-3 ที่ว่างอยู่
สำหรับเที่ยว 9 โมง คุณต้องการไหมครับ?
B : I have to do some important things before nine o’clock.
May I book those two seats and register stand – by list for
another one?
บี : ผมมีเรื่องสำคัญต้องไปทำก่อน 9 โมง อย่างนี้ผมขอจอง 2 ที่นั่ง
แล้วอีกหนึ่งที่ขอลงทะเบียนสำลองไว้ก่อนได้หรือเปล่า?
A : It depends on your consideration.
เอ : มันขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณครับ
B : Then I’d like to take two round trip tickets. How much should I have to pay?
บี : อย่างนั้นผมซื้อตั๋วแบบไป-กลับ 2 ใบ? ผมต้องจ่ายเท่าไหร่ครับ?
A : One thousand and five hundred Baht, airport tax and insurance fee included.
เอ : 1500 บาท ครับ รวมภาษีสนามบินกับค่าเบี้ยประกันแล้ว
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* book ปกติเป็นคำนาม แต่ในที่เป็นคำกริยา แปลว่า จองตั๋ว, จองที่ห้อง
* round – trip ticket = ตั้วเดินทางแบบไป-กลับ
* one-way ticket = ตั้วเดินทางแบบไปอย่างเดียว
* a few = 2 – 3 ใช้บอกจำนวน
*******
หน้า 46
At the Post office (ที่ทำการไปรษณีย์)
Clerk : Hello. May I help you?
เสมียน : สวัสดีครับ มีอะไรที่ให้ผมช่วยครับ?
Somsri : Hello! I’d like to send this package to Thailand.
สมศรี : ฉันอยากจะส่งพัสดุของนี้ไปประเทศไทย
Clerk : Sure. Would you rather send it by air or ground?
เสมียน : ได้ครับ คุณต้องการส่งมันไปทางอากาศหรือภาคพื้นดินครับ?
Somsri : What is the difference?
สมศรี : แล้ว....ต่างกันอย่างไรค่ะ?
Clerk : It takes up to 60 days to deliver it if it is sent
by ground and about 2 weeks by air.
เสมียน : มันจะใช้เวลาถึง 60 วันที่จะส่งมันถ้ามันถูกส่ง
ทางภาคพื้นดิน แต่ประมาณ 2 สัปดาห์ทางอากาศ
Somsri : Oh, I’d prefer to get it there as soon as possible.
สมศรี : โอ้... ฉันอยากจะส่งมันไปที่นั่นเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
Clerk : Would you like to insure the package?
You can get some money back in case your package gets lost.
เสมียน : คุณต้องการทำประกันพัสดุด้วยหรือเปล่าครับ?
คุณจะได้เงินคืนในกรณีที่พัสดุสูญหาย
Somsri : Oh, yes, certainly.
สมศรี : โอ้...แน่นอน
Clerk : Let’s weigh it now. It’s 20 pounds.
เสมียน : ขอชั่งน้ำหนักก่อนนะครับ มันหนัก 20 ปอนด์
Somsri : 20…. When I weighted it at home it was only 9.2 kilograms.
สมศรี : 20... ตอนที่ฉันชั่งมาจากที่บ้านมันหนักแค่ 9.2 กิโลกรัมเอง
Clerk : Right, 1 pound is 0.46 kilograms.
เสมียน : ถูกครับ 1 ปอนด์เท่ากับ 0. 46 กิโลกรัม
Somsri : O.K. How much do I have to pay?
สมศรี : ตกลง ฉันต้องจ่ายเงินเท่าไหร์คะ?
อธิบายเสริม
1. I’d like to ย่อมาจาก I would like to + คำกริยาช่องที่ 1
2. คำว่า it ในบทสนทานานี้ทุกตัว หมายถึง package
ยกเว้น ในประโยค It takes up to 60 days....
* * * * *
1 ส.ค. 2554
ภาษาอังกฤษม.ปลาย-05
มาดูกันในส่วนของภษาอังกฤษม. ปลายกันบ้างนะครับ
หน้า 47
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
Suda : Hi. Malee, Are you free on Sunday afternoon?
สุดา : สวัสดี มาลี... คุณว่างหรือเปล่าวันอาทิตย์ช่วงบ่าย?
Malee : Is it a special day?
มาลี : มันเป็นวันพิเศษอะไรหรือเปล่า?
Suda : No. it's an usual day, but I would like to ask you to do an activity.
สุดา : ไม่ มันเป็นวันปกติทั่วไป แต่ว่าฉันอยากจะขอให้คุณไปทำกิจกรรมบางอย่าง
Malee : What's about it?
มาลี : มันเกี่ยวกับเรื่องอะไรหรือ?
Suda : I will take you to a dancing club for an exercise.
I'm interested in dancing. And you?
สุดา : ฉันจะพาคุณไปที่คลับเต้นรำเพื่อออกกำลังกาย
ฉันสนใจการเต้นรำ แล้วคุณล่ะ?
Malee : I’m afraid I’m not . I'm interested in playing badminton.
May be, I’ll go with you next time.
มาลี : ฉันเกรงว่าจะไม่ไป ฉันสนใจการเล่มแบทมินตัน
บางทีฉันจะไปกับคุณคราวหน้า
Suda : O.K. Bye.
สุดา : ก็ได้ ลาก่อน
Malee : Bye. See you.
มาลี : ลาก่อน แล้วเจอกัน
อธิบายเสริม
1. บทสนทนานี้มีการใช้ it ในหลายที่ซึ่งมีความหมายต่างกันดังนี้
* it ใน 2 คำแรก แทนคำว่า Sunday
* it ในคำที่ 3 แทนคำว่า activity
2. คำว่า time ในบทสนทนานี้ แปลว่า ครั้ง, คราว
ส่วนความหมายอื่นได้แก่ ของ time = เวลา, ยุด, เท่า
* * * * * * *
หน้า 48Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Wichai : Hi, Mana. What are you doing?
วิชัย : สวัสดี มานะ...คุณกำลังทำอะไรอยู่?
Mana : I'm preparing the project work of English subject. I've to send it next week.
มานะ: ผมกำลังเตรียมทำโครงงานในวิชาภาษาอังกฤษ (ที่)ผมต้องส่งในสัปดาห์หน้า
Wichai : I'm not interested in English. I'll do the project work in the Social Development.
What topic should I do?
วิชัย : ผมไม่สนในภาษาอังกฤษ ผมจะทำโครงงานในวิชาพัฒนาสังคม
ผมควรทำในหัวข้ออะไรดี
Mana : I have no idea
มานะ : ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
Wichai : I think I'll take an advise from Miss Kaewta tomorrow.
วิชัย : (อย่างนั้น) ผมคิดว่าเราน่าจะไปขอคำแนะนำจากครูแก้วตาวันพรุ่งนี้
Mana : That's a good idea.
มานะ : นั้นเป็นความคิดที่ดีนะ
Wichai : Thanks. Bye.
วิชัย : ขอบคุณ ลาก่อน
Mana : See you.
มานะ: แล้วเจอกัน
อธิบายเสริม
1. I've to ... ย่อมาจาก I have to + v1 แปลว่า ฉันต้องทำอะไร
2. I'll ย่อมาจาก I will .. v1.. แปลว่า ฉันจะทำอะไร
3. สำนวน take an advise from ...ใคร... แปลว่า ขอคำแนะนำจากใคร
แต่ สำนวน give an advise to ...ใคร... แปลว่า ให้คำแนะนำกับใคร
4. เมื่อเราไม่ทราบ เราสามารถพูดว่า I have no idea
หรือ I’m sorry. I don’t know. ก็ได้
* * * * * * *
หน้า 47
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
Suda : Hi. Malee, Are you free on Sunday afternoon?
สุดา : สวัสดี มาลี... คุณว่างหรือเปล่าวันอาทิตย์ช่วงบ่าย?
Malee : Is it a special day?
มาลี : มันเป็นวันพิเศษอะไรหรือเปล่า?
Suda : No. it's an usual day, but I would like to ask you to do an activity.
สุดา : ไม่ มันเป็นวันปกติทั่วไป แต่ว่าฉันอยากจะขอให้คุณไปทำกิจกรรมบางอย่าง
Malee : What's about it?
มาลี : มันเกี่ยวกับเรื่องอะไรหรือ?
Suda : I will take you to a dancing club for an exercise.
I'm interested in dancing. And you?
สุดา : ฉันจะพาคุณไปที่คลับเต้นรำเพื่อออกกำลังกาย
ฉันสนใจการเต้นรำ แล้วคุณล่ะ?
Malee : I’m afraid I’m not . I'm interested in playing badminton.
May be, I’ll go with you next time.
มาลี : ฉันเกรงว่าจะไม่ไป ฉันสนใจการเล่มแบทมินตัน
บางทีฉันจะไปกับคุณคราวหน้า
Suda : O.K. Bye.
สุดา : ก็ได้ ลาก่อน
Malee : Bye. See you.
มาลี : ลาก่อน แล้วเจอกัน
อธิบายเสริม
1. บทสนทนานี้มีการใช้ it ในหลายที่ซึ่งมีความหมายต่างกันดังนี้
* it ใน 2 คำแรก แทนคำว่า Sunday
* it ในคำที่ 3 แทนคำว่า activity
2. คำว่า time ในบทสนทนานี้ แปลว่า ครั้ง, คราว
ส่วนความหมายอื่นได้แก่ ของ time = เวลา, ยุด, เท่า
* * * * * * *
หน้า 48Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Wichai : Hi, Mana. What are you doing?
วิชัย : สวัสดี มานะ...คุณกำลังทำอะไรอยู่?
Mana : I'm preparing the project work of English subject. I've to send it next week.
มานะ: ผมกำลังเตรียมทำโครงงานในวิชาภาษาอังกฤษ (ที่)ผมต้องส่งในสัปดาห์หน้า
Wichai : I'm not interested in English. I'll do the project work in the Social Development.
What topic should I do?
วิชัย : ผมไม่สนในภาษาอังกฤษ ผมจะทำโครงงานในวิชาพัฒนาสังคม
ผมควรทำในหัวข้ออะไรดี
Mana : I have no idea
มานะ : ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
Wichai : I think I'll take an advise from Miss Kaewta tomorrow.
วิชัย : (อย่างนั้น) ผมคิดว่าเราน่าจะไปขอคำแนะนำจากครูแก้วตาวันพรุ่งนี้
Mana : That's a good idea.
มานะ : นั้นเป็นความคิดที่ดีนะ
Wichai : Thanks. Bye.
วิชัย : ขอบคุณ ลาก่อน
Mana : See you.
มานะ: แล้วเจอกัน
อธิบายเสริม
1. I've to ... ย่อมาจาก I have to + v1 แปลว่า ฉันต้องทำอะไร
2. I'll ย่อมาจาก I will .. v1.. แปลว่า ฉันจะทำอะไร
3. สำนวน take an advise from ...ใคร... แปลว่า ขอคำแนะนำจากใคร
แต่ สำนวน give an advise to ...ใคร... แปลว่า ให้คำแนะนำกับใคร
4. เมื่อเราไม่ทราบ เราสามารถพูดว่า I have no idea
หรือ I’m sorry. I don’t know. ก็ได้
* * * * * * *
21 ก.ค. 2554
ภาษาอังกฤษม.ปลาย-4
มาดูอังกฤษของม. ปลายกันบ้าง
หน้า 43
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
Suda : What do you think about the movie?
สุดา : คุณคิดย่างไรกับหนังเรื่องนั้น
Malee : I don't like it, it make me unpleasant. And you?
มาลี : ฉันไม่ชอบมัน มันทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี แล้วคุณล่ะ?
Suda : Wow! For me, I think it's wonderful. I'm so pleased with this movie.
สุดา : ว้าว.. สำหรับฉัน ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ยอดเยี่ยมมาก ฉันรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้มากเลย
อธิบายเสริม
1. เมื่อต้องการ ถามความเห็นของคนอื่น เราสามารถใช้
What do you think about …คำนามหรือคำกริยา+ing …ได้ เช่น
* What do you think about that book?
คุณคิอย่างไรกับหนังสือเล่มนั้น
* What do you think about that my teaching?
คุณคิอย่างไรกับการสอนของฉัน
2. ในประโยค I'm so pleased... คำว่า so ใช้เป็นคำกริยาวิเศษณ์ (adv.)
มีความหมายเหมือนกัน very = มาก
ซึ่งคำว่า so มีวิธีใช้ที่หลากหลาย ขอให้นักศึกษาคอยสังเกตและจดจำ
3. คำว่า please ในที่นี้เป็นคำกริยา = ชอบ, โปรดปราน
แต่ปกติ จะอยู่หน้าหรือหลัง ประโยคคำสั่งหรือขอร้อง เช่น
Please, open the window. ช่วยเปิดหน้าต่าง
Close that book, please. ช่วยปิดหนังสือเล่มนั้น
* * * * * *
หน้า 44
Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Mana : How is the movie?
มานะ : หนังเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
Wichai : Well, it's O.K. How about your opinion?
วิชัย : ก็ดี.. แล้วคุณมีความเห็นอย่างไร?
Mana : It's a little bit fantasies. It's good for children.
มานะ : มันออกแนวเพ้อฝันมากไปหน่อย มัน(น่าจะ)ดีสำหรับเด็ก
Wichai : I agree.
วิชัย : ผมเห็นด้วย
อธิบายเสริม
1. เมื่อต้องการ ถามความเห็นของคนอื่น เราสามารถใช้
* How is …. คำนาม….?
* How about your opinion?
2. เมื่อเรามีความคิดตรงกับคนอื่นเราสามารถใช้
I agree (with you). ฉันเห็นด้วย(กับคุณ)
I think so. ฉันก็คิดแบบนั้น
สังเกต so ในประโยคนี้ ใช้เป็นคำสรรพนาม(pron.)
แทนเรื่องราวที่ได้ยินมาทั้งหมด โดยไม่ตั้งพูดซ้ำ
3. คำว่า well โดยปกติป็นคำคุณศัพท์(adj.)หรือ คำกริยาวิเศษณ์(adv.) = ดี
แต่ในที่ในเป็นใช้คำอุทานเพื่อใช้หยุดคิดก่อนที่จะพูดต่อไป
* * * * *
หน้า 43
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
Suda : What do you think about the movie?
สุดา : คุณคิดย่างไรกับหนังเรื่องนั้น
Malee : I don't like it, it make me unpleasant. And you?
มาลี : ฉันไม่ชอบมัน มันทำให้ฉันรู้สึกไม่ดี แล้วคุณล่ะ?
Suda : Wow! For me, I think it's wonderful. I'm so pleased with this movie.
สุดา : ว้าว.. สำหรับฉัน ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ยอดเยี่ยมมาก ฉันรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้มากเลย
อธิบายเสริม
1. เมื่อต้องการ ถามความเห็นของคนอื่น เราสามารถใช้
What do you think about …คำนามหรือคำกริยา+ing …ได้ เช่น
* What do you think about that book?
คุณคิอย่างไรกับหนังสือเล่มนั้น
* What do you think about that my teaching?
คุณคิอย่างไรกับการสอนของฉัน
2. ในประโยค I'm so pleased... คำว่า so ใช้เป็นคำกริยาวิเศษณ์ (adv.)
มีความหมายเหมือนกัน very = มาก
ซึ่งคำว่า so มีวิธีใช้ที่หลากหลาย ขอให้นักศึกษาคอยสังเกตและจดจำ
3. คำว่า please ในที่นี้เป็นคำกริยา = ชอบ, โปรดปราน
แต่ปกติ จะอยู่หน้าหรือหลัง ประโยคคำสั่งหรือขอร้อง เช่น
Please, open the window. ช่วยเปิดหน้าต่าง
Close that book, please. ช่วยปิดหนังสือเล่มนั้น
* * * * * *
หน้า 44
Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Mana : How is the movie?
มานะ : หนังเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
Wichai : Well, it's O.K. How about your opinion?
วิชัย : ก็ดี.. แล้วคุณมีความเห็นอย่างไร?
Mana : It's a little bit fantasies. It's good for children.
มานะ : มันออกแนวเพ้อฝันมากไปหน่อย มัน(น่าจะ)ดีสำหรับเด็ก
Wichai : I agree.
วิชัย : ผมเห็นด้วย
อธิบายเสริม
1. เมื่อต้องการ ถามความเห็นของคนอื่น เราสามารถใช้
* How is …. คำนาม….?
* How about your opinion?
2. เมื่อเรามีความคิดตรงกับคนอื่นเราสามารถใช้
I agree (with you). ฉันเห็นด้วย(กับคุณ)
I think so. ฉันก็คิดแบบนั้น
สังเกต so ในประโยคนี้ ใช้เป็นคำสรรพนาม(pron.)
แทนเรื่องราวที่ได้ยินมาทั้งหมด โดยไม่ตั้งพูดซ้ำ
3. คำว่า well โดยปกติป็นคำคุณศัพท์(adj.)หรือ คำกริยาวิเศษณ์(adv.) = ดี
แต่ในที่ในเป็นใช้คำอุทานเพื่อใช้หยุดคิดก่อนที่จะพูดต่อไป
* * * * *
ภาษาอังกฤษม.ต้น-04
มาดูภาษาอังกฤษกันต่อ
หน้า 36
Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
การคุยทางโทรศัพท์กรณีบุคคลที่เราต้องการพูดด้วยไม่อยู่ ณ
ที่นั้นและไม่ต้องฝากข้อความไว้ แต่ว่าจะโทรศัพท์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
Suda : Hello. This is Suda. Could I speak to Wipa, please?
สุดา : สวัสดีคะ นี่สุดา ขอสายคุณวิภาหน่อยค่ะ?
Malee : Sorry. She isn't in. Would you like to leave a message?
มาลี : ขอโทษคะ ตอนนี้เธอไม่อยู่ คุณต้องการฝากข้อความไว้หรือเปล่าคะ?
Suda : No, thank you. I'll call her later on.
สุดา : ไม่คะ ขอบคุณ เดี๋ยวจะโทรมาใหม่
Malee : All right. Goodbye.
มาลี : ได้คะ สวัสดี
Suda : Thanks. Goodbye.
สุดา : ขอบคุณ สวัสดีคะ
อธิบายเสริม
1. เรามักใช้ซึ่งมักใช้ Can, Could, May ขึ้นต้นประโยคคำถาม
ที่เป็นทางการเพื่อความสุภาพ เช่น การขอคุยกับอีกคนที่เราโทรหา
Can I speak to Wipa, please?
Could I speak to Wipa, please?
May I speak to Wipa, please?
2. Call = เรียกหา, โทรหา
* * * * *
หน้า 37
Situation 3 (สถานการณ์ที่3)
กรณีบุคคลที่เราต้องการพูดด้วยไม่อยู่ ณ ที่นั้นและต้องฝากข้อความไว้
Suda : Hello. Here's Suda speaking. Is Malee in?
สุดา : สวัสดีคะ.. นี้สุดากำลังพูด... มาลีอยู่หรือเปล่าค่ะ?
Wipa : Sorry. She's out. Would you like to leave a message?
วิภา : ขอโทษคะ เธอออกไปข้างนอก คุณอยากฝากข้อความไว้หรือเปล่าค่ะ?
Suda : Yes, please tell her that I can't see her tomorrow.
สุดา : ดีคะ...ช่วยบอกเธอว่าฉันไม่สามารถไปพบเธอในวันพรุ่งนี้ได้
Wipa : Alright, I'll tell her.
วิภา : ได้คะ...ฉันจะบอกเธอให้
Suda : Thanks a lot. Goodbye.
สุดา : ขอบคุณมาก สวัสดีคะ
Wipa : You're welcome. Goodbye.
วิภา : ยินดีคะ...สวัสดี
อธิบายเสริม
1. ขอให้สังเกตว่าในบทสนทนานี้ มีการใช้คำสรรพนาม(pron.)
คือ her, she ซึ่งหมายถึงคนเดียวกันคือ Malee
2. I'll tell her ย่อมาจาก I will tell her.
ฉันจะบอกเธอให้
* * * * *
หน้า 36
Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
การคุยทางโทรศัพท์กรณีบุคคลที่เราต้องการพูดด้วยไม่อยู่ ณ
ที่นั้นและไม่ต้องฝากข้อความไว้ แต่ว่าจะโทรศัพท์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
Suda : Hello. This is Suda. Could I speak to Wipa, please?
สุดา : สวัสดีคะ นี่สุดา ขอสายคุณวิภาหน่อยค่ะ?
Malee : Sorry. She isn't in. Would you like to leave a message?
มาลี : ขอโทษคะ ตอนนี้เธอไม่อยู่ คุณต้องการฝากข้อความไว้หรือเปล่าคะ?
Suda : No, thank you. I'll call her later on.
สุดา : ไม่คะ ขอบคุณ เดี๋ยวจะโทรมาใหม่
Malee : All right. Goodbye.
มาลี : ได้คะ สวัสดี
Suda : Thanks. Goodbye.
สุดา : ขอบคุณ สวัสดีคะ
อธิบายเสริม
1. เรามักใช้ซึ่งมักใช้ Can, Could, May ขึ้นต้นประโยคคำถาม
ที่เป็นทางการเพื่อความสุภาพ เช่น การขอคุยกับอีกคนที่เราโทรหา
Can I speak to Wipa, please?
Could I speak to Wipa, please?
May I speak to Wipa, please?
2. Call = เรียกหา, โทรหา
* * * * *
หน้า 37
Situation 3 (สถานการณ์ที่3)
กรณีบุคคลที่เราต้องการพูดด้วยไม่อยู่ ณ ที่นั้นและต้องฝากข้อความไว้
Suda : Hello. Here's Suda speaking. Is Malee in?
สุดา : สวัสดีคะ.. นี้สุดากำลังพูด... มาลีอยู่หรือเปล่าค่ะ?
Wipa : Sorry. She's out. Would you like to leave a message?
วิภา : ขอโทษคะ เธอออกไปข้างนอก คุณอยากฝากข้อความไว้หรือเปล่าค่ะ?
Suda : Yes, please tell her that I can't see her tomorrow.
สุดา : ดีคะ...ช่วยบอกเธอว่าฉันไม่สามารถไปพบเธอในวันพรุ่งนี้ได้
Wipa : Alright, I'll tell her.
วิภา : ได้คะ...ฉันจะบอกเธอให้
Suda : Thanks a lot. Goodbye.
สุดา : ขอบคุณมาก สวัสดีคะ
Wipa : You're welcome. Goodbye.
วิภา : ยินดีคะ...สวัสดี
อธิบายเสริม
1. ขอให้สังเกตว่าในบทสนทนานี้ มีการใช้คำสรรพนาม(pron.)
คือ her, she ซึ่งหมายถึงคนเดียวกันคือ Malee
2. I'll tell her ย่อมาจาก I will tell her.
ฉันจะบอกเธอให้
* * * * *
18 ก.ค. 2554
ภาษาอังกฤษม.ปลาย-03
ก็มาดูกันต่อในส่วนของภาษาอังกฤษม.ปลาย
หน้า 32
I’m sorry about that (เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น)
Suree : Excuse me, sir. I’d like to take a few days off.
สุรีย์ : ขอโทษครับ ฉันต้องการขอลาพักหยุดสัก 2-3 วัน
Boss : Why? What’s the matter, Suree?
หัวหน้า : ทำไม? เกิดอะไรขึ้น คุณสุรีย์?
Suree : Well, my father’s ill. He’s going to have an operation.
สุรีย์ : ค่ะ พ่อของฉันป่วย เขากำลังจะผ่าตัด
Boss : Oh dear. I’m sorry to hear that. I feel sympathy for you.
How long will you be away?
หัวหน้า : โอ้... เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น ผมรู้สึกเห็นใจคุณ
คุณจะไป(ลางาน)นานแค่ไหน?
Suree : I hope to be back next Monday.
สุรีย์ : ฉันคิดว่าจะกลับมาในวันจันทร์หน้า
Boss : That’s all right, Suree. And I hope your father gets better soon.
หัวหน้า : ได้ครับ คุณสุรีย์ แล้วก็ผมหวังว่าพ่อของคุณคงจะดีขึ้นในเร็ววัน
Suree : Thank you so much.
สุรีย์ : ขอบคุณมากค่ะ
อธิบายเสริมในบทสนทนานี้มีคำศัพท์-สำนวนที่น่าสนใจ เช่น
* that ในประโยค I’m sorry about that.
ใช้เป็นคำสรรพนาม(pron.) แทนเรื่องราวที่ได้ยินมา
* I’d like to ย่อมาจาก I would like to + คำกริยาช่อง 1 (v1)
= อยากจะทำอะไร
* จาก take a few days off คำว่า take …… off
= ลาหยุด, ลาพักร้อน
ในภาษาอังกฤษเราจะพบว่าที่มีลักษณะแบบนี้มาก ทำให้เป็นอุปสรรค
ในการอ่านและแปลมาก ขอในนักศึกษาหมั่นสังเกตและจดจำ
* to have an operation = ทำการผ่าตัด
นอกจากนั้น คำว่า operation (n.) = การดำเนินงาน, กิจการได้
* is / am / are going to + คำกริยาช่อง 1 (v1) = กำลังที่จะทำอะไร
แสดงถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้โดยมีการวางแผน
หรือความตั้งใจไว้แล้ว
* * * * * *
หน้า 33
Drill the dialogue with your friend.
(ฝึกพูดบทสนทนานี้กับเพื่อ)
Situation 1 (เหตุการณ์ที่ 1)
A : I think I’ve got the flu, I’ve got a fever and a terrible headache.
เอ : ฉันคิดว่าฉันเป็นไข้หวัด (คือ..) ฉันมีไข้กับปวดหัวมาก (มาระยะหนึ่งแล้ว)
B : I’m sorry to hear that. Get well soon.
บี : เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น หายเร็วๆนะ
A : Thank you so much.
เอ : ขอบคุณมาก
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* drill เป็นคำนาม (n.) = การฝึกฝน, การขุดเจาะ, การหว่านเมล็ดพืช
* drill เป็นคำกริยา (n.) = ฝึกฝน, ขุดเจาะ, หว่านเมล็ดพืช
* Terrible เป็นคำคุณศัพท์(adj.) = น่ากลัว, ซึ่งแย่มาก
แต่เมื่อใช้ร่วมคำกับคำอื่นเราสามารถเปลี่ยนคำแปลให้เข้าคำนั้นๆ ได้
เพื่อสื่อความให้เข้าใจได้ง่าย แต่ต้องไม่เปลี่ยนความหมายดั่งเดิมของคำนั้น
Situation 2 (เหตุการณ์ที่ 2)
A : I had a nasty fall yesterday.
เอ : ฉันหกล้มแบบไม่เป็นท่าเมื่อวานนี้
B : I’m sorry to hear that. You have to be careful next time.
บี : เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น คราวหน้าคุณที่ระวังให้ดีหน่อย
A : Thank you.
เอ : ขอบคุณ
*********
หน้า 32
I’m sorry about that (เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น)
Suree : Excuse me, sir. I’d like to take a few days off.
สุรีย์ : ขอโทษครับ ฉันต้องการขอลาพักหยุดสัก 2-3 วัน
Boss : Why? What’s the matter, Suree?
หัวหน้า : ทำไม? เกิดอะไรขึ้น คุณสุรีย์?
Suree : Well, my father’s ill. He’s going to have an operation.
สุรีย์ : ค่ะ พ่อของฉันป่วย เขากำลังจะผ่าตัด
Boss : Oh dear. I’m sorry to hear that. I feel sympathy for you.
How long will you be away?
หัวหน้า : โอ้... เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น ผมรู้สึกเห็นใจคุณ
คุณจะไป(ลางาน)นานแค่ไหน?
Suree : I hope to be back next Monday.
สุรีย์ : ฉันคิดว่าจะกลับมาในวันจันทร์หน้า
Boss : That’s all right, Suree. And I hope your father gets better soon.
หัวหน้า : ได้ครับ คุณสุรีย์ แล้วก็ผมหวังว่าพ่อของคุณคงจะดีขึ้นในเร็ววัน
Suree : Thank you so much.
สุรีย์ : ขอบคุณมากค่ะ
อธิบายเสริมในบทสนทนานี้มีคำศัพท์-สำนวนที่น่าสนใจ เช่น
* that ในประโยค I’m sorry about that.
ใช้เป็นคำสรรพนาม(pron.) แทนเรื่องราวที่ได้ยินมา
* I’d like to ย่อมาจาก I would like to + คำกริยาช่อง 1 (v1)
= อยากจะทำอะไร
* จาก take a few days off คำว่า take …… off
= ลาหยุด, ลาพักร้อน
ในภาษาอังกฤษเราจะพบว่าที่มีลักษณะแบบนี้มาก ทำให้เป็นอุปสรรค
ในการอ่านและแปลมาก ขอในนักศึกษาหมั่นสังเกตและจดจำ
* to have an operation = ทำการผ่าตัด
นอกจากนั้น คำว่า operation (n.) = การดำเนินงาน, กิจการได้
* is / am / are going to + คำกริยาช่อง 1 (v1) = กำลังที่จะทำอะไร
แสดงถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้โดยมีการวางแผน
หรือความตั้งใจไว้แล้ว
* * * * * *
หน้า 33
Drill the dialogue with your friend.
(ฝึกพูดบทสนทนานี้กับเพื่อ)
Situation 1 (เหตุการณ์ที่ 1)
A : I think I’ve got the flu, I’ve got a fever and a terrible headache.
เอ : ฉันคิดว่าฉันเป็นไข้หวัด (คือ..) ฉันมีไข้กับปวดหัวมาก (มาระยะหนึ่งแล้ว)
B : I’m sorry to hear that. Get well soon.
บี : เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น หายเร็วๆนะ
A : Thank you so much.
เอ : ขอบคุณมาก
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* drill เป็นคำนาม (n.) = การฝึกฝน, การขุดเจาะ, การหว่านเมล็ดพืช
* drill เป็นคำกริยา (n.) = ฝึกฝน, ขุดเจาะ, หว่านเมล็ดพืช
* Terrible เป็นคำคุณศัพท์(adj.) = น่ากลัว, ซึ่งแย่มาก
แต่เมื่อใช้ร่วมคำกับคำอื่นเราสามารถเปลี่ยนคำแปลให้เข้าคำนั้นๆ ได้
เพื่อสื่อความให้เข้าใจได้ง่าย แต่ต้องไม่เปลี่ยนความหมายดั่งเดิมของคำนั้น
Situation 2 (เหตุการณ์ที่ 2)
A : I had a nasty fall yesterday.
เอ : ฉันหกล้มแบบไม่เป็นท่าเมื่อวานนี้
B : I’m sorry to hear that. You have to be careful next time.
บี : เสียใจด้วยนะกับเรื่องนั้น คราวหน้าคุณที่ระวังให้ดีหน่อย
A : Thank you.
เอ : ขอบคุณ
*********
ภาษาอังกฤษม.ต้น-3
มาดูภาษาอังกฤษ ม.ต้น กันต่อมานะครับ
หน้า 16
Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Wichai : Hello. I'm Wichai, my nickname is Chai.
วิชัย : สวัสดีครับ ผมชื่อวิชัย ชื่อเล่นว่า ชัย
Mana : Hello. My name is Mana and my nickname is Na.
มานะ : สวัสดีครับ ผมชื่อมานะ ชื่อเล่นว่า นะ
Wichai : I'm glad to meet you.
วิชัย : ผมยินดีที่ได้พบคุณครับ
Mana : I'm glad to meet you, too.
มานะ : ยินดีที่ได้พบคุณเช่นกันครับ
อธิบายเสริม
1. การใช้พูดแนะนำตัวเองเราสามารถใช้
My name is ….ชื่อ…. หรือ
I'm ….ชื่อ …. ก็ได้ ซึ่งการแนะนำแบบนี้เป็นแบบไม่เป็นทางการ
2. หลังจากที่ทราบชื่อกันแล้ววัฒนธรรมของฝรั่งจะเริ่ม
สร้างสัมพัทธ์ที่ดีด้วยกันพูดว่า
I'm glad to meet you. หรือ
Nice to meet you. หรือ
How do you do?
ซึ่งคำตอบรับต้องตอบด้วยประโยคเดียวกัน
แล้วจึงเริ่มพูดคุยเรื่องอื่นต่อไป
* * * * *
หน้า 36
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
การคุยทางโทรศัพท์กรณีที่เราต้องการพูดด้วยอยู่ ณ ที่นั้น
Suda : Hello. Can I speak to Wipa, please?
สุดา : สวัสดีค่ะ ขอพูดสายคุณวิภาค่ะ?
Malee : Hello. Who's calling, please?
มาลี : สวัสดีค่ะ นั่นใครโทรมาคะ?
Suda : I'm Suda.
สุดา : ฉันสุดาค่ะ
Malee : Hold on, please
มาลี : ถือสายรอสักครู่นะคะ
* * * * *
หน้า 16
Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Wichai : Hello. I'm Wichai, my nickname is Chai.
วิชัย : สวัสดีครับ ผมชื่อวิชัย ชื่อเล่นว่า ชัย
Mana : Hello. My name is Mana and my nickname is Na.
มานะ : สวัสดีครับ ผมชื่อมานะ ชื่อเล่นว่า นะ
Wichai : I'm glad to meet you.
วิชัย : ผมยินดีที่ได้พบคุณครับ
Mana : I'm glad to meet you, too.
มานะ : ยินดีที่ได้พบคุณเช่นกันครับ
อธิบายเสริม
1. การใช้พูดแนะนำตัวเองเราสามารถใช้
My name is ….ชื่อ…. หรือ
I'm ….ชื่อ …. ก็ได้ ซึ่งการแนะนำแบบนี้เป็นแบบไม่เป็นทางการ
2. หลังจากที่ทราบชื่อกันแล้ววัฒนธรรมของฝรั่งจะเริ่ม
สร้างสัมพัทธ์ที่ดีด้วยกันพูดว่า
I'm glad to meet you. หรือ
Nice to meet you. หรือ
How do you do?
ซึ่งคำตอบรับต้องตอบด้วยประโยคเดียวกัน
แล้วจึงเริ่มพูดคุยเรื่องอื่นต่อไป
* * * * *
หน้า 36
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
การคุยทางโทรศัพท์กรณีที่เราต้องการพูดด้วยอยู่ ณ ที่นั้น
Suda : Hello. Can I speak to Wipa, please?
สุดา : สวัสดีค่ะ ขอพูดสายคุณวิภาค่ะ?
Malee : Hello. Who's calling, please?
มาลี : สวัสดีค่ะ นั่นใครโทรมาคะ?
Suda : I'm Suda.
สุดา : ฉันสุดาค่ะ
Malee : Hold on, please
มาลี : ถือสายรอสักครู่นะคะ
* * * * *
11 ก.ค. 2554
ภาษาอังกฤษ ม.ต้น-2
วันนี้มาดูภาษาอังกฤษกันต่อเลยนะครับ
หน้า 9
Situation 3 (สถานการณ์ที่3)
Wichai : Hi, Suda. How are you doing?
วิชัย : สวัสดีครับ...สุดา คุณเป็นอย่างไรบ้าง?
Suda : Not so well, thanks, and you?
สุดา : ก็ไม่ค่อยดีนัก ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ?
Wichai : Fine, What's happened?
วิชัย : ดีครับ เกิดอะไร(กับคุณ)หรือครับ?
Suda : I catch a cold. I have to see the doctor now. Goodbye.
สุดา : ฉันเป็นไข้ ฉันต้องไปหาหมอก่อนแล้ว ลาก่อน
Wichai : Take care of yourself, Suda.
วิชัย : รักษาตัวด้วยครับ สุดา
อธิบายเสริม1. เราใช้ How are you doing? แทน How are you? ในการทักทายกันได้
2. สำนวน I catch a cold. = ฉันเป็นไข้ หรือ คนไทยจะพูดว่า ฉันจับไข้
3. have, has แปลว่า มี, กิน แต่
have to หรือ has to + คำกริยาช่องที่ 1 (v1 )
แปลว่า ต้องทำอะไร
หน้า 10
Situation 5 (สถานการณ์ที่5)
Mana : When will you leave for England?
มานะ : คุณจะเดินทางไปประเทศอังกฤษเมื่อไหร่?
Wichai : Next week. You can visit me if you have time.
วิชัย : สัปดาห์หน้าครับ คุณไปเยี่ยมเยียนผมได้ถ้าคุณมีเวลา
Mana : I love to. Have you already prepared all things?
มานะ : ได้เลยครับ แล้วคุณเตรียมของเสร็จแล้วหรือ?
Wichai : Yes. I'll go to say goodbye to all of my cousins during these days
I'm afraid I have to go now. Bye.
วิชัย : ใช้ครับ ผมจะไปบอกลาญาติทุกๆคนในระหว่าง 2 – 3 วันนี้
ผมเกรงว่าผมคงต้องไปก่อนแล้วครับ โชคดี
Mana : Don't forget to write.
มานะ : แล้วอย่าลืมเขียน (จดหมายมาบ้างครับ)
อธิบายเสริม
ขอให้จำว่า leave = ละทิ้ง, ออกจาก แต่ leave for = เดินทางไปที่
* * * * * *
หน้า 9
Situation 3 (สถานการณ์ที่3)
Wichai : Hi, Suda. How are you doing?
วิชัย : สวัสดีครับ...สุดา คุณเป็นอย่างไรบ้าง?
Suda : Not so well, thanks, and you?
สุดา : ก็ไม่ค่อยดีนัก ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ?
Wichai : Fine, What's happened?
วิชัย : ดีครับ เกิดอะไร(กับคุณ)หรือครับ?
Suda : I catch a cold. I have to see the doctor now. Goodbye.
สุดา : ฉันเป็นไข้ ฉันต้องไปหาหมอก่อนแล้ว ลาก่อน
Wichai : Take care of yourself, Suda.
วิชัย : รักษาตัวด้วยครับ สุดา
อธิบายเสริม1. เราใช้ How are you doing? แทน How are you? ในการทักทายกันได้
2. สำนวน I catch a cold. = ฉันเป็นไข้ หรือ คนไทยจะพูดว่า ฉันจับไข้
3. have, has แปลว่า มี, กิน แต่
have to หรือ has to + คำกริยาช่องที่ 1 (v1 )
แปลว่า ต้องทำอะไร
หน้า 10
Situation 5 (สถานการณ์ที่5)
Mana : When will you leave for England?
มานะ : คุณจะเดินทางไปประเทศอังกฤษเมื่อไหร่?
Wichai : Next week. You can visit me if you have time.
วิชัย : สัปดาห์หน้าครับ คุณไปเยี่ยมเยียนผมได้ถ้าคุณมีเวลา
Mana : I love to. Have you already prepared all things?
มานะ : ได้เลยครับ แล้วคุณเตรียมของเสร็จแล้วหรือ?
Wichai : Yes. I'll go to say goodbye to all of my cousins during these days
I'm afraid I have to go now. Bye.
วิชัย : ใช้ครับ ผมจะไปบอกลาญาติทุกๆคนในระหว่าง 2 – 3 วันนี้
ผมเกรงว่าผมคงต้องไปก่อนแล้วครับ โชคดี
Mana : Don't forget to write.
มานะ : แล้วอย่าลืมเขียน (จดหมายมาบ้างครับ)
อธิบายเสริม
ขอให้จำว่า leave = ละทิ้ง, ออกจาก แต่ leave for = เดินทางไปที่
* * * * * *
8 ก.ค. 2554
ภาษาอังกฤษ- ม.ปลาย-1
วันเพื่อไม่ให้น้อยหน้ากัน ครูจะเอาเนื้อเรื่องของภาษาอังกฤษ ม.ปลาย
มาแปลให้พวกเราได้อ่านกันบ้าง
รายวิชา ภาษอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
หน้า 21
What was that terrible noise?
(เสียงน่ากลัวนั้นเป็นเสียงจากอะไร)
Jane dropped a stack of plates on the floor because they were too slippery.
Her mother wasn’t at all happy….
เจนทำจานตั้งหนึ่งหล่นพื้นเพราะมันลื่นมาก แม่ของเธอรู้สึกที่พอใจ
Mother : Jane, Oh no! What is going on in the kitchen?
แม่ : เจน โอ้..ไม่น่า..เกิดอะไรขึ้นในครัว?
Jane : I’m sorry. I’ve just dropped a stack of plates.
เจน : หนูขอโทษค่ะ หนูเพิ่งทำจานตั้งหนึ่งหล่น
Mother : Were you hurt?
แม่ : แล้วหนูได้รับบาดเจ็บที่ไหนหรือเปล่า?
Jane : Fortunately, no. But I’m terribly sorry.
เจน : ยังโชคดีค่ะ แต่หนูเสียใจมากๆ
Mother : I’m glad you’re not hurt, but please, you must be careful next time!
แม่ : แม่ดีใจที่หนูไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่หนูต้องระวังในครั้งต่อไป
Jane : I will. I will. Trust me.
เจน : ได้..ได้.. เชื่อใจหนูได้เลย
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ
I’m glad + ประโยค = ฉันดีใจที่...
เป็นประโยคที่แสดงถึงความยินดี, ดีใจกับคนอื่น
I’m glad you can come. (ฉันดีใจที่คุณมา)
I’m glad you can understand it. (ฉันดีใจด้วยที่คุณเข้าใจมัน)
* * * * * *
หน้า 25
How terrible! You’re late again.
(แย่จัง..คุณมาสายอีกแล้ว)
Mrs. Jone : Jim, you’re late again.
คุณโจน : จิม, คุณมาสายอีกแล้วนะ
Jim : I apologize, Mrs. Jone. I missed the bus this morning.
จิม : ผมขอโทษครับ, คุณโจน ผมขึ้นรถไม่ทันเมื่อเช้านี้
Mrs. Jone : Did you finish your homework?
คุณโจน : แล้วนี่คุณทำการบ้านเสร็จแล้วหรือยัง?
Jim : I’m sorry. I didn’t.
จิม : ผมขอโทษครับ ผมยังทำไม่เสร็จ
Mrs. Jone : How terrible! I’m very disappointed with you.
คุณโจน : แย่จัง ผมรู้สึกผิดหวังกับคุณมากเลย
Jim : I wasn’t feeling well last night. I had a fever. So I took medicine and slept earlier.
จิม : (คือว่า...) ผมรู้สึกไม่แค่สบายเมื่อคืนก่อน.. ผมมีไข้.. ผมทานยานและนอนแต่หัวค่ำ
Mrs. Jone : That’s O.K., then. These things happen. But try to finish it today, will you?
คุณโจน : ก็โอเค ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว แต่ต้องทำมันให้เสร็จในวันนี้ จะได้ไหม?
Jim : I’ll do that.
จิม : ได้ครับ
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* took medicine เป็นคำกริยาช่อง2 (v2) ของคำว่า
take medicine = ทานยา, กินยา (มีความหมายเชิงบวก)
แต่คำว่า do drug = ยาเสพ (มีความหมายเชิงลบ)
เรามักพบประโยคนี้บ่อยๆ คือ Don’t do drug = อย่าเสพยา
* คำว่า it เป็นคำสรรพนาม(pron.)โดยปิกติเป็นว่า มัน
แต่เมื่ออยู่ในประโยคแล้วมักจะมีความหมายเปลี่ยนได้ตามเนื้อเรื่อง
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนอ่านที่จะต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่า
มัน ในเรื่องนี้หมายถึง homework (การบ้าน)
* * * * * *
ครูก็หว้งว่า นักศึกษาคงพอเข้าบ้างนะครับ
แล้วอย่าลืม ถ้าอ่านคำไหนหรือประโยคไหนไม่อ่าน
ก็อย่าลืมว่าพี่กู --- Google ช่วยได้นะครับ
มาแปลให้พวกเราได้อ่านกันบ้าง
รายวิชา ภาษอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
หน้า 21
What was that terrible noise?
(เสียงน่ากลัวนั้นเป็นเสียงจากอะไร)
Jane dropped a stack of plates on the floor because they were too slippery.
Her mother wasn’t at all happy….
เจนทำจานตั้งหนึ่งหล่นพื้นเพราะมันลื่นมาก แม่ของเธอรู้สึกที่พอใจ
Mother : Jane, Oh no! What is going on in the kitchen?
แม่ : เจน โอ้..ไม่น่า..เกิดอะไรขึ้นในครัว?
Jane : I’m sorry. I’ve just dropped a stack of plates.
เจน : หนูขอโทษค่ะ หนูเพิ่งทำจานตั้งหนึ่งหล่น
Mother : Were you hurt?
แม่ : แล้วหนูได้รับบาดเจ็บที่ไหนหรือเปล่า?
Jane : Fortunately, no. But I’m terribly sorry.
เจน : ยังโชคดีค่ะ แต่หนูเสียใจมากๆ
Mother : I’m glad you’re not hurt, but please, you must be careful next time!
แม่ : แม่ดีใจที่หนูไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่หนูต้องระวังในครั้งต่อไป
Jane : I will. I will. Trust me.
เจน : ได้..ได้.. เชื่อใจหนูได้เลย
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ
I’m glad + ประโยค = ฉันดีใจที่...
เป็นประโยคที่แสดงถึงความยินดี, ดีใจกับคนอื่น
I’m glad you can come. (ฉันดีใจที่คุณมา)
I’m glad you can understand it. (ฉันดีใจด้วยที่คุณเข้าใจมัน)
* * * * * *
หน้า 25
How terrible! You’re late again.
(แย่จัง..คุณมาสายอีกแล้ว)
Mrs. Jone : Jim, you’re late again.
คุณโจน : จิม, คุณมาสายอีกแล้วนะ
Jim : I apologize, Mrs. Jone. I missed the bus this morning.
จิม : ผมขอโทษครับ, คุณโจน ผมขึ้นรถไม่ทันเมื่อเช้านี้
Mrs. Jone : Did you finish your homework?
คุณโจน : แล้วนี่คุณทำการบ้านเสร็จแล้วหรือยัง?
Jim : I’m sorry. I didn’t.
จิม : ผมขอโทษครับ ผมยังทำไม่เสร็จ
Mrs. Jone : How terrible! I’m very disappointed with you.
คุณโจน : แย่จัง ผมรู้สึกผิดหวังกับคุณมากเลย
Jim : I wasn’t feeling well last night. I had a fever. So I took medicine and slept earlier.
จิม : (คือว่า...) ผมรู้สึกไม่แค่สบายเมื่อคืนก่อน.. ผมมีไข้.. ผมทานยานและนอนแต่หัวค่ำ
Mrs. Jone : That’s O.K., then. These things happen. But try to finish it today, will you?
คุณโจน : ก็โอเค ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว แต่ต้องทำมันให้เสร็จในวันนี้ จะได้ไหม?
Jim : I’ll do that.
จิม : ได้ครับ
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* took medicine เป็นคำกริยาช่อง2 (v2) ของคำว่า
take medicine = ทานยา, กินยา (มีความหมายเชิงบวก)
แต่คำว่า do drug = ยาเสพ (มีความหมายเชิงลบ)
เรามักพบประโยคนี้บ่อยๆ คือ Don’t do drug = อย่าเสพยา
* คำว่า it เป็นคำสรรพนาม(pron.)โดยปิกติเป็นว่า มัน
แต่เมื่ออยู่ในประโยคแล้วมักจะมีความหมายเปลี่ยนได้ตามเนื้อเรื่อง
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนอ่านที่จะต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่า
มัน ในเรื่องนี้หมายถึง homework (การบ้าน)
* * * * * *
ครูก็หว้งว่า นักศึกษาคงพอเข้าบ้างนะครับ
แล้วอย่าลืม ถ้าอ่านคำไหนหรือประโยคไหนไม่อ่าน
ก็อย่าลืมว่าพี่กู --- Google ช่วยได้นะครับ
5 ก.ค. 2554
ภาษาอังกฤษ ม.ต้น-1
ในตอนนี้จะเป็นเรื่องของวิชาภาษาอังกฤษ ที่ครูจะนำ
บางส่วนบางตอนในหนังสือแบบเรียนของพวกเราที่ไม่มี
การแปลมาแปลให้พวกเราได้ลองอ่านกัน
มาจากหนังวิชาภาษาอังกฤษ ระดับม.ต้น
หน้า 7
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
Suda : Hello, Mana.
สุดา: สวัสดี...มานะ
Mana : Hello, Suda. How are you?
มานะ : สวัสดีครับ...สุดา คุณสบายดีหรือ?
Suda : Fine, thanks. And you?
สุดา: ดีคะ...ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ?
Mana : Very well, thanks. Where's Malee?
มานะ : ดีมากครับ ขอบคุณ แล้วมาลีอยู่ที่ไหน?
Suda : She goes to the hospital.
สุดา: เธอไปโรงพยาบาล
Mana : What's happened?
มานะ : เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?
Suda : She accompanies her mother to see the doctor.
สุดา: เธอไปเป็นเพื่อนแม่เพื่อไปหาหมอ
Mana : Please tell her, I miss her. I've to go now. Good bye.
มานะ : ช่วยบอกเธอด้วยว่า... ผมคิดถึงเธอ ผมต้องไปแล้ว โชคดีครับ
Suda : See you later.
สุดา: แล้วเจอกันค่ะ
อธิบายเสริม
1. บทสนทนานี้ได้ แบ่งเป็น 3 ช่วงคือ
* ช่วงการทักทาย ใช้รูปแบบการทักทายที่เป็นที่นิยมเพราะจำง่าย, สะดวก
* การพูดคุยกันเล็กๆน้อย ใช้การถามถึงบุคคลที่บุคคลที่ 3 เป็นหัวช้อการสนทนา
* การบอกลา ใช้รูปแบบที่ง่ายและประหยัดเวลา
2. miss เป็นคำกริยา(v) = คิดถึง, พลาด
Miss ใช้เป็นคำนำหญิงชื่อของผู้หญิง
3. ในบทสนทนานี้ she, her เป็นคำสรรพนาม(pron.) หมายถึง Malee
4. I've to ย่อมาจาก I have to + กริยาช่องที่ 1 (v1) = ฉันต้องไปทำอะไร
* * * * * *
หน้า 8
Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Keawta : I'll teach the supplementary lessons on Saturday.
แก้วตา : ฉันจะสอนบทเรียนเสริมในวันเสาร์
Malee : That's a very kind of you.
มาลี : คุณชังใจดีจังเลย
Keawta : It's my pleasure. Goodbye.
แก้วตา : ด้วยความยินดี ลาก่อน
Malee : See you on Sunday.
มาลี : แล้วพบกันวันเสาร์
อธิบายเสริม
1. เมื่ออ่านบาทสนทนานี้แล้วต้องทราบว่า Keawta น่าจะเป็นครู
2. เมื่อมีการเสนอความช่วยเหลือจากคนอื่น เราควรแสดง
ความขอบคุณต่อเขาด้วยประโยค เช่น
Thank you (very much) = ขอบคุณ(มาก)
That's a very kind of you. = คุณชังใจดีจังเลย
Thank you for your help. = ขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือ
3. I'll ย่อมาจากคำว่า I will + คำกริยาช่องที่ 1 (v1) = ฉันทำอะไร
4. ในประโยคที่มีการกล่าวถึงวันและเดือน ต้องมีคำบุพบท (prep.)
คำว่า on นำหน้า
* * * * *
หรือใครจะลองอ่าน-ลองแปลมาก่อนแล้วนำมาเปรียบเทียบ
กับที่ครูแปลได้ก็จะดีมาก
บางส่วนบางตอนในหนังสือแบบเรียนของพวกเราที่ไม่มี
การแปลมาแปลให้พวกเราได้ลองอ่านกัน
มาจากหนังวิชาภาษาอังกฤษ ระดับม.ต้น
หน้า 7
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
Suda : Hello, Mana.
สุดา: สวัสดี...มานะ
Mana : Hello, Suda. How are you?
มานะ : สวัสดีครับ...สุดา คุณสบายดีหรือ?
Suda : Fine, thanks. And you?
สุดา: ดีคะ...ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ?
Mana : Very well, thanks. Where's Malee?
มานะ : ดีมากครับ ขอบคุณ แล้วมาลีอยู่ที่ไหน?
Suda : She goes to the hospital.
สุดา: เธอไปโรงพยาบาล
Mana : What's happened?
มานะ : เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?
Suda : She accompanies her mother to see the doctor.
สุดา: เธอไปเป็นเพื่อนแม่เพื่อไปหาหมอ
Mana : Please tell her, I miss her. I've to go now. Good bye.
มานะ : ช่วยบอกเธอด้วยว่า... ผมคิดถึงเธอ ผมต้องไปแล้ว โชคดีครับ
Suda : See you later.
สุดา: แล้วเจอกันค่ะ
อธิบายเสริม
1. บทสนทนานี้ได้ แบ่งเป็น 3 ช่วงคือ
* ช่วงการทักทาย ใช้รูปแบบการทักทายที่เป็นที่นิยมเพราะจำง่าย, สะดวก
* การพูดคุยกันเล็กๆน้อย ใช้การถามถึงบุคคลที่บุคคลที่ 3 เป็นหัวช้อการสนทนา
* การบอกลา ใช้รูปแบบที่ง่ายและประหยัดเวลา
2. miss เป็นคำกริยา(v) = คิดถึง, พลาด
Miss ใช้เป็นคำนำหญิงชื่อของผู้หญิง
3. ในบทสนทนานี้ she, her เป็นคำสรรพนาม(pron.) หมายถึง Malee
4. I've to ย่อมาจาก I have to + กริยาช่องที่ 1 (v1) = ฉันต้องไปทำอะไร
* * * * * *
หน้า 8
Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Keawta : I'll teach the supplementary lessons on Saturday.
แก้วตา : ฉันจะสอนบทเรียนเสริมในวันเสาร์
Malee : That's a very kind of you.
มาลี : คุณชังใจดีจังเลย
Keawta : It's my pleasure. Goodbye.
แก้วตา : ด้วยความยินดี ลาก่อน
Malee : See you on Sunday.
มาลี : แล้วพบกันวันเสาร์
อธิบายเสริม
1. เมื่ออ่านบาทสนทนานี้แล้วต้องทราบว่า Keawta น่าจะเป็นครู
2. เมื่อมีการเสนอความช่วยเหลือจากคนอื่น เราควรแสดง
ความขอบคุณต่อเขาด้วยประโยค เช่น
Thank you (very much) = ขอบคุณ(มาก)
That's a very kind of you. = คุณชังใจดีจังเลย
Thank you for your help. = ขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือ
3. I'll ย่อมาจากคำว่า I will + คำกริยาช่องที่ 1 (v1) = ฉันทำอะไร
4. ในประโยคที่มีการกล่าวถึงวันและเดือน ต้องมีคำบุพบท (prep.)
คำว่า on นำหน้า
* * * * *
หรือใครจะลองอ่าน-ลองแปลมาก่อนแล้วนำมาเปรียบเทียบ
กับที่ครูแปลได้ก็จะดีมาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)