แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สรุปเนื้อ1/2555 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สรุปเนื้อ1/2555 แสดงบทความทั้งหมด

3 ส.ค. 2555

สรุปเนื้อหาที่สอน5-8-55(2)-ฤดูกาลและพายุ

สรุปเนื้อหาที่สอน5-8-55 ตอนที่ 2
วิชาวิทยาศาสตร์  เรื่องฤดูกาลและพายุ

ปัจจัยที่ทำให้อากาศเปลี่ยนแปลง
1.กระแสลมและฝน
กระแสลม คือ การเคลื่อนที่ของมวลอากาศที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา เพราะในบริเวณต่างๆมีความกดอากาศไม่เท่ากัน เกิดจากในบริเวณที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์มาก อากาศบริเวณนั้นก็จะร้อนมีความกดอากาศต่ำและขยายตัวลอยสูงขึ้น อากาศจากที่อื่นซึ่งมีความกดอากาศสูงกว่าและมีอุณหภูมิต่ำกว่าก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่

ฝน เกิดจากการเคลื่อนที่ของลมจากบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำกว่าและถ้ากระแสลมเคลื่อนที่ผ่านทะเลหรือมหาสุมทร ก็จะนำเอาความชื้นและละอองน้ำไปเมื่อมากระทบกับบริเวณที่มีความเย็นก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำและตกลงมาเป็นฝน

2.ความกดอากาศ
  เนื่องจาก พื้นโลกในบริเวณต่างๆ มีค่าความกดอากาศไม่เท่ากัน ความกดอากาศนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอกเวลาขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ โดยที่
** บริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ จะเกิดฝนตก, เกิดลมพายุและมีอากาศเย็น
** บริเวณที่มีความกดอากาศสูง เช่น ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆฝน
เราใช้เครื่องมือที่ เรียกว่า บารอมิเตอร์และบารอกราฟในการวัดความกดอากาศ

3) อุณหภูมิ
  คือ ระดับความหนาว ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสภาพอากาศ เช่น กลางวัน จะมีอุณหภูมิ สูงกว่ากลางคืน นอกจากนั้นอุณหภูมิเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดลม พายุ หมอก น้ำค้าง เมฆ

4) ความชื้น
  คือ ปริมาณไอน้ำในอากาศ หรือความสามารถของอากาศที่จะรับไอน้ำเอาไว้ได้ ซึ่งความชื้นนี้จะเปลี่ยนไปตามวัน เวลาและสถานที่
   ความชื่นในอากาศ มีผลใช้การดำเนินชีวิตของเรา เช่น วันที่อากาศชื้น เราจะรู้สึกเหนียวตัวและอึดอัด เพราะมีอากาศมีความชื้นมาก ทำให้รับปริมาณไอน้ำได้น้อย เหงื่อของเราก็ระเหยได้น้อย แต่ถ้าวันที่อากาศแห้ง เราจะรู้สึกเย็นจนบางครั้งทำให้ผิวหนังแห้งและแตกเนื่องจากเหงื่อของเราระเหยได้มาก
  เราใช้เครื่องวัดที่เรียกว่า ไฮกรอมิเตอร์(Hygrometer) เพื่อวัด ความชื้นในอากาศ ที่นิยมใช้คือแบบกระเปาะเปียก-กระเปาะแห้ง

ลมต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
ลม คือ มวลอากาศที่เคลื่อนที่ โดยมวลอากาศนี้จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำไปสู่บริเวณที่มีอุณหภูมิสูงเสมอ

ประเภทของลมมี 3 ประเภท คือ
1. ลมประจำเวลา
ลมบก เกิดในเวลากลางคืน เกิดจากลมที่พัดจากพื้นดินออกสู่ทะเล เนื่องจากพื้นดินคลายความร้อนได้เร็วกว่าน้ำ ทำให้อุณหภูมิที่ผิวน้ำสูงกว่าพื้นดิน มวลอากศจึงเคลื่อนจากฝั่งสู่ทะเล
ลมทะเล เกิดในเวลากลางวัน เกิดจากลมที่พัดจากทะเลสู่พื้นดิน เนื่องจากพื้นดินรับความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้เร็วกว่าน้ำทำให้อุณหภูมิที่พื้นดินสูงกว่าพื้นน้ำ ทำให้มวลอากาศเย็นจากทะเลจึงเคลื่อนเข้าสู่ฝั่ง
2. ลมประจำฤดูหรือลมมรสุมในประเทศไทย
ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้(ลมมรสุมฤดูร้อน) พัดจากมหาสมุทรอินเดียขึ้นสู่ทวีปเอเชีย โดยพัดผ่านประเทศไทยช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ซึ่งขณะที่ลมมรสุมนี้พัดผ่านมหาสมุทรอินเดีย ก็นำไอน้ำหรือความชื้นจากบริเวณนั้นมาสู่บริเวณที่พัดผ่าน ทำให้มีฝนตก
ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ลมมรสุมฤดูหนาว) พัดจากประเทศจีนลงมาจนถึงบริเวณอ่าวไทยตอนใต้

3.ลมประจำถิ่น
ลมตะเภา เป็นลมที่พัดในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เนื่องจากอุณหภูมิของอากาศบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือค่อนข้างสูงทำให้เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำส่วนบริเวณอ่าวไทยอากาศจะเย็นกว่า มีลักษณะเป็นหย่อมความกดอากาศสูง จึงทำให้มวลอากาศเคลื่อนที่จากอ่าวไทยเข้าสู่ดิน ถึงแม้ลมที่พัดมานี้จะมีความแรงไม่มาก แต่ก็ช่วยบรรเทาความร้อนในอากาศในช่วงฤดูร้อน ในสมัยก่อนพ่อค้าเรือสำเภาได้อาศัยลมตะเภาแล่นใบพาเรือมาเข้าสู่ปากอ่าวไทยได้สะดวก จึงขนามนามเรียกนี้ว่า ลมตะเภา
ลมว่าวหรือลมข้าวเบา เป็นลมที่พัดลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเดือนกันยายนจนถึงเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากการเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำชั่วคราวขึ้นในแถบอ่าวไทย ทำให้มวลอากาศจากพื้นดินเคลื่อนออกสู่ทะเล ลมว่าว ถือเป็นลมเย็นเวลาที่พัดผ่านมาจึงทำให้อุณภูมิของอากาศต่ำลง

การเกิดฤดูกาลของโลก
เนื่องจากแกนโลกเอียงจากแนวดิ่ง 23.5 องศา ตลอดเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์นั่นคือ ขณะที่โลกเคลื่อนที่ไปก็เอียงไปด้วย โดยจะหันขั้วโลกเหนือและใต้เข้าหาดวงอาทิตย์สลับกัน ทำให้พลังงานความร้อน จากดวงอาทิตย์ที่ตกลงบนผิวพื้นโลกในรอบปี ในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน ขั้วโลกที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์จะได้รับพลังงานความร้อน จากดวงอาทิตย์มากกว่า จะเป็นฤดูร้อน ส่วนขั้วโลกที่หันออกจากดวงอาทิตย์ จะได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์น้อยกว่า จะเป็นฤดูหนาว

ฤดูกาลในประเทศไทย
1. ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดความหนาวเย็นเข้ามาสู่ไทย ทำให้อากาศมีสภาพอากาศค่อนข้างเย็น ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่ขั้วโลกใต้หันเข้าหาดวงอาทิตย์ ตำแหน่งลำแสงของดวงอาทิตย์ทำมุมฉากกับผิวพื้นโลกตอนเที่ยงวันจะอยู่ทางซีกโลกใต้ ทำให้ลำแสงที่ตกกระทบกับพื้นที่ในประเทศไทยเป็นลำแสงเฉียง ประมาณความเข้มของแสงก่อนลดน้อยลงตามไปด้วย
2.ฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม) เป็นช่วงที่ลมมรสุมกระแสลมทะเลจีนใต้พัดเข้ามา สู่ประเทศไทยจากทางทิศใต้และทิศตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ได้โคจรมาตั้งฉากกับประเทศในเวลาเที่ยงวันพอดี ทำให้อากาศร้อนและจะมีอุณหภูมิสูงสุดในช่วงเดือนเมษายน
3.ฤดูฝน (มิถุนายนถึงตุลาคม) เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้ามาสู่ประเทศไทย ทำให้มีฝนตกกระจายไปทั่วประเทศ

พายุ (strom)
พายุ คือ สภาพบรรยากาศที่ถูกรบกวนแบบใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะที่มีผลกระทบต่อพื้นผิวโลก และบ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรง เวลากล่าวถึงความรุนแรงของพายุ จะมีเนื้อหาสำคัญอยู่บางประการคือ ความเร็วที่ศูนย์กลาง ซึ่งอาจสูงถึง 400 กม./ชม. ความเร็วของการเคลื่อนตัว ทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุ และขนาดความกว้างหรือเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวพายุ ซึ่งบอกถึงอาณาบริเวณที่จะได้รับความเสียหายว่าครอบคลุมเท่าใด ความรุนแรงของพายุจะมีหน่วยวัดความรุนแรงคล้ายหน่วยริกเตอร์ของการวัดความรุนแรงแผ่นดินไหว มักจะมีความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ประเภทของพายุ
พายุแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภท คือ
1. พายุฝนฟ้าคะนอง
  มีลักษณะเป็นลมพัดย้อนไปมา หรือพัดเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน อาจเกิดจากพายุที่อ่อนตัวและลดความรุนแรงของลมลง หรือเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำ ร่องความกดอากาศต่ำ อาจไม่มีทิศทางที่แน่นอน หากสภาพการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ของการเกิดฝนเหมาะสม ก็จะเกิดฝนตก มีลมพัด
2. พายุหมุนเขตร้อนต่าง ๆ
  เป็นพายุหมุนขนาดใหญ่เช่นเดียวกันและมักเริ่มก่อตัวในทะเล หากเกิดเหนือเส้นศูนย์สูตร จะมีทิศทางการหมุนทวนเข็มนาฬิกา และหากเกิดใต้เส้นศูนย์สูตรจะหมุนตามเข็มนาฬิกา โดยมีชื่อต่างกันตามสถานที่เกิด กล่าวคือ
2.1 พายุเฮอร์ริเคน (hurricane) เป็นชื่อเรียกพายุหมุนที่เกิดบริเวณทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น บริเวณฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อ่าวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน เป็นต้น รวมทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณชายฝั่งประเทศเม็กซิโก
2.2 พายุไซโคลน (cyclone)  เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดในมหาสมุทรอินเดีย เหนือ เช่น บริเวณอ่าวเบงกอล ทะเลอาหรับ เป็นต้น แต่ถ้าพายุนี้เกิดบริเวณทะเลติมอร์และทิศะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย จะเรียกว่า พายุวิลลี-วิลลี (willy-willy)
2.3 พายุไต้ฝุ่น (typhoon) เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ เช่น บริเวณทะเลจีนใต้ อ่าวไทย อ่าวตังเกี๋ย ประเทศญี่ปุ่น
2.4 พายุโซนร้อน (tropical storm) เกิดขึ้นเมื่อพายุเขตร้อนขนาดใหญ่อ่อนกำลังลง ขณะเคลื่อนตัวในทะเล และความเร็วที่จุดศูนย์กลางลดลงเมื่อเคลื่อนเข้าหาฝั่ง
2.5 พายุดีเปรสชัน (depression) เกิดขึ้นเมื่อความเร็วลดลงจากพายุโซนร้อน ซึ่งก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองธรรมดาหรือฝนตกหนัก
2.6 พายุทอร์นาโด (tornado) เป็นชื่อเรียกพายุหมุนที่เกิดในทวีปอเมริกา มีขนาดเนื้อที่เล็กหรือเส้นผ่าศูนย์กลางน้อย แต่หมุนด้วยความเร็วสูง หรือความเร็วที่จุดศูนย์กลางสูงมากกว่าพายุหมุนอื่น ๆ ก่อความเสียหายได้รุนแรงในบริเวณที่พัดผ่าน เกิดได้ทั้งบนบก และในทะเล หากเกิดในทะเล จะเรียกว่า นาคเล่นน้ำ (water spout) บางครั้งอาจเกิดจากกลุ่มเมฆบนท้องฟ้า แต่หมุนตัวยื่นลงมาจากท้องฟ้าไม่ถึงพื้นดิน มีรูปร่างเหมือนงวงช้าง จึงเรียกกันว่า ลมงวง ลมสลาตัน เป็นชื่อภาษาไทยใช้เรียกลมแรงหรือพายุช่วงปลายฤดูฝนที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย นอกจากนี้ยังใช้เรียกพายุทั่วไปที่มีความรุนแรงทุกชนิด รวมทั้งพายุต่างๆ ข้างต้นที่มีความรุนแรงข้างต้น

พายุฤดูร้อนในประเทศไทย
   มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาถึงประเทศไทยตอนบนได้ ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างมวลอากาศเย็น ที่แผ่ลงมากับมวลอากาศร้อนที่ปกคลุมอยู่เหนือประเทศไทย ซึ่งก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงหรืออาจมีลูกเห็บตกลงมาด้วย

การเตรียมการป้องกันอันตรายจากพายุ
1. ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาสม่ำเสมอ
2. สอบถาม แจ้งสภาวะอากาศร้ายแก่กรมอุตุนิยมวิทยา
3. ซ่อมแซม อาคารให้แข็งแรง เตรียมป้องกันภัยให้สัตว์เลี้ยงและพืชผลการเกษตร
4. ฝึกซ้อมการป้องกันภัยพิบัติ เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนอพยพหากจำเป็น
5. เตรียมเครื่องอุปโภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอรี่ วิทยุกระเป๋าหิ้วติดตามข่าวสาร
6. เตรียมพร้อมอพยพเมื่อได้รับแจ้งให้อพยพ

ที่มาของข้อมูล
http://th.wikipedia.org
http://www.panyathai.or.th
ข้อมูลจาก มูลนิธิคณะลูกเสือแห่งชาติ
* * * *

สรุปเนื้อหาที่สอน5-8-55(1)

สรุปเนื้อหาที่สอนในวันที่ 5 สิงหาคม 2555
วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานนิวเคลียร์

พลังงานนิวเคลียร์ คือ พลังงานได้เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานิวเคลียร์
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ เป็นปฏิกิริยาที่เกิดในระดับนิวเคลียสของอะตอม โดยเกิดได้จากหลายลักษณะดังนี้
1. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิซชั่น (Fission) เกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม พลูโทเนียม เมื่อถูกชนด้วยนิวตรอนหรือโฟตอน ธาตุหนักเหล่านี้ เราสามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สารกัมมันตรังสี หรือ ธาตุกัมมันตรังสี
2. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิวชั่น (Fusion) เกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน
3. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ซึ่งให้รังสีต่างๆ ออกมา เช่น อัลฟา, เบตา, แกมมาและนิวตรอน เป็นต้น
4. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการเร่งอนุภาคที่มีประจุ เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน ดิวทีรอน และอัลฟา เป็นต้น

  สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เป็นปฏิกิริยาจากพลังงานนิวเคลียร์แบบฟิซชั่น พลังงานที่ได้จะทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำที่มีแรงดันสูง แล้วไอน้ำแรงดันสูงจะไปหมุนกังหันไอน้ำที่ต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตไฟฟ้า

สารกัมมันตรังสี (Radioactive) คือ สารที่สามารถปลดปล่อยกัมมันตภาพรังสี ดังนั้น สารกัมมันตรังสี ก็คือ สารหรือธาตุพลังงานสูงกลุ่มหนึ่งที่สามารถแผ่รังสีออกมาได้

กัมมันตภาพรังสี (radioactivity) คือ รังสีที่แผ่ออกมาจากธาตุกัมมันตรังสี และเมื่อแผ่รังสีออกมา มันจะก็จะกลายสภาพไปเป็นธาตุชนิดอื่น

การแผ่รังสีจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยอัตราการแผ่รังสีของธาตุแต่ละชนิดนั้นเป็นสมบัติเฉพาะตัวและมีค่าคงที่ เราเรียกการอัตราการสลายตัวของสารเหล่านี้ว่า ครึ่งชีวิต หรือ Half life คือ ระยะเวลาที่สารกัมมันตรังสีใช้เวลาสลายตัวจนเหลือปรมาณครึ่งหนึ่งของสารตั้งต้น

กัมมันตภาพรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากการสลายตัวมี 3 ชนิด คือ
1. รังสีแอลฟ่า มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำเพียงแค่กระดาษ อากาศ น้ำที่หนาประมาณ 2- 3 ซ.ม. หรือโลหะบาง ๆ ก็สามารถกั้นอนุภาคแอลฟาได้
2. รังสีบีต้าหรือเบตา มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาประมาณ 100 เท่า ทะลุผ่านกระดาษบาง ๆ เสื้อผ้า มือ น้ำที่หนา 2 ซม. แผ่นอะลูมิเนียมหนา 1 ซม. ได้ และมีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสง
3. รังสีแกมมา เป็นรังสีที่มีพลังงานสูงมีความเร็วเท่ากับความเร็วแสง และมีอำนาจทะลุทะลวงสูง ผ่านแผ่นตะกั่วหนา 1.5 มม. หรือแผ่นคอนกรีตหนาๆ ได้ แต่ถ้าใช้ตะกั่ว และคอนกรีต ผสมเข้าด้วยกันสามารถกั้นรังสีแกมมาได้

กัมมันตภาพรังสีที่ได้มาใช้ประโยชน์ เช่น
คาร์บอน-14 ในการคำนวณอายุของวัตถุโบราณหรือซากดึกดำบรรพ์
ไอโอดีน -131 ใช้ในทางการแพทย์ในการติดตามเพื่อศึกษาความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
โคบอลต์ -60 และเรเดียม -226 รักษาโรคมะเร็ง
ยูเรเนียม -238 ในเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เป็นต้น

หน่วยวัดรังสี
หน่วยสำหรับวัดอัตราการเสี่ยงภัยจากสารกัมมันตภาพรังสีที่นานาชาติใช้กันนั้นมีหน่วยเป็น "มิลลิซีเวิร์ตส์" หรือ "เอ็มเอสวี-MSV" ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งตามนามสกุลของศาสตราจารย์โรล์ฟ มักซิมิเลียน ซีเวิร์ต ชาวสวีดิช ผู้บุกเบิกการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับอันตรายจากสารกัมมันตภาพรังสีต่อสิ่งมีชีวิต

ผลของรังสีต่อสิ่งมีชีวิต
1. ผลของรังสีที่มีต่อร่างกาย คือ เกิดเป็นผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง ผมร่วง เซลล์ตาย เป็นแผลเปื่อย เกิดเนื้อเส้นใยจำนวนมากที่ปอด (fibrosis of the lung) เกิดโรคเม็ดโลหิตขาวมาก (leukemia) เกิดต้อกระจก(cataracts) ขึ้นในนัยน์ตา เป็นต้น ซึ่งร่างกายจะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของรังสีที่ได้รับ ส่วนของร่างกายที่ได้ และอายุของผู้ได้รับรังสี
2. ผลของรังสีที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ คือ ทำให้โครโมโซม (chromosome) เกิดการเปลี่ยนแปลง มีผลทำให้ลูกหลานเกิดเปลี่ยนลักษณะได้
3. อาการที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากได้รับกัมมันตรังสีโดยไม่มีการควบคุม
3.1 คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย
3.2 เม็ดเลือดขาวถูกทำลายอย่างรุนแรง
3.3 ระบบการสร้างโลหิตจากที่ไขกระดูกบกพร่อง
3.4 ร่างกายความต้านทานโรคต่ำ
3.5 เกิดความผิดปกติบริเวณที่ถูกรังสี เช่น ผิวหนังไหม้พุพอง ผมร่วง ปากเปื่อย เป็นต้น

เรียบเรียงข้อมูลจาก มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

30 ก.ค. 2555

สรุปเนื้อหาที่สอน29-7-55 (2)

สารเคมีในชีวิตประจำวัน ช่วงที่ 2
คำศัพท์อื่นๆที่น่าควรทราบ

สารพิษ (POISON) คือ สารที่ทำให้เป็นอันตราย หรือ ทำให้เสียชีวิต ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง รับประทาน หรือ สูดดม คำนี้เป็นเป็นข้อเตือนถึงอันตรายที่รุนแรงที่สุด
เป็นพิษ (TOXIC) หมายถึง เป็นอันตรายทำให้อวัยวะต่างๆทำหน้าที่ผิดปกติหรือ ทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง รับประทานหรือสูดดม
สารก่อความระคายเคือง (IRRITANT) หมายถึง สารที่ทำให้เกิดความระคายเคือง หรืออาการบวมต่อผิวหนัง ตา เยื่อบุ และระบบทางเดินหายใจ
ติดไฟได้ (FLAMMABLE) หมายถึง สามารถติดไฟได้ง่าย และมีแนวโน้มที่จะเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว
สารกัดกร่อน (CORROSIVE) หมายถึง สารเคมี หรือไอระเหยของสารเคมีนั้นสามารถทำให้วัสดุถูกกัดกร่อน ผุ หรือสิ่งมีชีวิตถูกทำลายได้

ความปลอดภัยขณะใช้สารเคมี
1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นพิษแทน
2. อ่านฉลากและปฏิบัติตามวิธีการใช้ทุกครั้ง
3. สวมถุงมือและเสื้อคลุมทุกครั้ง ถ้าผลิตภัณฑ์สามารถทำให้เกิดอันตรายได้โดยการสัมผัสต่อผิวหนัง
4. สวมแว่นตาป้องกันสารเคมี ถ้าผลิตภัณฑ์สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อตา
5. ห้ามสวมคอนแทคเลนส์เมื่อใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น ทินเนอร์ เป็นต้น
6. หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทันทีถ้ารู้สึกวิงเวียน ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดศีรษะ
7. ควรใช้ผลิตภัณฑ์สารเคมีในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ในที่โล่งแจ้ง
8. ห้ามสูบบุหรี่เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถติดไฟได้
9. ห้ามผสมผลิตภัณฑ์สารเคมีเอง เนื่องจากสารเคมีบางชนิดอาจทำปฏิกิริยาต่อกัน เกิดเป็นไอควันพิษหรืออาจระเบิดได้
10. พบแพทย์ทันทีถ้าสงสัยว่าได้รับสารพิษหรือได้รับอันตรายเมื่อสัมผัสกับสารเคมีที่ใช้ภายในบ้าน

กรดในชีวิตประจำวัน เช่น
น้ำอัดลม ประกอบด้วยกรดคาร์บอนิก
น้ำส้มและน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ประกอบด้วยกรดซิตริกซึ่งมีอยู่ในส้ม มะนาว ส้มโอ
ใช้ในการปรุงแต่งรสอาหาร เช่น กรดแอซีติก ซึ่งมีในน้ำส้มสายชู เป็นต้น
ใช้ในสารทำความสะอาดพื้นบ้าน เช่น กรดไฮโดรคลอริก เป็นต้น

เบสในชีวิตประจำวัน เช่น
น้ำแอมโมเนียหรือแอมโมเนียไฮดรอกไซด์ ใช้ทำน้ำยาทำความสะอาดกระจก
ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต ใช้ทำขนมต่าง ๆ
สบู่ ใช้ทำความสะอาดร่างกาย
ยาสระผม ใช้ทำความสะอาดเส้นผม
ผงซักฟอก ใช้ทำความสะอาดเสื้อผ้า

เกณฑ์การจำแนกสารเคมีในชีวิตประจำวัน
1. สารปรุงแต่งอาหาร
2. เครื่องดื่ม
3. สารทำความสะอาด
4. สารกำจัดแมลง และสารกำจัดศัตรูพืช
5. เครื่องสำอาง

สารอาหาร
สารอาหาร คือ “องค์ประกอบของสารประกอบทางเคมีของธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไป สารอาหารมีโครงสร้างโมเลกุลเฉพาะตัว เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยโมเลกุลของสารอาหารหลายๆ ตัว”
   สารอาหารออกเป็นพวกๆ ที่สำคัญมี 6 จำพวก ได้แก่ คาร์โบไฮเดรท, โปรตีน, ไขมัน, วิตามิน, เกลือแร่, และน้ำ สารอาหารแต่ละชนิดมีหน้าที่เด่นเฉพาะแตกต่างกัน

องค์ประกอบของเคมีในชีวิต Chemistry of Life
สารประกอบขนาดใหญ่ (macromolecules) ในสิ่งมีชีวิต จัดเป็น 4 กลุ่มตามลักษณะโครงสร้างของโมเลกุล ได้แก่
คาร์โบไฮเดรท (Carbohydrate) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O
โปรตีน (Protein) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O, N
ไขมัน (Lipid) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O

คำศัพท์อื่นๆที่ได้พบในชีวิตประจำวัน
SPF (Sun Protect factor)
    ค่า SPF ในที่พบในครีมกันแดด หมายถึง ค่าป้องกันแสงแดด เช่น ถ้าเราตากแดด 12 นาที แล้วผิวไหม้ ถ้าทาครีม SPF 15 ผิวจะทนได้นานเป็น 15 เท่าคือ 180 นาที และถ้าเป็น SPF 50 ผิวก็จะทนได้นานมากขึ้นถึง 50 เท่าคือ 600 นาที ในเวลาที่ตากแดดเท่ากัน

อนุมูลอิสระ (free radicals)
   ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนช่วย แต่จะเกิดออกซิเจนที่มีประจุลบ (O2) ซึ่งก็คืออนุมูลอิสระ สารตัวนี้ยังสามารถไปรวมตัวกับสารบางอย่างในร่างกาย แล้วก่อเกิดเป็นสารพิษไปทำลายเนื้อเยื่อ หรืออาจไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางพันธุกรรมภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ที่ปกติแปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งได้
    อนุมูลอิสระ เป็นอนุภาคไม่คงตัว จึงทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่อยู่ติดกันได้อย่างรวดเร็ว เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า “ออกซิเดชั่น” (Oxidation) ซึ่งอาจก่อผลกระทบที่อันตรายต่อร่างกายได้
    อนุมูลอิสระ เกิดจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายแล้ว ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อทั้งจากแบคทีเรียและไวรัส การอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุ เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์, จากรังสี, สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เช่น ควันเสียและเขม่าจากเครื่องยนต์, ควันบุหรี่, ยาฆ่าแมลง, การออกกำลังกายอย่างหักโหม

สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant)
  คือ สารประกอบที่สามารถป้องกันหรือชะลอกระบวนการเกิดออกซิเดชั่น
1. ลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย
2. ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
   แหล่งอาหารที่สำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี, วิตามินอี, ซีลีเนียม, วิตามิน เอ, แคโรทีนอยด์ (บีตาแคโรทีน ลูทีน และไลโคฟีน)

รังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี (Ultraviolet, UV) ภาษาไทยเรียกว่า รังสีเหนือม่วง เป็นช่วงหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่มองเห็น แต่ยาวกว่ารังสีเอกซ์อย่างอ่อน

โทษ
รังสีอัลตราไวโอเลตทั้งสามชนิดคือ UVA, UVB และ UVC ถ้าได้รับเป็นเวลานานๆจะทำให้คอลลาเจนในผิวหนังเสื่อมสภาพได้ จึงให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย
  UVA มีความรุนแรงน้อยที่สุด แต่สามารถแปลงสภาพ DNA ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
  UVB เป็นอันตรายต่อดวงตา ทำให้รู้สึกเหมือนทรายเข้าตาและทำให้เป็นโรคต้อกระจก (cataract)

ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลต
  แบล็กไลต์ (black light) เป็นหลอดที่เปล่งรังสียูวีคลื่นยาว มีสีม่วงดำ ใช้ตรวจเอกสารสำคัญ เช่น ธนบัตร, หนังสือเดินทาง, บัตรเครดิต ฯลฯ
  หลอดฟลูออเรสเซนต์หรือหลอดเรืองแสง ใช้หลักการผลิตรังสีอัลตราไวโอเลต โดยการทำให้ไอปรอทแตกตัว รังสีที่ได้จะไปกระทบสารเรืองแสงให้เปล่งแสงออกมา
  ดาราศาสตร์ในทางดาราศาสตร์ จะใช้หลักการที่ว่าวัตถุที่ร้อนมากจะเปล่งยูวีออกมา ทำให้เราสามารถศึกษาวัตถุท้องฟ้าได้โดยผ่านทางยูวี แต่ต้องไปในอวกาศ
  การฆ่าเชื้อโรค รังสีอัลตราไวโอเลตสามารถใช้ฆ่าเชื้อโรคได้ เช่นฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่ม ในเครื่องมือหรืออาหาร

รังสีเอกซ์ (X-ray) เป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า ในเบื้องต้นมีการใช้ช้รังสีเอกซ์สำหรับถ่ายภาพเพื่อการวินิจฉัยโรค และงานผลึกศาสตร์ (crystallography) รังสีเอกซ์เป็นการแผ่รังสีแบบแตกตัวเป็นไอออน และแต่ก็มีอันตรายต่อมนุษย์

AHA
  AHA ย่อมาจาก Alpha Hydroxy Acid เป็น สารประกอบที่มีฤทธิ์เป็น กรด ที่สกัดจากผลไม้ธรรมชาติ เช่น
กรดซิตริก จากมะนาว ส้ม และส้มโอ
กรดมัลลิก จาก แอปเปิ้ล
กรดไกลโคลิก จากอ้อย
กรดแล็กติก จากนมเปรี้ยว

ประโยชน์ ของ AHA
  ช่วยในการขจัดเซลล์ผิวแก่ๆ ให้หลุดออกได้ขึ้นเร็วขึ้น ทำให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่เร็วขึ้น ทำให้ผิวหนังดูเรียบเนียนและสดใสขึ้น
ผลข้างเคียงของกรดเอเอชเอ
  การใช้ AHA ในปริมาณความเข้มข้นสูง ทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง เกิดผื่นคัน และไวต่อแสงแดดได้หรือทำให้เกิดรอยดำ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังมากได้

BHA
   BHA (บีเอชเอ) ย่อมาจาก Beta Hydroxy Acid เป็นสารที่สังเคราะห์ มีคุณสมบัติทนต่อ ความร้อน ไม่สลายตัวง่ายแบบ AHA สารประเภท BHA เช่น
  กรดซาลิกไซลิก (salicylic acid) ได้จากพริกมีออกฤทธิ์ลักษณะที่มีอาการปวดแสบปวดร้อน จึงใช้มาใช้เป็นส่วนประกอบใน ยาหม่อง

ผลข้างเคียงของบีเอชเอ
  การใช้ปริมาณความเข้มข้นสูง ก็มีผลเสียต่อผิวหนัง คือ เกิดการระคายเคือง ลอก แดง ทำให้ผิวบางลง มีการอาการไวต่อแสงแดด อาจส่งผลให้ภูมิต้านทานโรคของเซลล์ผิวหนังต่ำและอาจทำให้ผิวหนังติดเชื้อได้ง่าย
* * จบ * *

สรุปเนื้อหาที่สอน29-7-55 (1)

เนื้อหาที่นำมาสอน ในวันที่ 29 ก.ค. 2555 เป็นส่วนหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์
หากนักศึกษาหรือผู้สนใจ จะนำเอกสารเรื่องนี้ไปใช้สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่

http://kruteeworld.siamvip.com/B000000004-กศน..xhtml

สารเคมีในชีวิตประจำวัน

สารปรุงแต่งอาหาร หมายถึง สารปรุงรสและวัตถุเจือปนในอาหารที่นำมาใช้เพื่อปรุงแต่งสี กลิ่น รส และคุณสมบัติอื่น ๆ ของอาหาร
ผงชูรส
   ผงชูรส ชื่อจริงคือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (Monosodium Glutamate)ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังหรือกากน้ำตาล มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาวไม่มีกลิ่น ใช้ในการเป็นสารเพิ่มรสชาติอาหาร (Flavor Enhancer) เนื่องจากเมื่อผงชูรสละลายน้ำ จะแตกตัวได้โซเดียมและกลูตาเมตอิสระที่มีสมบัติในการเพิ่มรสชาติอาหาร โดยช่วยเพิ่มรสชาติของรสชาติพื้นฐาน คือ รสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยวและรสขม (รสเผ็ด????)
   ปริมมาณในการใช้ คือ ประมาณ 1 ช้อนชาต่ออาหาร 10 ถ้วยตวง ถ้ามากเกินไปอาจมีเกิดอาการแพ้และไม่ควรใช้ผงชูรสในอาหารทารกและหญิงมีครรภ์
   ปัจจุบันผงชูรสเป็นหนึ่งในวัตถุเจือปนอาหารที่ได้มีการควบคุมการใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องวัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 281) พ.ศ. 2547 โดยมีหน่วยงานควบคุมคือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

น้ำตาล
    น้ำตาล คือ สารให้ความหวานตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง มีเรียกกันหลายแบบ ขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะของน้ำตาล เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลกรวด น้ำตาลก้อน น้ำตาลปีบ เป็นต้น แต่ในทางเคมี โดยทั่วไปหมายถึง ซูโครส
1) น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือโมโนแซ็กคาไรด์ (Monosaccharide) เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้อีกแต่สามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ทันที ได้แก่
1.1 กลูโคส (Glucose) เป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในอาหาร ทั่วไป พบมากในผักและผลไม้สุก นอกจากนี้ยังพบกลูโคส ในกระแสเลือดอีกด้วย คนปกติจะมีกลูโคสประมาณ 100 mg ในเลืออด 100 cm3 ถ้ามีกลูโคสมากกว่า 160 mg ในเลือด 1000 cm3 จะถูก ขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
1.2 ฟรักโทส (Fructose) เป็นน้ำตาลที่มีรสหวานมากกว่าน้ำตาลชนิดอื่น พบในเกสรเกสรดอกไม้ ผลไม้ ผัก น้ำผึ้ง น้ำตาลทรายและกากน้ำตาล ในธรรมชาติมักปน อยู่กับกลูโคสในร่างกายได้จากการย่อยน้ำตาลทราย

2) น้ำตาลโมเลกุลคู่ หรือ ไดแซ็คคาไรด์ (Disaccharide) หมายถึงคาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวให้ โมโนแซ็กคาไรด์จำนวน 2 โมเลกุล หรือเกิดจากโมโนแซ็กคาไรด์ 2-10 โมเลกุล ซึ่งอาจเป็นชนิดเดียวกัน หรือต่างชนิดกันก็ได้ ได้แก่
2.1 ซูโครส (Sucrose) เราเรียกว่า น้ำตาลทราย หรือ น้ำตาลอ้อย มีลักษณะเป็นผลึก ละลายน้ำได้ดี พบในอ้อย ตาล มะพร้าว หัวบีท น้ำผึ้ง เป็นต้น เมื่อแตกตัวหรือย่อยซูโคสด้วยน้ำย่อยซูเครส (sucrose) ได้กลูโคสและฟรักโทส อย่างละ 1 โมเลกุล
      ซูโคส + น้ำ ----> กลูโคส + ฟรักโตส

2.2 มอลโทส (Maltose) ละลายน้ำได้ค่อนข้างดี จะไม่พบอยู่เป็นอิสระในธรรมชาติ มอลโทสเกิดจากการย่อยแป้ง มอลโทสมีความหวานไม่มากนักประมาณ 0.4 เท่าของซูโครส
     มอลโตส + น้ำ ----> กลูโคส + กลูโคส

2.3 แล็กโทส (Lactose) หรือ น้ำตาลนม พบในน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูก มีในนมทุกชนิด ผลึกมีลักษณะเป็นผงละเอียดคล้ายทราย ละลายน้ำได้ไม่ดี มีความหวานน้อยมากเมื่อเทียบกับซูโครส เมื่อแตกตัวจะได้กลูโคสและกาแล็กโทสอย่างละ 1 โมเลกุล ในวงการอุตสาหกรรมอาหารและยา ใช้แล็กโทสเพื่อลดขนาดผลึกซูโครส ในขนมหวานบางชนิดและใช้เป็น ส่วนประกอบของยาเม็ดบางชนิด
    แล็กโตส + น้ำ ----> กลูโคส + กาแล็กโตส

เกลือ
    เกลือที่เรารู้จักโดยทั่วไปคือ เกลือแกง (Nacl) มีสภาพเป็นกลาง เกลือแกง มีรสเค็ม ใช้ในการปรุงรส เกลือแกงมีคุณสมบัติในการดูดน้ำออกจากเนื้อสัตว์ ผัก ทำให้สามารถช่วยชะลอระยะเวลาอาหารเสียช้าลง

สีผสมอาหาร
    สีผสมอาหาร ใช้เพื่อเพิ่มความดึงดูดใจ แต่งแต้มสีสัน ทำให้อาหารน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น การใช้สีผสมอาหารช่วยให้การผลิตอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารเป็นที่พอใจ ของผู้บริโภค
สีธรรมชาติที่สกัดจากพืช ผัก ผลไม้ และสัตว์ ได้แก่
สีเขียว จากใบเตยหอม, ใบย่านาง, พริกเขียว และใบคะน้า
สีดำ จากถ่านกาบมะพร้าว, ถั่วดำ และดอกดิน
สีแดง ข้าวแดง, มะเขือเทศสุก, กระเจี๊ยบ, มะละกอ, ถั่วแดง, พริกแดง, ครั่ง(เป็นแมลงตัวเล็กๆ ชอบอาศัยอยู่ตามต้นก้ามปู ต้นโพธิ์)
สีน้ำเงิน จากดอกอัญชัน
สีน้ำตาล จากน้ำตาลไหม้หรือคาราเมล
สีม่วง จากดอกอัญชันสีน้ำเงินผสมมะนาว, ข้าวเหนียวดำและถั่วดำ
สีแสด จากเมล็ดของผลคำแสด
สีเหลือง จากขมิ้นชัน, ขมิ้นอ้อย, ดอกโสน, ฟักทอง, ลูกตาลยี, ดอกคำฝอย ดอกกรรณิการ์, ลูกพุดและไข่แดง

สีจากสารเคมีบางประเภท ได้แก่
สารเคมีประเภทให้รสหวาน เช่น น้ำตาลทราย กลูโคส แบะแซ
สารเคมีบางประเภทให้รสเปรี้ยวในอาหาร เช่น กรดอะซีติก (กรดน้ำส้ม) กรดซิตริก (กรดมะนาว)
สารเคมีที่เป็นสารแต่งกลิ่น เช่น น้ำนมแมว หรือหัวน้ำหอมจากผลไม้ต่างๆ
     สีผสมอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์สารเคมี หากใช้ในปริมาณมากและบ่อยก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภคได้ ปริมาณสีที่อนุญาตให้ใช้ผสมในอาหารประเภทเครื่องดื่ม ไอศกรีม ลูกกวาด และขนมหวาน


พิษจากการใช้สีผสมอาหาร
1. อันตรายจากสีสังเคราะห์ คือ สีจะไปเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้ทำให้น้ำย่อยอาหารออกมาไม่สะดวก อาหารย่อยยาก เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และขัดขวาง การดูดซึมอาหาร ทำให้ท้องเดิน น้ำหนักลด อ่อนเพลีย อาจมีอาการ ของตับและไตอักเสบ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
2. อันตรายจากสารอื่นที่ปะปนมา ได้แก่ โลหะหนักต่าง ๆ เช่น แคดเมียม ตะกั่ว สารหนู ปรอท พลวง โครเมียม เป็นต้น เกิดอันตรายขึ้นได้ เช่น พิษจากสารหนูนั้นเมื่อเข้าไปในร่างกาย จะสะสมอยู่ตามกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง ตับและไต จะเกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดความผิดปกติของระบบ ทางเดินอาหาร โลหิตจาง และหากได้รับสารหนูปริมาณมากในครั้งเดียวจะเกิดพิษต่อร่างกายทันที โดยปาก และโพรงจมูกไหม้เกรียมแห้งทาง เดินอาหารผิดปกติ กล้ามเนื้อเกร็งเพ้อคลั่ง และยังอาจมีอาการหน้าบวม หนังตาบวมด้วย ส่วนตะกั่วนั้นจะมีพิษต่อระบบประสาททั้งแบบ เฉียบพลันและเรื้อรัง อาจทำให้ถึงกับ ชีวิตใน 1 - 2 วัน ส่วนอาการมีพิษเรื้อรังนั้นจะพบเส้นตะกั่วสีม่วงคล้ำที่เหงือก มือตก เท้าตก เป็นอัมพาต เกิดอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจพบอาการทางระบบประสาทได้

บอแรกซ์
  สารบอแรกซ์ (Borax) หรือ น้ำประสานทอง สารข้าวตอก ผงกันบูด เพ่งแซหรือผงเนื้อนิ่ม มีลักษณะเป็นผลึกสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สีขาวขุ่น ไม่มีกลิ่น สารบอแรกซ์เป็นสารที่ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ทำแก้ว เพื่อให้ทนต่อความร้อน หรือใช้เป็นสารประสานในการเชื่อมทอง ใช้ในเครื่องสำอางเพื่อเป็นสารหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราในแป้งทาตัว เป็นต้น สารบอแรกซ์เป็นวัตถุห้ามใช้ในอาหาร

พิษจากสารบอแรกซ์ในอาหาร
1. แบบเฉียบพลัน จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หงุดหงิด ผิวหนังอักเสบ และผมร่วง
2. แบบเรื้อรัง จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย เกิดการเบื่ออาหาร ผิวหนังแห้ง หน้าตาบวม เยื่อตาอักเสบ ตับไตอักเสบ
    โดยทั่วไปมักมีนำสารบอแรกซ์มาผสมลงในอาหารเพื่อให้อาหารมีความเหนียว หยุ่นกรอบ คงตัวได้นานและไม่บูดเสียง่าย อาหารส่วนใหญ่ที่พบว่ามีการเจือปนของสารบอแรกซ์ ได้แก่ เนื้อบด หมูบด ลูกชิ้นปลา เนื้อหมู เนื้อไก่ และในขนมหวานต่าง ๆ เช่น ทับทิมกรอบ รวมมิตร วุ้น

สารเคมีในชีวิตประจำวันอื่นๆ เช่น ก้อนดับกลิ่น (Deodorant), น้ำยาล้างจาน, น้ำยาซักผ้าขาว, สารขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง, น้ำยาเช็ดกระจก, ยาสีฟัน, น้ำปลา, น้ำส้มสายชู, น้ำมัน, น้ำตาลเทียม เป็นต้น

**** จบช่วงที่ 1 ****

19 ก.ค. 2555

สรุปเนื้อหาที่สอน22ก.ค.55

สรุปเนื้อหาที่สอน ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.ค. 2555
วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวสาร
หากนักศึกษาหรือผู้สนใจ จะนำเอกสารเรื่องนี้ไปใช้สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่
http://kruteeworld.siamvip.com/B000000004-กศน..xhtml
ธาตุ (Element) หมายถึง สารบริสุทธิ์ที่มีองค์ประกอบอย่างเดียว
ธาตุไม่สามารถจะนำมาแยกสลายให้กลายเป็นสารอื่นโดย
วิธีการทางเคมี

ตัวอย่างของธาตุในสถานะต่างๆ
1. ธาตุมีทั้งสถานะที่เป็นของแข็ง
ชื่อ                         สัญลักษณ์
คาร์บอน(Carbon)      C
ซิลิคอน(Silicon)       Si
โซเดียม(Sodium)     Na
กำมะถัน(sulphur)     S
ทองแดง(Copper)   Cu
สังกะสี(Zinc)           Zn
ตะกั่ว(lead)              Pb
เงิน(Silver)              Ag
ดีบุก(Tin)                Sn

2. ธาตุมีทั้งสถานะที่เป็นของเหลว
ชื่อ                         สัญลักษณ์
ปรอท (mercury)       Hg

3. ธาตุมีทั้งสถานะที่เป็นของก๊าซ
ชื่อ                         สัญลักษณ์
ไฮโดรเจน (Hydrogen)   H
ออกซิเจน (Oxygen)       O
ไนโตรเจน (Nitrogen)    N
ฮีเลียม (Helium)            He
คลอรีน (Chlorine)         Cl

หมายเหตุ
1. สารทุกชนิดประกอบขึ้นจากธาตุต่างๆมารวมกัน
2. สารบางชนิดมีองค์ประกอบเป็นธาตุชนิดเดียว เช่น
    เพชร มีองค์ประกอบเป็นธาตุคาร์บอน
    ก๊าซออกซิเจน (O2) 1 โมเลกุล มีองค์ประกอบเป็นธาตุออกซิเจน 2 อะตอม
    ก๊าซไนโตรเจน (N2) 1 โมเลกุล มีองค์ประกอบเป็นธาตุไนโตรเจน 2 อะตอม
3. สารบางชนิดเกิดจากธาตุตั้งแต่ 2 ชนิด มารวมกันด้วยอัตราส่วนที่แน่นอนเกิดเป็นสารประกอบ เช่น
     น้ำ (H20) เกิดจากธาตุออกซิเจน (Oxygen) 1 ตะตอม รวมกับธาตุไฮโดรเจน (Hydrogen) 2 อะตอม
     คาร์บอนไดออกไซด์(CO2) เป็นสารที่เกิดจากธาตุคาร์บอน (Carbon) 1 อะตอม รวมกับธาตุออกซิเจน 2 อะตอม
     โซเดียมคลอไรด์(เกลือแกง) NaCl โซเดียม 1 อะตอมและคลอรีน 1 อะตอม
     แอมโมเนีย NH3 ไนโตรเจน 1 อะตอมและไฮโดรเจน 3 อะตอม

คำศัพท์พื้นฐานที่ควรทราบ
   อะตอม (Atom) หมายถึงใช้สำหรับเรียกหน่วยที่เล็กที่สุดของสสาร ที่ไม่สามารถแบ่งแยกต่อไปได้อีก โดยเขาได้พยายามศึกษาเกี่ยวกับวัตถุที่มีขนาดเล็ก
   โมเลกุล(Molecule) คือ หน่วยโครงสร้างที่เล็กที่สุดของธาตุที่สารประกอบที่สามารถอยู่ได้เป็นอิสระ และยังคงแสดงสมบัติของธาตุหรือสารประกอบนั้น ๆ โดยสมบูรณ์ โมเลกุลเกิดจากอะตอมรวมกัน โมเลกุลประกอบขึ้นด้วยธาตุเดียวหรือหลายธาตุ มายึดติดกันตามโครงสร้างของอะตอม
   สสาร (Matter) หมายถึง สิ่งที่มีมวลสัมผัสได้โดยใช้ประสาทสัมผัส ต้องการที่อยู่ สามารถนำชั่ง ตวง วัด ได้ เช่น น้ำ ดิน อากาศ หิน ทราย กระดาษ เป็นต้น
   สาร (Substance) หมายถึง เนื้อของสสาร ที่นำมาศึกษาดังนั้นจึงใช้คำว่าสารแทนสสารได้
   สมบัติของสาร หมายถึง ลักษณะประจำตัวของสาร เช่น สถานะ สี กลิ่น รส การละลาย การนำไฟฟ้า จุดเดือด และการเผาไหม้ เป็นต้น

สสารมี 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลวและก๊าซ ภาพประกอบ
1. ของแข็ง (Solid) คือ สถานะของสสารที่มีอนุภาคอยู่ชิดกัน
2. ของเหลว (Liquid) คือ สถานะของสสารที่มีอนุภาคอยู่ห่างกันมากกว่าของแข็ง จึงอยู่กันอย่างหลวมๆ อนุภาคของสสารจึงเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น
3. ก๊าซ (Gas) คือ สถานะของสสารที่มีอนุภาคอยู่ห่างกัน จึงมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างกันน้อยมาก ทำให้อนุภาคเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ

สมบัติของสถานะของสสาร
ของแข็ง ไม่เปลี่ยนรูปร่าง, อยู่กับที่, ทะลุผ่านได้ยาก, บีบอัดให้เล็กลงไม่ได้
ของเหลว รูปร่างไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับภาชนะ, ไหลได้, ทะลุผ่านได้ง่าย, บีบอัดให้เล็กลงได้ยาก
ก๊าซ รูปร่างเต็มภาชนะที่บรรจุ, ฟุ้งกระจายอย่างรวดเร็ว, ทะลุผ่านได้ง่ายมาก, บีบอัดให้เล็กลงได้ง่าย

การเปลี่ยนแปลงของสาร
1. การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูปร่างทั่วไปของสาร แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นสารใหม่ คือองค์ประกอบทางเคมีของสารยังคงเดิม เช่นการเปลี่ยนสถานะ
2. การเปลี่ยนแปลงทางเคมี เป็นการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของสารทำให้เกิดเป็นสารใหม่ (เกิดปฏิกิริยาเคมี) สารจะมีสมบัติเปลี่ยนแปลงไปและทำให้กลับมามีสมบัติดังเดิมได้ยาก และการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสารจะมีการเปลี่ยนแปลงพลังงานด้วย
3. การเปลี่ยนแปลงพลังงาน มี 2 ประเภท คือ
    ปฏิกิริยาคายความร้อน การเปลี่ยนแปลงทางเคมีประเภทนี้ จะมีการคายความร้อนออกมาให้กับสิ่งแวดล้อมทำให้สิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิสูงขึ้น
    ปฏิกิริยาดูดความร้อน ปฏิกิริยาเคมีประเภทนี้จะมีการดูดความร้อนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบที่เกิดปฏิกิริยา ทำให้สิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิลดลง

การแปลงสถานะของสาร
จุดหลอมเหลว คือ อุณหภูมิที่ของแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว
จุดเดือด คือ อุณหภูมิที่ของเหลวเดือด


แผนภาพของเปลี่ยนสถานะของสาร

สมบัติของสาร
สมบัติของสาร หมายถึง ลักษณะเฉพาะตัวของสารแต่ละชนิด เช่น สี กลิ่น รส สถานะ เนื้อสาร ความสามารถในการนำไฟฟ้า ความสามารถในการละลาย ความเป็นกรด - เบส จุดหลอมเหลว จุดเดือด ความหนาแน่น เป็นต้น เช่น  น้ำ เป็นของเหลวใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น จุดเดือด 100 องศาเซลเซียส
จุดเยือกแข็ง 0 องศาเซลเซียส (C)

คำถาม ถ้าเราเพิ่มเกลือลงไปในน้ำเป็นสารละลายเกลือ(น้ำเกลือ)แล้วจะมีผลต่อจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของน้ำเกลืออย่างไร
คำตอบ
จุดเดือดของน้ำเกลือ จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับน้ำ คือ มากกว่า 100 C
จุดหลอมเหลวน้ำเกลือ จะต่ำลงเมื่อเทียบกับน้ำ คือ น้อยกว่า 0 C

สมบัติของสาร อาจจะนำมาแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
   ประเภทที่1 สมบัติทางกายภาพ(Physical Properties) หมายถึง สมบัติเฉพาะตัวของสารที่สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายจากลักษณะภายนอก หรือจากการทดลองง่ายๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี ตัวอย่างทางกายภาพได้แก่ สถานะ รูปร่าง สี กลิ่น รส การละลาย จุดเดือด จุดหลอมเหลว ความหนาแน่น การนำความร้อน การนำไฟฟ้า ความร้อนแฝง ความถ่วงจำเพาะ เป็นต้น
   ประเภทที่2 สมบัติทางเคมี(Chemical Properties) หมายถึง สมบัติเฉพาะตัวของสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี เช่น การเกิดสารใหม่ การสลายตัวให้ได้สารใหม่ การเผาไหม้ การระเบิด และการเกิดสนิมของโลหะ เป็นต้น

จากสมบัติของสารสามารถแบ่งประเภทของสารโดยใช้เกณฑ์ต่าๆต่อไปนี้
1. ใช้สถานะเป็นของสาร จะแบ่งได้ 3 กลุ่ม ได้แก่
   ของแข็ง ได้แก่ เกลือ(โซเดียมคลอไรด์), ลูกเหม็น(แนพทาลีน), ทองแดง, กำมะถัน พลาสติกและเหล็ก
   ของเหลว ได้แก่ น้ำ น้ำเกลือ น้ำเชื่อมและปรอท
   ก๊าซ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนและคลอรีน
2. การนำไฟฟ้าเป็นเกณฑ์ สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ
    สารที่ไม่นำไฟฟ้า ได้แก่ โซเดียมคลอไรด์ แนพทาลีน กำมะถัน เอธานอล คลอรีน คาร์บอนไดออกไซด์ พลาสติก ไฮโดรเจน น้ำเชื่อม
    สารที่นำไฟฟ้า ได้แก่ ทองแดง น้ำเกลือ เหล็ก ปรอท

*** สารที่นำไฟฟ้าได้นำที่สุดคือ ทองคำ, เงิน, ทองแดง

3. การใช้สถานะและการนำไฟฟ้าเป็นเกณฑ์ สามารถแบ่ง 5 กลุ่ม คือ
ของแข็งที่ไม่นำไฟฟ้า ได้แก่ โซเดียมคลอไรด์ แคลเซียมคาร์บอเนต แนพทาลีน กำมะถัน โซเดียมไฮดรอกไซด์ และพลาสติก
ของแข็งที่นำไฟฟ้าได้ ได้แก่ ทองแดง และเหล็ก
ของเหลวที่นำไฟฟ้าได้ ได้แก่ น้ำเกลือ และปรอท
ของเหลวที่ไม่นำไฟฟ้า ได้แก่ เอธานอล น้ำเชื่อม และโบรมีน
ก๊าซที่ไม่นำไฟฟ้า ได้แก่ คลอรีน คาร์บอนไดออกไซด์ และไฮโดรเจน

4. การละลายน้ำและความเป็นกรด-เบสของสารละลายเป็นเกณฑ์ แบ่งสารออกได้ 4 กลุ่ม คือ
สารที่ละลายน้ำได้และมีสมบัติเป็นกลาง ได้แก่ โซเดียมคลอไรด์ เอธานอล น้ำเกลือ และน้ำเชื่อม
สารที่ละลายน้ำได้และมีสมบัติเป็นกรด ได้แก่ คลอรีน คาร์บอนไดออกไซด์ และโบรมีน
สารที่ละลายน้ำได้และมีสมบัติเป็นเบส ได้แก่ โซเดียมไฮดรอกไซด์
สารที่ไม่ละลายน้ำ ได้แก่ แคลเซียมคาร์บอเนต แนพทาลีน ทองแดง กำมะถัน พลาสติก ไฮโดรเจน เหล็ก และปรอท

5. การใช้เนื้อสารเป็นเกณฑ์ สามาตรแยกได้ 2 ชนิด คือ
  สารเนื้อเดียว (Homogeneous Substance) หมายถึง สารที่มีลักษณะเนื้อของสารและสมบัติเหมือนกันตลอดทั้งมวลของสารนั้น ได้แก่ ธาตุ สารประกอบ และสารละลาย เช่น น้ำเกลือ น้ำกลั่น ทองแดง เป็นต้น
  สารเนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแยกองค์ประกอบด้วยวิธีทางกายภาพได้อีก เรียกว่า สารบริสุทธิ์ (Pure Substance ) ส่วนสารเนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบมากกว่า 1 อย่างและสามารถแยกองค์ประกอบออกจากกันด้วยวิธีทางกายภาพ เรียกว่า ของผสมเนื้อเดียวหรือสารละลาย (Solution)
  สารบริสุทธิ์ หมายถึง สารที่ประกอบด้วยสารเพียงชนิดเดียว อาจเป็นของแข็ง ของเหลวหรือก๊าซก็ได้ อาจเป็นธาตุหรือสารประกอบก็ได้ ตัวอย่างเช่น เหล็ก ทองแดง น้ำ น้ำตาล ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นสารบริสุทธิ์ แต่น้ำเชื่อม พริกกับเกลือ ไม่ใช่สารบริสุทธิ์
  สารเนื้อผสม (Heterogeneous Substance) หมายถึง สารที่มีลักษณะเนื้อของสารและสมบัติไม่เหมือนกันตลอดทั้งมวลของสารนั้น สามารถมองเห็นองค์ประกอบที่แตกต่างกันได้แก่ สารแขวนลอย เช่น น้ำโคลน ส้มต้ม ลอดช่องในน้ำกะทิ เป็นต้น

6. การใช้ความเป็นโลหะเป็นเกณฑ์
  ธาตุโลหะ(metal) ได้แก่ โซเดียม (Na), เหล็ก (Fe), แคลเซียม (Ca), ปรอท (Hg), อะลูมิเนียม (Al), แมกนีเซียม (Mg), สังกะสี (Zn), ดีบุก (Sn) ฯลฯ
  ธาตุอโลหะ ได้แก่ คาร์บอน(C), ฟอสฟอรัส (P),กำมะถัน (S) โบรมีน (Br), ออกซิเจน (O2) ไฮโดรเจน (H2), คลอรีน (Cl2), ฟลูออรีน (F2) เป็นต้น
  ธาตุกึ่งโลหะ (metalloid) ได้แก่ โบรอน (B), ซิลิคอน (Si), เป็นต้น

สมบัติของโลหะ
1. ส่วนมากอยู่ในสถานะของแข็งยกเว้น ปรอท เป็นของเหลว ณ อุณหภูมิปกติ
2. ขัดเป็นมันวาว
3. ส่วนมากมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง
4. นำความร้อนและไฟฟ้าได้ดี แต่เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นโลหะจะนำไฟฟ้าได้น้อยลง
5. ส่วนใหญ่มีความหนาแน่นสูง
6. เหนียวดึงเป็นเส้นหรือตีแผ่เป็นแผ่นได้
7. เคาะเสียงดังกังวาน
8. มีความโน้มเอียงที่จะเสียอิเล็กตรอนเมื่อรวมตัวกับอโลหะ
9. ส่วนใหญ่ทำปฏิกิริยากับสารละลายกรดได้ก๊าซไฮโดรเจน
10. เมื่อทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนได้สารประกอบออกไซด์ที่ละลายน้ำแล้วมีสมบัติเป็นเบส

สมบัติของอโลหะ
1. มีทั้งสถานะของแข็ง ของเหลว และก๊าซ ณ อุณหภูมิปกติ
2. ขัดไม่เป็นมันวาว
3. ส่วนมากมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่ำ
4. เป็นฉนวนไฟฟ้า ยกเว้นแกรไฟต์
5. มีความหนาแน่นต่ำ
6. เปราะดึงเป็นเส้นหรือตีแผ่เป็นแผ่นไม่ได้
7. เคาะไม่มีเสียงดังกังวาน
8. มีความโน้มเอียงที่จะรับอิเล็กตรอนเมื่อรวมตัวกับโลหะ
9. ไม่ทำปฏิกิริยากับสารละลายกรด
10. เมื่อรวมตัวกับก๊าซออกซิเจนจะได้สรประกอบออกไซด์ที่ละลายน้ำแล้วมีสมบัติเป็นกรด

สำหรับธาตุที่เป็นกึ่งโลหะ จะมีสมบัติก้ำกึ่งระหว่างโลหะและอโลหะ เช่น นำไฟฟ้าได้เล็กน้อยที่ภาวะปกติเมื่อทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนได้สารประกอบออกไซด์ที่มีสมบัติเป็นได้ทั้งกรดและเบส เป็นต้น

สารประกอบ (Compound) หมายถึง สารบริสุทธิ์ที่เกิดจากธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป รวมตัวกันทางเคมีในอัตราส่วนโดยมวลคงที่ มีจุดเดือด จุดหลอมเหลวคงที่และมีสมบัติต่างจากธาตุองค์ประกอบเดิมและไม่สามารถแยกกลับเป็นสารเดิมได้โดยง่าย เช่น เกลือ(NaCl), น้ำตาล เป็นต้น

สารละลาย (Solution) หมายถึง สารเนื้อเดียวที่ไม่บริสุทธิ์ เกิดจากสารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมารวมกัน สารละลายแบ่งส่วนประกอบได้ 2 ส่วนคือ
   1. ตัวทำละลาย (Solvent) หมายถึง สารที่มีความสามารถ ในการทำให้สารต่างๆ ละลายได้ โดยไม่ทำปฏิกิริยาเคมีกับสารนั้น
   2. ตัวละลาย (Solute) หมายถึง สารที่ถูกตัวทำละลายละลายให้กระจายออกไปทั่วในตัวทำละลายโดยไม่ทำปฏิกิริยาเคมีต่อกัน

สารละลายมีทั้ง 3 สถานะ คือ สารละลายของแข็ง สารละลายของเหลว และสารละลายแก๊ส
สารละลายของแข็ง หมายถึง สารละลายที่มีตัวทำละลายมีสถานะเป็นของแข็ง เช่น ทองเหลือง นาก โลหะบัดกรี สัมฤทธิ์ เป็นต้น
สารละลายของเหลว หมายถึง สารละลายที่มีตัวทำละลายมีสถานะเป็นของเหลว เช่น น้ำเชื่อม น้ำหวาน น้ำเกลือ น้ำปลา น้ำส้มสายชู น้ำอัดลม เป็นต้น
สารละลายแก๊ส หมายถึงสารละลายที่มีตัวทำละลายมีสถานะเป็นแก๊ส เช่น อากาศ แก๊สหุงต้ม ลูกเหม็นในอากาศ ไอน้ำในอากาศ เป็นต้น

** น้ำด่างทับทิม ประกอบน้ำเป็นตัวทำละลายและด่างทับทิมเป็นตัวละลาย
** น้ำอัดลม ประกอบด้วยน้ำเป็นตัวทำละลายและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวละลาย

กรด-เบส
  กรด (acid) หมายถึง สารที่มีธาตุ H (H+) เป็นองค์ประกอบที่สําคัญ เช่น กรดไฮโดรคลอลิก (HCl), กรดซัลฟิวริก (H2SO4), กรดอะซิติก (CH3COOH), วิตามินซี
  เบส (base) หมายถึง สารประกอบออกไซด์หรือไฮดรอกไซด์ของโลหะ (OH-)หรือ เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH), แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (CaOH), น้ำสบู่

เมื่อนำสารเหล่านี้มาทดสอบด้วยกระดาษลิตมัส
ถ้าสารละลายนั้นเป็นกรด จะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากน้ำเงินเป็นสีแดง
ถ้าสารละลายนั้นเป็นเบส จะเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน

สมบัติโดยทั่วไปของกรด-เบส
สารละลายกรด
1. มีรสเปรี้ยว
2. เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีน้ำเงินเป?นสีแดง
3. ทําปฏิกิริยากับเบสได้เกลือกับน้ำหรือเกลือเพียงอย่างเดียว
4. นําไฟฟ้าได้
5. ทําปฏิกิริยากับโลหะบางชนิด เช่น สังกะสี(Zn), Mg (แมกนีเซียม), เหล็ก(Fe), อลูมิเนียม (Al)

สารละลายเบส
1. มีรสฝาด
2. เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน
3. ทําปฏิกิริยากับเบสได้เกลือน้ำหรือเกลือเพียงอย่างเดียว
4. นําไฟฟ้าได้
5. ลื่นคล้ายสบู่ เมื่อนําไปต้มกับไขมันจะได้สบู่

ค่า pH
ค่า pH คือ ค่าที่บอกความเป็นกรด-เบสของสารละลาย ระหว่าง 1-14 (กรด กลาง เบส)

สารละลาย(ค่า pH)
น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร (1.0-2.0)
น้ำมะนาว (2.4)
น้ำส้มสายชู (3.0)
น้ำองุ่น (3.2)
น้ำส้มคั้น (3.5)
น้ำปัสสาวะ (4.8-7.5)
น้ำลาย (6.4-6.9)
นมสด (6.5)
น้ำบริสุทธิ์ (7.0)
เลือด (7.35-7.45)
น้ำตาล (7.4)

** ความเป็น กรด มากค่า pH จะยิ่งต่ำลง
** ความเป็น เบส มากค่า pH จะยิ่งมากขึ้น

สารประกอบบางชนิดที่ควรทราบ
ชื่อสามัญ (ชื่อสารประกอบ)  สูตรเคมี
กรดน้ำอัดลม (Carbonic acid)  H2CO3
กรดกำมะถัน  (Sulfuric acid)  H2SO4
กรดเกลือ  (Hydrochloric acid)  HCl
ก๊าซไข่เน่า  (Hydrogen sulfide)  H2S
กรดน้ำส้ม   (Acetic acid)  CH3COOH
หินปูน  (Calcium carbonate) CaCO3
เกลือแกง  (Sodium chloride) NaCl
ทราย  (Silicon dioxide) SiO2
โซดาไฟ  (Sodium hydroxide) NaOH
ปูนขาว  (Calcium hydroxide) Ca(OH)2
กรดกัดแก้ว  (Fluoric acid)  HF
เอทานอล (Ethanol) (เอทิลแอลกอฮอล์) C2H5OH
เมทานอล (Methanol) (เมทิลแอลกอฮอล์) CH3OH
* * * * *

17 ก.ค. 2555

ตัวอย่างโจทย์คณิตศาสตร์

ส่วนนี้เป็นตัวอย่าง โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์แบบง่ายๆ
ที่นำมาใช้สอนเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2555

นักศึกษาและผู้ที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่
http://kruteeworld.siamvip.com/B000000016-ตัวอย่างการทำโจทย์.xhtml











สรุปเนื้อวิทยาศาสตร์

สรุปเนื้อหาที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ ระบบนิเวศ
ผู้ที่สนใจจะนำเอกสารชุดนี้ไปใช้ สามารถดาวน์โหลดที่ฟรี
ที่ http://kruteeworld.siamvip.com/B000000004-กศน..xhtml

ระบบนิเวศ (ECOSYSTEM)
   ระบบนิเวศเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุดในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เพราะประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดมีการแลกเปลี่ยนสสาร แร่ธาตุ และพลังงานกับสิ่งแวดล้อม โดยผ่านห่วงโซ่อาหาร (food chain) มีลำดับของการกินเป็นทอด ๆ ทำให้สสารและแร่ธาตุมีการหมุนเวียนไปใช้ในระบบจนเกิดเป็นวัฏจักร ทำให้มีการถ่ายทอดพลังงานไปตามลำดับขั้นเป็นช่วง ๆในห่วงโซ่อาหารได้

องค์ประกอบของระบบนิเวศ
องค์ประกอบที่มีชีวิต ได้แก่
1) ผู้ผลิต (producer) ได้แก่สิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองได้ จากสารอนินทรีย์ส่วนมากจะเป็นพืชที่มีคลอโรฟิลล์
2) ผู้บริโภค (consumer) ได้แก่สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่กินสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร
3) ผู้ย่อยสลายซาก (decomposer) ได้แก่ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สร้างอาหารเองไม่ได้ เช่น แบคทีเรีย เห็ดรา (fungi)ทำหน้าที่ย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วในรูปของสารประกอบโมเลกุลใหญ่ให้กลายเป็นสารประกอบโมเลกุลเล็กในรูปของสารอาหาร (nutrients) เพื่อให้ผู้ผลิตนำไปใช้ได้ใหม่อีก

การหมุนวงของพลังงาน
   เมื่อพืชและผู้ผลิตอื่นๆได้รับพลังงานในรูปของแสงอาทิตย์ จะทำการเปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานเคมีในรูปของอาหารที่ให้พลังงาน เช่น แป้งหรือคาร์โบไฮเดรต พลังงานจะไหลต่อไปยังสัตว์โดยการกินพืช และผู้ผลิตอื่นๆ ผู้ย่อยสลายสารที่สำคัญได้แก่ แบคทีเรียและเห็ด (fungi) ในดินโดยได้รับพลังงานจากการย่อยสลายซากพืชและซากสัตว์รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่ตายลงไป
  ในการใช้พลังงานเคมีเพื่อทำงาน สิ่งมีชีวิตจะปล่อยพลังงานความร้อน และพลังงานความร้อนนี้จึงไม่หวนกลับมาในระบบนิเวศได้อีก แต่สารสารเคมีต่างๆสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกระหว่างสังคมของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต

ห่วงโซ่อาหาร (food chain)


   หัวลูกศรแสดงเส้นทางการลำเลียงอาหารจากพืชผู้ผลิตผ่านไปสู่ผู้บริโภคแรกเริ่มที่กินพืช (herbivore) ผู้บริโภคลำดับสอง ผู้บริโภคลำดับสามไปจนถึงผู้บริโภคลำดับสี่ที่กินเนื้อ (carnivore)
   ห่วงโซ่อาหารจะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่มีผู้ย่อยสลาย decomposer) ได้แก่ จุลินทรีย์, แบคที่เรีย, เห็ดราซึ่งจะเปลี่ยน อินทรียสารเป็นอนินทรียสาร ซึ่งพืชและผู้ผลิตอื่น ๆสามารถ นำกลับไปใช้ได้อีก)

สายใยอาหาร (food web)
สายใยอาหาร คือ ห่วงโซ่อาหารที่มีความซับซ้อน

ตัวอย่าง
นกฮูกกินหนูซึ่งเป็นผู้บริโภคแรกเริ่มที่กินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิด แต่นกฮูกอาจกินงูซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่กินเนื้ออีกด้วย สิ่งมีชีวิตที่กินทั้งพืชและสัตว์ รวมทั้งมนุษย์ด้วย(omnivore) จะกินทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคในระดับการกินต่างๆ
   ดังนั้นความสัมพันธ์เชิงการกินอาหารในระบบนิเวศจึงถูกถักทอให้มีความละเอียดซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจนกลายเป็นสายใยอาหาร

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชากรต่างชนิดกัน
แบ่งได้เป็น 3 แบบใหญ่ๆได้แก่
1. การแก่งแย่ง (competition)
  1.1 ในกลุ่มประชากรชนิดเดียวกัน เช่น การเลือกคู่, การแย่งอาหาร
  1.2 ในกลุ่มประชากรต่างชนิด เช่น เสือและสิงโต ล่ากวาง
2. การล่าเหยื่อ (predation)
  2.1 ผู้ล่า(predator) เช่น การมีอุ้งเล็บ ฟันและเขี้ยวที่แหลมหรือมีต่อมพิษ
  2.2 เหยื่อ(prey) การป้องกันตัวเองจากผู้ล่า เช่น การหลบหนี การซ่อนตัว การหนีเอาตัวรอดเป็นพฤติกรรมการตอบสนองต่อผู้ล่าอย่างปกติ พืชที่ถูกสัตว์กินเป็นอาหาร แม้จะไม่ถูกทำลายทั้งต้นก็จัดเป็นเหยื่อ
   ลักษณะของผู้ล่าและเหยื่อเป็นองค์ประกอบทางวิวัฒนาการที่จำเป็นต้องอยู่รอด โดยการคัดเลือกโดยธรรมชาติเป็นตัวกลั่นกรองการปรับตัวทั้งของเหยื่อและผู้ล่า

3. ภาวะอยู่ร่วมกัน (symbiosis)
ภาวะอยู่ร่วมกัน (symbiosis)
1. ภาวะปรสิต (parasitism) (-,+)
   สิ่งมีชีวิตหนึ่งได้ประโยชน์ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งได้รับอันตราย โดยสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กกว่าจะได้รับสารอาหารจากโฮสต์(Host) ได้แก่
  ยุงดูดเลือดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
  เพลี้ยต่างๆที่ดูดน้ำเลี้ยงจากพืช
  พยาธิตัวตืดในลำไส้ สามารถทำให้เกิดการอุดตันในลำไส้
  ต้นกาฝาก ที่เกาะต้นไม้ใหญ่

2. ภาวะพึ่งพา (mutualism) (+,+)
เป็นการอยู่ร่วมกันที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น
  สาหร่าย (algae) กับรา(fungi) ในพวกไลเคน (lichen) โดยรา ให้ที่อยู่อาศัยและ ความชื้น ส่วน สาหร่าย ช่วยสังเคราะห์อาหาร
  ปูเสฉวนและดอกไม้ทะเล โดยปูเสฉวนให้ดอกไม้ทะเลยึดเกาะและพาเคลื่อนที่ ส่วนดอกไม้ทะเล ช่วยพรางตาต่อศัตรู
   มดอาศัยบนต้นอะเคเซีย โดยต้นอะเคเซีย ให้ที่อยู่และน้ำหวานที่ปลายใบ กับ มด คอยป้องกันศัตรู แมลง
  โพรโทซัวอาศัยอยู่ในลำไส้ปลวก ทำให้ปลวกย่อยเนื้อไม้ที่เป็นเซลลูโลสได้
  นกเอี้ยงหงอนกับควาย นกเอี้ยงอาศัยการกินอาหารจากปรสิตภายนอกบนหลังควาย ส่วนควายได้รับการกำจัดปรสิตออกไป

3. ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูล (commensalism) (+,0)
เป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ส่วน อีกฝ่ายไม่ได้และไม่เสียประโยชน์
  ปลาฉลามวาฬกับเหาฉลาม
  กล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่
  พลูด่างกับต้นไม้

สรุป
ระบบนิเวศ หมายถึง หน่วยของความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่แหล่งใดแหล่งหนึ่ง มาจากรากศัพท์ในภาษากรีก 2 คำ คือOikos แปลว่า บ้าน, ที่อยู่อาศัย,แหล่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตLogos แปลว่า เหตุผล, ความคิด

คำศัพท์ที่น่าสนใจ
สิ่งมีชีวิต (Organism) หมายถึง สิ่งที่ต้องใช้พลังงานในการดำรงชีวิต
ประชากร (Population) หมายถึง สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เป็นชนิดเดียวกัน อาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่เดียวกัน ณ ช่วงเวลาเดียวกัน
กลุ่มสิ่งมีชีวิต (Community) หมายถึง สิ่งมีชีวิตต่างๆ หลายชนิด มาอาศัยอยู่รวมกันในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง โดยสิ่งมีชีวิตนั้นๆ มีความสัมพันธ์กันโดยตรงหรือโดยทางอ้อม
โลกของสิ่งมีชีวิต (Biosphere) หมายถึง ระบบนิเวศหลายๆ ระบบนิเวศมารวมกัน
แหล่งที่อยู่ (Habitat) หมายถึง แหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งบนบกและในน้ำ
สิ่งแวดล้อม (Environment) หมายถึง สิ่งที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
* * * * *

18 มิ.ย. 2555

สรุปวิชาเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่2

นักศึกษาและผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเนื้อหา ในตอนนี้ได้ที่
http://kruteeworld.siamvip.com/B000000004-กศน..xhtml

บทที่2 ชุมชนความพอเพียง
สาระสำคัญ
    ชุมชนที่มีความสามารถในการบริหารจัดการชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงนักวิชาการหลายท่านได้ศึกษาและวิเคราะห์เรื่องการพัฒนาชุมชนเพื่อมุ่งสู่การเป็นชุมชนที่พอเพียงรวมทั้งตัวอย่างของชุมชนพอเพียงที่ประสบความสำเร็จและตัวอย่างของชุมชนพอเพียงด้านพลังงาน
   ความหมายของชุมชนชุมชนหมายถึงถิ่นฐานที่อยู่ของกลุ่มคนถิ่นฐานนี้มีพื้นที่อ้างอิงได้และกลุ่มคนนี้มีการอยู่อาศัยร่วมกันมีการทำกิจกรรมเรียนรู้ติดต่อสื่อสาร ร่วมมือและพึ่งพาอาศัยกันมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาประจำถิ่นมีจิตวิญญาณและความผูกพันอยู่กับพื้นที่แห่งนั้นอยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน

ขยายความ
ภูมิ มีความหมายว่า พื้น ชั้น พื้นเพ
ปัญญา หมายความว่า ความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความฉลาดเกิดแต่การเรียนและคิด
ภูมิปัญญา หมายถึง พื้นความรู้ ความสามารถ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local wisdom) หมายถึง ความสามารถในการใช้พื้นความรู้สร้างสรรค์งานเพื่อพัฒนาและดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่น
การถ่ายทอดความรู้หรือการสอน หมายถึง บอกวิชาความรู้ให้แสดงเข้าใจโดยวิธีบอกหรือทำให้เห็นเป็นตัวอย่างเพื่อให้รู้ดีรู้ชั่ว
*****

โครงสร้างของชุมชน ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
1. กลุ่มคน หมายถึงการที่คน 2 คนหรือมากกวา่นั้นเขา้มาติดต่อเกี่ยวข้องกันและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันทางสังคมในชั่วเวลาหนึ่งด้วยความมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน
2. สถาบันทางสังคม เมื่อคนมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มแล้วและมีวิวัฒนาการไปถึงขั้นตั้งองคก์รทางสังคมแล้วก็จะมีการกำหนดแบบแผนของการปฏิบัติต่อกันของสมาชิกในกลุ่มเพื่อสามารถดำเนินการตามภารกิจ
3. สถานภาพและบทบาทสถานภาพ หมายถึงตำแหน่งทางสังคมของคนในกลุ่มหรือสังคมบทบาท หมายถึง พฤติกรรมที่คนในสังคมต้องทำตามสถานภาพในกลุ่มหรือสังคม

เรื่องที่2 การพัฒนาชุมชน
สนทยา พลตรี(2533:65–68)ได้กล่าวถึงการพัฒนาชุมชนว่ามีองค์ประกอบ 3 ประการสรุปได้ดังนี้
1. การเขา้มีส่วนร่วมของประชาชนเอง เพื่อที่จะปรับปรุงระดับความเป็นอยู่ใ่ห้ดีขึ้นโดยจะต้องพึ่งตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้และควรเป็นความริเริ่มของชุมชนเองด้วย
2. การจัดให้มีการบริการทางเทคนิคและบริการอื่นๆ ที่จะเร่งเร้าให้เกิดความคิดริเริ่มการช่วยตนเอง
3. ช่วยเหลือกันและกันอันเป็นประโยชน์มากที่สุด

คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(2539:1–2)ได้กล่าวถึงลักษณะการพัฒนาคนและสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจถือว่าเป็นองค์การพัฒนาชุมชนด้วยสรุปได้ดังนี้
1.การพัฒนาคน ประกอบด้วย 4 ด้านดังนี้ ด้านจิตใจ ด้านร่างกาย ด้านสติปัญญา ด้านบุคลิกภาพ
2.การพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนา ประกอบด้วย 4 ด้านดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ ด้านครอบครัวและชุมชน
ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการและการเมือง

กิจกรรมที่ชุมชนต้องรับผิดชอบ คือ
1. ตั้งคณะกรรมการบริหาร
2. ประเมินสภาพของชุมชน
3. เตรียมแผนการปฏิบัติ
4. หาทรัพยากรที่จำเป็น
ทำให้แน่ใจว่ากิจกรรมของชุมชนทั้งหมดจะต้องมีการติดตามและการบริหารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการปฏิบัติงาน



กระบวนการชุมชน
1. วิเคราะห์ชุมชน
2. การเรียนรู้และการตัดสินใจของชุมชน
3. การวางแผนชุมชน
4. การดำเนินกิจกรรมชุมชน
5. การประเมินผลการดำเนินงานของชุมชน

องค์ประกอบการขับเคลื่อนชุมชน
1.โครงสร้างพื้นฐานทางสังคมของชุมชน
2.ความคิดพื้นฐานของประชาชน
3.บรรทัดฐานของชุมชน
4.วิถีประชาธิปไตย

ตัวอย่างของชุมชนพอเพียงด้านพลังงาน
   ตลอด 3 ปี (2549-2551)ของการเดินหน้าโครงการจัดทำแผนพลังงานชุมชน 80 ชุมชน สนองพระราชดำริ“เศรษฐกิจพอเพียง”ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงานด้วยมองเห็นศักยภาพชุมชนในการจัดการด้านพลังงานที่ชุมชนทำเองได้ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่นที่สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนใช้ในการดำเนินชีวิตนั้นทำได้จริง

แผนพลังงานชุมชน” คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกชุมชนที่เข้าร่วมในระยะเวลาที่ต่างกันพร้อมกับกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาคชุมชนและภาควิชาการโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดหรือสำนักงานพลังงานภูมิภาคซึ่งเป็นตัวแทนกระทรวงพลังงานไปเผยแพร่ความรู้สร้างความเข้าใจ“พลังงานเรื่องใกล้ตัว”และนำเสนอเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกหรือพลังงานทดแทนหลากหลายประเภทให้ชาวบ้านเลือกนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการเพื่อประโยชน์สูงสุดของการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วม คือ การต่อยอดหรือนำเทคโนโลยีที่กระทรวงพลังงานนำมาให้นั้นนำไปประยุกต์ต่อเพื่อการใช้งานที่สะดวกและสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคนแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันการลองทำลองใช้ให้เห็นผลกระจ่างชัดแล้วจึงบอกต่อ

พลังงานทางเลือกหรือพลังงานทดแทน เป็นคำกล่าวรวมหมายถึงแหล่งที่มาของพลังงานที่สามารถนำมาทดแทนพลังงานเดิมที่ใช้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ โดยไม่มีผลกระทบอื่นเกิดขึ้น
1. พลังงานแสงอาทิตย์
2. พลังงานความร้อนใต้พิภพ
3. พลังงานลม
4. เทคโนโลยีพลังงานชีวมวลและชีวภาพ
5. พลังงานขยะ
6. พลังงานนิวเคลียร์
7. ก๊าซธรรมชาติเหลว - Liquefied Natural Gas (LNG)
8. พลังงานไฮโดรเจน - พลังงานสมบูรณ์แบบ
9. พลังงานถ่านหินสะอาด
10. แก๊สโซฮอล์
11. ไบโอ-ดีเซล
12. ก๊าซธรรมชาติ

* * * * *



10 มิ.ย. 2555

สรุปวิชาเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่1

รายวิชาเศรษฐกิจพอเพียง (ทช31001)

สาระสำคัญ
   เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และการปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับให้ดำเนินชีวิตไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์
   ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อผลกระทบใดๆอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆมาใช้ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอนและขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติให้มีสำนึกในคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต

เรื่องที่1 ความเป็นมาความหมายหลักแนวคิด
   พระบาทสมเด็จพระเจ้า้อยู่หัวได้พั้ฒนาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้พสกนิกรชาวไทยได้เขา้ถึงทางสายกลางของชีวิตและเพื่อคงไว้ซึ่งทฤษฎีของการพัฒนาที่ยั่งยืนทฤษฎีนี้เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต
  จุดเด่นของแนวปรัชญานี้ คือ แนวทางที่สมดุลโดยชาติสามารถทันสมัยและก้า้วสูความเป็นสากลได้โดยปราศจากการต่อต้า้นกระแสโลกาภิวัฒน์

“การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นต้องสร้างพื้นฐานคือความพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อนโดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาเมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไปหากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้า้งความเจริญยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วยก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆขึ้นซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ณหอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคมพ.ศ .2517

เรื่องที่2 ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
“3 ห่วง 2 เงื่อนไข”

3 ห่วง คือ
ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัย ที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
การมีภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล คือการเตรียมพร้อมรับมือกับการแก้ปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้น

2 เงื่อนไข คือ
เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียรใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

เศรษฐกิจพอเพียงคือการยึดหลัก 5 ประการที่สำคัญในการดำเนินการ ได้แก่
1. ทางสายกลาง ในการดำเนินชีวิตตั้งแต่ระดับครอบครัวชุมชนและระดับรัฐรวมถึงเศรษฐกิจในทุกระดับ
2. มีความสมดุล ระหว่างคนสังคมสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจมีความสมดุลในการผลิตที่หลากหลายใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ
3. มีความพอประมาณ ความพอเพียงในการผลิตและการบริโภคบนพื้นฐานของความพอประมาณอย่างมีเหตุผลไม่ขัดสน ไม่ฟุ่มเฟือยในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มีความพอเพียง
4. มีระบบภูมิคุ้มกัน ในการดำรงชีวิตมีสุขภาพดีมีศักยภาพมีทักษะในการแก้ไขปัญหาและมีความรอบรู้อย่า่งเหมาะสมพร้อมรับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง ทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ
5. รู้เท่าทันโลก มีความรู้ มีสติปัญญาความรอบคอบ มีความอดทนมีความเพียร มีจิตสำนักในคุณธรรมและความซื่อสัตย์

  เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนทุกกลุ่มมิใช่แค่เกษตรกร การสร้างความความ“พอกิน-พอใช้”ในเศรษฐกิจพอเพียงนี้ มุ่งไปที่ประชาชนในทุกกลุ่มสาขาอาชีพ ที่ยังมีชีวิตแบบ“ไม่พอกิน-ไม่พอใช้” หรือยังไม่พอเพียง ซึ่งมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่คนชนบทหรือเกษตรกร เป็นแต่เพียงว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังยากจนนั้นมีอาชีพเกษตรกรมากกว่าสาขาอาชีพอื่นทำให้
  ความสำคัญลำดับแรกจึงมุ่งเข้าสู่ภาคเกษตรหรือชนบทที่แร้นแค้นจนมีรูปธรรมของการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงออกมาเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ อันเป็นที่ประจักษ์ในความสำเร็จของการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้สามารถพึ่งตนเองได้

* * * * *

สรุปวิชาวิทยาศาสตร์ครั้งที่ 1

วิชาวิทยาศาสตร์ (พว31001)

*** นักศึกษาและผู้สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลด เอกสารชุดนี้ได้ที่
http://kruteeworld.siamvip.com/B000000004-กศน..xhtml
ความหมายของวิทยาศาสตร์  แบ่งได้มี 2 ส่วน
1. วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์พยายามหาคำตอบเกี่ยวกับคำถามจากสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น
  สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร (ต้นไม้เติบโตได้อย่างไร)
  สิ่งต่างๆ มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร   (ก้อนเมฆกับฟ้าร้องและฟ้าผ่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร)
2. วิทยาศาสตร์ หมายถึง กระบวนการค้นหาความรู้อย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้ จึงได้ความรู้ที่มีขั้นตอนและสามารถตรวจสอบได้ จึงได้ความรู้ที่มีระเบียบกฎเกณฑ์

เรื่องที่ 1 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และทักาะกษะทางวิทยาศาสตร์
   วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต สำรวจ ตรวจสอบ ทดลองและนำผลมาจัดเป็นระบบหลักการ แนวคิดและทฤษฎี แนวคิดและทฤษฎี

ทักษะทางวิทยาศาสตร์
การสังเกต เป็นวิธีการได้มาของข้อสงสัย รับรู้ข้อมูล พิจารณาข้อมูล จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น
ตั้งสมมติฐาน เป็นการการระดมความคิด สรุปสิ่งที่คาดว่าจะเป็นคำตอบของปัญหาหรือ ข้อสงสัยนั้น ๆ
ออกแบบการทดลอง เพื่อศึกษาผลของตัวแปรที่ต้องศึกษา โดยควบคุมตัวแปรอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษา
ดำเนินการทดลอง เป็นการจัดกระทำกับตัวแปรที่กำหนด ซึ่งได้แก่ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุม
รวบรวมข้อมูล เป็นการบันทึกรวบรวมผลการทดลองหรือผลจากการกระทำของตัวแปรที่กำหนด
แปลและสรุปผลการทดลอง

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ประกอบด้วย 13 ทักษะ ดังนี้
1. ทักษะขั้นมูลฐาน 8 ทักษะ ได้แก่
  1.1 ทักษะการสังเกต (Observing)
  1.2 ทักษะการวัด (Measuring)
  1.3 ทักษะการจำแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ (Classifying)
  1.4 ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา(Using Space/Relationship)
  1.5 ทักษะการคำนวณและการใช้จำนวน (Using Numbers)
  1.6 ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Comunication)
  1.7 ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring)
  1.8 ทักษะการพยากรณ์ (Predicting)

2. ทักษะขั้นสูงหรือทักษะขั้นผสม 5 ทักษะ ได้แก่
  2.1 ทักษะการตั้งสมมุติฐาน (Formulating Hypthesis)
  2.2 ทักษะการควบคุมตัวแปร (Controlling Variables)
  2.3 ทักษะการตีความและลงข้อสรุป (Interpreting data)
  2.4 ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining Operationally)
  2.5 ทักษะการทดลอง (Experimenting)

คุณลักษณะของบุคคลที่มีจิตวิทยาศาสตร์ 6 ลักษณะ
1. เป็นคนที่มีเหตุผล
  จะต้องเป็นคนที่ยอมรับและเชื่อในความสำคัญของเหตุผล
  ไม่เชื่อโชคลาง คำทำนาย หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ
  ค้นหาสาเหตุของปัญหาหรือเหตุการณ์และหาความสัมพันธ์ของสาเหตุกับผลที่เกิดขึ้น
2. เป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็น
  มีความพยายามที่จะเสาะแสวงหาความรู้ในสถานการณ์ใหม่ๆ
  ตระหนักถึงความสำคัญของการแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมเสมอ
3. เป็นบุคคลที่มีใจกว้าง
  เป็นบุคคลที่กล้ายอมรับการวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลอื่น
  เป็นบุคคลที่จะรับรู้และยอมรับความคิดเห็นใหม่ ๆ อยู่เสมอ
  ตระหนักและยอมรับข้อจำกัดของความรู้ที่ค้นพบในปัจจุบัน
4. เป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์และมีใจเป็นกลาง
  เป็นบุคคลที่มีความซื่อตรง อดทน ยุติธรรม และละเอียดรอบคอบ
  สังเกตและบันทึกผลต่างๆ อย่างตรงไปตรงมาและมีอคติ
5. มีความเพียรพยายาม
   ทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสมบูรณ์
   ไม่ท้อถอยเมื่อผลการทดลองล้มเหลว หรือมีอุปสรรค
  มีความตั้งใจแน่วแน่ต่อการค้นหาความรู้
6. มีความละเอียดรอบคอบ
  รู้จักใช้วิจารณญาณก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ
  ไม่ยอมรับสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนกว่าจะมีการพิสูจน์ที่เชื่อถือได้
  หลีกเลี่ยงการตัดสินใจและการสรุปผลที่ยังไม่มีการวิเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี

เรื่องที่ 2 กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดปัญหา
    เป็นการกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษาเป็นปัญหาที่ได้มาจากการสังเกต จากข้อสงสัยในปรากฏการณ์ต่างๆ ที่พบเห็น เช่น ทำไมต้นไม้ที่ปลูกไว้ใบเหี่ยวเฉา, ปลากัดขยายพันธุ์ได้อย่างไร
ขั้นตอนที่ 2 การตั้งสมมติฐานและการกำหนดตัวแปร
    เป็นการคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยข้อมูลจากการสังเกต การศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การพบผู้รู้ในเรื่องนั้นๆ ฯลฯ และกำหนดตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการทดลอง ได้แก่ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคุม

ตัวอย่าง สมมติฐาน เช่น แผ่นใยขดช่วยลดอัตราการไหลของน้ำ (ทำให้น้ำไหลช้าลง)
  ตัวแปรต้น คือ แผ่นใยขัด
  ตัวแปรตาม คือ ปริมาณน้ำที่ไหล
  ตัวแปรควบคุม คือ ปริมาณน้ำที่เทหรือรด

ขั้นตอนที่ 3 การทดลองและรวบรวมข้อมูล
  เป็นการปฏิบัติการทดลองค้นหาความจริงให้สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ในขั้นตอนที่ 2 และรวบรวมข้อมูลจากการทดลองนั้นอย่างเป็นระบบ
ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูลและทดสอบสมมติฐาน
   เป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากขั้นตอน ในรูปแบบของตาราง, กราฟ, แผนภูมิ ฯลฯ
ขั้นตอนที่ 5 การสรุปผล
  เป็นการสรุปผลการศึกษา การทดลอง โดยอาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลจากขั้นตอนที่ 4 เป็นหลักสรุปผลการทดลอง

เทคโนโลยี
เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง ความรู้ทางวิชาการ รวมกับความรู้ด้านวิธีการและความชำนาญที่สามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุด สนองความต้องการของมนุษย์เป็นสิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ รวมทั้ง ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ

การนำเทคโนโลยีไปใช้
เทคโนโลยีในการประกอบอาชีพ
1. เทคโนโลยีกับการพัฒนาอุตสาหกรรม การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มขึ้น ประหยัดแรงงาน ลดต้นทุนและ รักษาสภาพแวดล้อม
    เทคโนโลยีที่มีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย เช่น คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร เทคโนโลยีชีวภาพและพันธุกรรม วิศวกรรม เทคโนโลยีเลเซอร์ การสื่อสาร การแพทย์ เทคโนโลยีพลังงาน เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ เช่น พลาสติก แก้ว วัสดุก่อสร้าง โลหะ
2. เทคโนโลยีกับการพัฒนาด้านการเกษตร ใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิต ปรับปรุงพันธุ์ เป็นต้น

เรื่องที่ 3 วัสดุและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์
   อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ คือเครื่องมือที่ให้ทั้งภายในและภายนอกห้องปฏิบัติการเพื่อใช้ทดลองและหาคำตอบต่างๆทางวิทยาศาสตร์

ประเภทของเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
1. ประเภททั่วไป เช่น บีกเกอร์ หลอดทดสอบ กระบอกตวง หลอดหยดสาร แท่งแก้วคนสาร เครื่องชั่งแบบต่างๆ กล้องจุลทรรศน์ ตะเกียงแอลกอฮอล์เป็นต้น
2. ประเภทเครื่องมือช่าง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ได้ทั้งภายในห้องปฏิบัติการ และภายนอกห้องปฏิบัติการ เช่นเวอร์เนีย คีม และแปรง เป็นต้น
3. ประเภทสิ้นเปลืองและสารเคมี เป็นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้แล้วหมดไปไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เช่น กระดาษกรอง กระดาษลิตมัส และสารเคมี

กระดาษลิตมัส (LITMUS) เป็นกระดาษที่ใช้ทดสอบสมบัติความเป็นกรดเบสที่เป็นของเหลว กระดาษลิตมัสมี 2 สี คือสีแดงหรือสีชมพูและสีน้ำเงินหรือสีฟ้า
ถ้าเป็นกรด pH < 4.5 กระดาษจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง
ถ้าเป็นกลาง 4.5 ≤ pH ≤ 8.3) กระดาษทั้งสองจะไม่เปลี่ยนสี
ถ้าเป็นเบส (pH > 8.3) กระดาษจะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน

สารเคมี หมายถึง สารที่ประกอบด้วยธาตุเดียวกันหรือสารประกอบจากธาตุต่างๆรวมกันด้วยพันธะเคมีซึ่งในห้องปฏิบัติการจะมีสารเคมีมากมาย

ชื่อทางเคมีและสารเคมีที่ควรรู้จัก
H2O   น้ำ
CO2   ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
CO   ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์
O2    ก๊าซออกซิเจน
O3    ก๊าซโอโซน
H2    ก๊าซไฮโดรเจน
NaCl   เกลือ
HCl    กรดไฮโดรคลอลิก / กรดเกลือ
C6H12O6    แป้งและน้ำตาล
* * * * * *

28 พ.ค. 2555

กรุงเทพฯศึกษา-27พค55

นักศึกษาและผู้ที่สนใจ เราได้จัดทำเนื้อหาตอนนี้ให้ดาวน์โหลดกัน
โดยไปที่ http://kruteeworld.siamvip.com/B000000004-กศน..xhtml คลิกที่นี้ได้เลย
สรุปวิชากรุงเทพฯศึกษา
เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับกรุงเทพฯ

1) คำว่า กรุงเทพมหานคร แปลว่า “พระนครอันกว้างใหญ่ ดุจเทพนคร” มีชื่อเดิมว่า “บางกอก” (Bangkok) เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย
2) เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทย
3) เป็นศูนย์กลางการปกครอง การศึกษา การคมนาคมขนส่ง การเงินการธนาคาร การพาณิชย์ การสื่อสาร และความเจริญของประเทศ
4) เป็นเมืองที่มีชื่อยาวที่สุดในโลก
5) แม่น้ำสำคัญคือ แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ทำให้แบ่งเมืองออกเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี
6) กรุงเทพฯมีพื้นที่เป็นอันดับที่ 69 ของประเทศไทย
7) กรุงเทพมหานครเป็นเขตปกครองพิเศษของประเทศไทย มิได้มีสถานะเป็นจังหวัด
8) กรุงเทพมหานครใช้วิธีการเลือกตั้งผู้บริหารแบบการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง
9) คำขวัญของกรุงเทพมหานคร "กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัด วัง งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย" เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม กทม. ได้สรุปยอดคะแนนโหวต
10) ประชากรปี พ.ศ. 2554 กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นอันดับที่ 13 ของโลก
11) เศรษฐกิจกรุงเทพมหานครมีรายได้หลักจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat : Value added Tax) ในอัตรา 7 %

ประวัติของกรุงเทพ
   สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ฝั่งธนบุรี จึงได้ชื่อว่า กรุงธนบุรี และในปี พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงย้ายเมืองหลวงมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ คือ ฝั่งพระนคร จึงได้ชื่อว่า กรุงรัตนโกสินทร์

สัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร
1) เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระหัตถ์ทรงสายฟ้า (วัชระ หรือ วชิราวุธ)
2) ต้นไม้ประจำกรุงเทพมหานคร คือต้นไทรย้อยใบแหลม (Ficus benjamina)

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (อังกฤษ: Bangkok Metropolitan Region)
("ปริมณฑล" หมายถึง วงรอบ)
ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดปทุมธานี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดฉะเชิงเทรา
ทิศใต้ จังหวัดสมุทรปราการ และอ่าวไทย ที่เขตบางขุนเทียน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดนครปฐม

การบริหารกรุงเทพมหานคร (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)
   ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพ พ.ศ. 2528 กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีสถานะเป็นนิติบุคคล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงาน อยู่ในตำแหน่งวาระคราวละ 4 ปี

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
   เป็นตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร ของเขตปกครองพิเศษและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ กรุงเทพมหานคร มีรองผู้ว่าราชการมี 4 คน
   ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนปัจจุบันคือ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร (11 ม.ค. พ.ศ. 2552 ถึง 10 ม.ค. พ.ศ. 2556) เป็นคนที่ 15

อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
1. กำหนดนโยบาย และบริหารราชการของกรุงเทพฯ ให้เป็นไปตามกฎหมาย
2. สั่ง อนุญาต อนุมัติ เกี่ยวกับราชการของกรุงเทพฯ
3. แต่งตั้งและถอดถอน รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และแต่งตั้งและถอดถอนผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานที่ปรึกษา ฯลฯ
4. บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย
5. วางระเบียบ เพื่อให้งานของกรุงเทพฯ เป็นไปโดยเรียบร้อย
6. รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพฯ
7. อำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เช่น
  7.1  การเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการและลูกจ้างกรุงเทพฯ
  7.2 การเสนอร่างข้อบัญญัติกรุงเทพฯ

สภากรุงเทพมหานคร
   สภากรุงเทพมหานคร (ตัวย่อ: ส.ก.) เป็นองค์กร นิติบัญญัติของกรุงเทพมหานคร มีหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบและดูแลการบริหารราชการกรุงเทพมหานครของฝ่ายบริหารอันมีผู้ว่าราชการกรุงเทพเป็นหัวหน้าคณะฯ ซึ่งประธานสภากรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน คือ นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง
   ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2553) สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร มีจำนวนทั้งสิ้น 61 คน

การคมนาคมในกรุงเทพฯ
ทางรถยนต์
  ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 สายเหนือ)
  ถนนสุขุมวิท (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 สายตะวันออก)
  ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายใต้)
  ถนนพระรามที่2 (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35)
  ถนนมิตรภาพ (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นทางหลวงซึ่งที่ไม่ได้เริ่มต้นจากกรุงเทพเริ่มต้นที่จังหวัดสระบุรี

ทางรถไฟ
1) สถานีรถไฟกรุงเทพ (สถานีรถไฟหัวลำโพง) เดินทางไปยังภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนล่าง
2) สถานีรถไฟธนบุรี (สถานีรถไฟบางกอกน้อย) เดินทางไปยังภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันตก
3) สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ เดินทางเลียบปากอ่าวไทยไปยังปากน้ำท่าจีนและปากน้ำแม่กลอง

ทางรถโดยสารประจำทาง (ไปต่างจังหวัด)
1) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) (หรือ หมอชิตใหม่ หรือ หมอชิต 2) สำหรับเดินทางขึ้นเหนือ ไปภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง (รวมทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ในบางเส้นทาง)
2) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (เอกมัย) สำหรับเดินทางไปภาคตะวันออก
3) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (ถนนบรมราชชนนี) สำหรับเดินทางลงใต้ และภาคตะวันตก

ปัญหาในปัจจุบัน
การจราจรติดขัด, ถนนชำรุดใน, ทัศนียภาพ (จากภาพป้ายโฆษณา, การทิ้งขยะ, การสร้างอาคาร), อาชญากรรม, การก่อการร้าย
, มลพิษ, การขาดความเอาใจใส่ของคนในกรุงเทพต่อสภาพแวดล้อม

ราชวงศ์จักรี
  ราชวงศ์จักรี เป็นราชวงศ์ที่ปกครองราชอาณาจักรสยาม ต่อจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จนถึงปัจจุบัน โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พระนามเดิม ทองด้วง ทรงสืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางในสมัยกรุงศรีอยุธยา) ทรงสถาปนาราชวงศ์โดยการปราบดาภิเษกเมื่อ พ.ศ. 2325 ยุคของราชวงศ์นี้ เรียกว่า "ยุครัตนโกสินทร์"

สัญลักษณ์ประจำราชวงศ์จักรี
  ประจำราชวงศ์จักรีชื่อของราชวงศ์จักรีมีที่มาจากบรรดาศักดิ์ "เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์" ตำแหน่งสมุหนายก ซึ่งเป็นตำแหน่งทางราชการที่พระองค์เคยทรงดำรงตำแหน่งมาก่อนในสมัยกรุงธนบุรี
  คำว่า "จักรี" นี้พ้องเสียงกับคำว่า "จักร" และ "ตรี" ซึ่งเป็นเทพอาวุธของพระนารายณ์

พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
   6 เมษายน พ.ศ. 2325 - 7 กันยายน พ.ศ. 2352
รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
   7 กันยายน พ.ศ. 2352 - 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367
รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
   21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 - 2 เมษายน พ.ศ. 2394
รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
   6 เมษายน พ.ศ. 2394 - 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411
รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 - 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453
รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
  23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 - 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468
รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
  26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 - 2 มีนาคม พ.ศ. 2477  (สละราชสมบัติ)
รัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
  2 มีนาคม พ.ศ. 2477 - 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489
รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
  9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ยังอยู่ในราชสมบัติ

วัดประจำรัชกาล
รัชกาลที่ ๑ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
รัชกาลที่ ๒ วัดอรุณราชวราราม
รัชกาลที่ ๓ วัดราชโอรสาราม
รัชกาลที่ ๔ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
รัชกาลที่ ๕, รัชกาลที่ ๗ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
รัชกาลที่ ๖ วัดบวรนิเวศวิหาร
รัชกาลที่ ๘ วัดสุทัศนเทพวราราม
รัชกาลที่ ๙ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
******