ตอนสุด้ายแล้วครับ ....
** น **
นครรัฐ อ่านว่า นะ-คอน-รัด
นนทรี อ่านว่า นน-ซี
นรกภูมิ อ่านว่า นะ-รก-กะ-พูม
น้อมเกล้าฯ อ่านว่า น้อม-เกล้า-น้อม-กระ-หม่อม
นักษัตร .อ่านว่า นัก-สัด
นาฎกรรม อ่านว่า นาด-ตะ-กำ
นาฏดนตรี อ่านว่า นาด-ตะ-ดน-ตรี, นา-ตะ-ดน-ตรี
นาฏศิลป์ อ่านว่า นาด-ตะ-สิน
นามธรรม อ่านว่า นาม-มะ-ทำ
นามสงเคราะห์ อ่านว่า นาม-มะ-สง-เคราะ
นาวิกโยธิน อ่านว่า นา-วิก-กะ-โย-ทิน
นิคหกรรม อ่านว่า นิก-คะ-หะ-กำ
นิคหิต อ่านว่า นิก-คะ-หิด
นิมมานรดี อ่านว่า นิม-มา-นะ-ระ-ดี, นิม-มา-นอ-ระ-ดี
นิรโทษกรรม อ่านว่า นิ-ระ-โทด-กำ
นิรัติศัย อ่านว่า นิ-รัด-ติ-ไส
นิโรธสมาบัติ. อ่านว่า นิ-โรด-ทะ-สะ-มา-บัด, นิ-โรด-สะ-มา-บัด
นิเวศวิทยา อ่านว่า นิ-เวด-วิ-ทะ-ยา
โนมพรรณ อ่านว่า โนม-พัน
** บ **
บทมาลย์ อ่านว่า บด-ทะ-มาน
บรมบพิตร อ่านว่า บอ-รม-มะ-บอ-พิด, บอ-รม-บอ-พิด
บรมอัฐิ อ่านว่า บอ-รม-มะ-อัด-ถิ
บรรณรารักษศาสตร์ อ่านว่า บัน-นา-รัก-สะ-สาด, บัน-นา-รัก-สาด
บรรพกาล อ่านว่า บัน-พะ-กาน,บับ-พะ-กาน
บรรพชา อ่านว่า บัน-พะ-ชา, บับ-พะ-ชา
บรรพมูล อ่านว่า บับ-พะ-มูน
บรรยาย .อ่านว่า บัน-ยาย, บัน-ระ-ยาย
บรรลัยกัลป์ อ่านว่า บัน-ไล-กัน
บรรษัท อ่านว่า บันสัด
บริเฉทกาล อ่านว่า บอ-ริ-เฉ-ทะ-กาน, บอ-ริ-เฉด-ทะ-กาน
บัณเฑาะว์ อ่านว่า บัน-เดาะ
บัตรพลี อ่านว่า บัด-พะ-ลี
บาทบงกช อ่านว่า บาด-ทะ-บง-กด, บาด-บง-กด
บาทบงสุ์ อ่านว่า บาด-ทะ-บง
บาทมูล อ่านว่า บาด-ทะ-มูน
บาปกรรม อ่านว่า บาบ-กำ
บาปเคราะห์ อ่านว่า บาบ-ปะ-เคราะ
บำราบ อ่านว่า บำ-หราบ
บำราศ อ่านว่า บำ-ราด
บุคคลสิทธิ อ่านว่า บุก-คะ-ละ-สิด, บุก-คน-ละ-สิด
บุคลิกลักษณะ อ่านว่า บุก-คะ-ลิก-กะ-ลัก-สะ-หนะ, บุก-คะ-ลิก-ลัก-สะ-หนะ
บุญเขต อ่านว่า บุน-ยะ-เขด
บุญราศี อ่านว่า บุน-ยะ-รา-สี, บุน-รา-สี
บุณฑริก อ่านว่า บุน-ดะ-ริก, บุน-ทะ-ริก
บุรพบท อ่านว่า บุบ-พะ-บด, บุ-ระ-พะ-บด
บุริมพรรษา อ่านว่า บุ-ริม-มะ-พัน-สา, บุ-ริม-พัน-สา
บุริมสิทธิ อ่านว่า บุ-ริม-มะ-สิด
บุรุษโทษ(ชื่อของโทษ) อ่านว่า บุ-หรุด-สะ-โทด
บุรุษเพศ อ่านว่า บุ-หรุด-เพด
เบญจราชกุธภัณฑ์ อ่านว่า เบ็น-จะ-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน,
เบ็น-จะ-ราด-กะ-กุด-ทะ-พัน
โบกขรณี อ่านว่า โบก-ขะ-ระ-นี,โบก-ขอ-ระ-นี
โบราณกาล อ่านว่า โบ-ราน-นะ-กาน, โบ-ราน-กาน
โบราณคดี อ่านว่า โบ-ราน-นะ-คะ-ดี, โบ-ราน-คะ-ดี
โบราณวัตถุ อ่านว่า โบ-ราน-นะ-วัด-ถุ,โบ-ราน-วัดถุ
โบราณสถาน อ่านว่า โบ-ราน-นะ-สะ-ถาน, โบ-ราน-สะ-ถาน
คำในกลุ่มนี้เป็น คำเฉพาะใช้เป็นคำศัพท์ศาสนาและวรรณคดี
ซึ่งต้องรักษาการอ่านตามแบบภาษาเดิม เช่น
กนิษฐา อ่านว่า กะ-นิด-ถา
กมุท อ่านว่า กะ-มุด
กรุณา อ่านว่า กะ-รุ-นา
ขนิษฐา อ่านว่า ขะ-นิด-ถา
ดนุ อ่านว่า ดะ-นุ
ผรุสวาท อ่านว่า ผะ-รุ-สะ-วาด
สมัชชา อ่านว่า สะ-มัด-ชา
สมัญญา อ่านว่า สะ-มัน-ยา
สรัสวดี อ่านว่า สะ-รัด-สะ-วะ-ดี
หนุมาน อ่านว่า หะ-นุ-มาน
หฤทัย อ่านว่า หะ-รึ-ทัย
หฤหรรษ์ อ่านว่า หะ-รึ-หัน
หฤโหด อ่านว่า หะ-รึ-โหด
อนิจจา อ่านว่า อะ-นิด-จา
อนุ อ่านว่า อะ-นุ
คำในกลุ่มนี้เป็น พวกที่สองเป็นคำที่หลีกเลี่ยงการอ่านคำ
ซึ่งเสียงพ้องกับคำอันไม่พึงประสงค์ กล่าวคือหลีกคำอ่าน
ที่อ่านแล้วดูไม่ดี เช่น
ขมา อ่านว่า ขะ-มา ไม่ใช่ ขะ-หมา
ษมา อ่านว่า สะ-มา
สมาคม อ่านว่า สะ-มา-คม
สมาจาร อ่านว่า สะ-มา-จาน
สมาชิก อ่านว่า สะ-มา-ชิก
สมาทาน อ่านว่า สะ-มา-ทาน
สมาธิ อ่านว่า สะ-มา-ทิ
สมาบัติ อ่านว่า สะ-มา-บัด
สมาพันธรัฐ อ่านว่า สะ-มา-พัน-ทะ-รัด
** จบแล้วครับ **
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาไทย แสดงบทความทั้งหมด
12 ก.ย. 2554
ภาษไทย-การเขียนคำอ่าน02
มาดูกันต่อในตอนที่ 2
** ฉ **
ฉทานศาลา อ่านว่า ฉ้อ-ทาน-นะ-สา-ลา
ฉศก อ่านว่า ฉอ-สก
ฉัตรมงคล อ่านว่า ฉัด-ตระ-มง-คน
ฉิมพลี อ่านว่า ฉิม-พะ-ลี
เฉลิมพระชนมพรรษา อ่านว่า ฉะ-เหลิม-พระ-ชน-มะ-พัน-สา
** ช **
ชนนี อ่านว่า ชน-นะ-นี
ชนมพรรษา อ่านว่า ชน-มะ-พัน-สา
ชนมายุ อ่านว่า ชน-นะ-มา-ยุ
ชลประทาน อ่านว่า ชน-ละ-ประ-ทาน, ชน-ประ-ทาน
ชักเย่อ อ่านว่า ชัก-กะ-เย่อ
ชันษา อ่านว่า ชัน-นะ-สา
ชัยศรี อ่านว่า ไช-สี
ชาตินิยม อ่านว่า ชาด-นิ-ยม
ชาติพลี อ่านว่า ชาด-ติ-พะ-ลี, ชาด-พะ-ลี
ชาติพันธุ์ อ่านว่า ชาด-ติ-พัน
ชาติภูมิ อ่านว่า ชาด-ติ-พูม
ชาติวุฒิ อ่านว่า ชาด-ติ-วุด-ทิ, ชาด-ติ-วุด
ชุกชี อ่านว่า ชุก-กะ-ชี
โชคลาภ อ่านว่า โชก-ลาบ, โชก-คะ-ลาบ
** ซ **
ซอมซ่อ อ่านว่า ซอม-มะ-ซ่อ
** ญ **
ญาณวิทยา อ่านว่า ยา-นะ-วิด-ทะ-ยา, ยาน-นะ-วิด-ทะ-นา
ญาติวงศ์ อ่านว่า ยาด-ติ-วง
** ฐ **
ฐานกรณ์ อ่านว่า ถาน-กอน
ฐานันดรศักดิ์ อ่านว่า ถา-นัน-ดอน-ระ-สัก, ถา-นัน-ดอน-สัก
** ด **
ด้วยประการฉะนี้ อ่านว่า ด้วย-ประ-กาน-ฉะ-นี้,
ถ้าอ่านว่า ด้วย-ประ-กา-ระ-ฉะ-นี้ ใช้ในการแสดงธรรมเทศนา
ดาษดา อ่านว่า ดาด-สะ-ดา
ดาษดื่น อ่านว่า ดาด-ดื่น
ดุลพินิจ อ่านว่า ดุล-ละ-พิ-นิจ
ดุลภาค อ่านว่า ดุน-ละ-พาก
ดุลยพินิจ อ่านว่า ดุน-ละ-ยะ-พิ-นิด, ดุน-ยะ-พิ-นิด
ดุลยภาพ อ่านว่า ดุน-ละ-ยะ-พาบ, ดุน-ยะ-พาบ
ดูกร อ่านว่า ดู-กะ-ระ, ดู-กอน
เดียรดาษ อ่านว่า เดีย-ระ-ดาด
** ต **
ตกใจ อ่านว่า ตก-ไจ **
ตนุ(ชื่อเต่า) อ่านว่า ตะ-หนุ
ตรัสรู้ อ่านว่า ตรัด-สะ-รู้
ตรีโกณมิติ อ่านว่า ตรี-โกน-มิ-ติ
ตุ๊กตา อ่านว่า ตุ๊ก-กะ-ตา
ไตรสรณคมน์ อ่านว่า ไตร-สะ-ระ-นะ-คม
** ถ **
ถาวรวัตถุ อ่านว่า ถา-วอ-ระ-วัด-ถุ, ถา-วอน-วัด-ถุ
เถลิงถวัลยราชสมบัติ อ่านว่า ถะ-เหลิง-ถะ-หวัน-ละ-ยะ-ราด-ชะ-สม-บัด
แถง อ่านว่า ถะ-แหง
** ท **
ทรมาทรกรรม อ่านว่า ทอ-ระ-มา-ทอ-ระ-กำ
ทระนง อ่านว่า ทอ-ระ-นง
ทรัพยสิทธิ อ่านว่า ซับ-พะ-ยะ-สิด
ทศนิยม อ่านว่า ทด-สะ-นิ-ยม
ทัณฑกรรม อ่านว่า ทัน-ดะ-กำ
ทัณฑฆาต อ่านว่า ทัน-ทะ-คาด
ทัณฑสถาน อ่านว่า ทัน-ทะ-สะ-ถาน
ทานบดี อ่านว่า ทาน-นะ-บอ-ดี
ทานบารมี อ่านว่า ทาน-นะ-บา-ระ-มี
ทานมัย อ่านว่า ทาน-นะ-ไม
ทานศีล อ่านว่า ทาน-สีน
ทารุณกรรม อ่านว่า ทา-รุน-นะ-กำ
ทาสกรรมกร อ่านว่า ทาด-สะ-กำ-มะ-กอน
ทาสปัญญา อ่านว่า ทาด-สะ-ปัน-ยา
ทิฐิ อ่านว่า ทิด-ถิ
ทิวทัศน์ อ่านว่า ทิว-ทัด
ทุกขเวทนา อ่านว่า ทุก-ขะ-เว-ทะ-นา
ทุกรกิริยา อ่านว่า ทุก-กะ-ระ-กิ-ริ-ยา
ทุคติ อ่านว่า ทุก-คะ-ติ
ทุจริต อ่านว่า ทุด-จะ-หริด
ทุนทรัพย์ อ่านว่า ทุน-ซับ, ทุน-นะ-ซับ
ทุพภิกขภัย อ่านว่า ทุบ-พิก-ขะ-ไพ
ทุพโภชนาการ อ่านว่า ทุบ-โพ-ชะ-นา-กาน, ทุบ-โพด-ชะ-นา-กาน
ทุโภชนาการ อ่านว่า ทุ-โพ-ชะ-นา-กาน, ทุ-โพด-ชะ-นา-กาน
ทูลเกล้าฯ อ่านว่า ทูน-เกล้า-ทูน-กระ-หม่อม
เทวนาครี อ่านว่า เท-วะ-นา-คะ-รี
เทศนา อ่านว่า เทด-สะ-หนา
ถ้าอ่านว่า เท-สะ-นา เมื่อนำหน้าศัพท์สมาสอื่น เช่น เทศนาวิธี
โทมนัส อ่านว่า โทม-มะ-นัด
โทรมนัส อ่านว่า โซม-มะ-นัด
โทษทัณฑ์ อ่านว่า โทด-ทัน
โทสจริต อ่านว่า โท-สะ-จะ-หริด
** ธ **
ธนบัตร อ่านว่า ทะ-นะ-บัด
ธรรมาสน์ อ่านว่า ทำ-มาด
ธารกำนัล อ่านว่า ทา-ระ-กำ-นัน
* * * * *
** ฉ **
ฉทานศาลา อ่านว่า ฉ้อ-ทาน-นะ-สา-ลา
ฉศก อ่านว่า ฉอ-สก
ฉัตรมงคล อ่านว่า ฉัด-ตระ-มง-คน
ฉิมพลี อ่านว่า ฉิม-พะ-ลี
เฉลิมพระชนมพรรษา อ่านว่า ฉะ-เหลิม-พระ-ชน-มะ-พัน-สา
** ช **
ชนนี อ่านว่า ชน-นะ-นี
ชนมพรรษา อ่านว่า ชน-มะ-พัน-สา
ชนมายุ อ่านว่า ชน-นะ-มา-ยุ
ชลประทาน อ่านว่า ชน-ละ-ประ-ทาน, ชน-ประ-ทาน
ชักเย่อ อ่านว่า ชัก-กะ-เย่อ
ชันษา อ่านว่า ชัน-นะ-สา
ชัยศรี อ่านว่า ไช-สี
ชาตินิยม อ่านว่า ชาด-นิ-ยม
ชาติพลี อ่านว่า ชาด-ติ-พะ-ลี, ชาด-พะ-ลี
ชาติพันธุ์ อ่านว่า ชาด-ติ-พัน
ชาติภูมิ อ่านว่า ชาด-ติ-พูม
ชาติวุฒิ อ่านว่า ชาด-ติ-วุด-ทิ, ชาด-ติ-วุด
ชุกชี อ่านว่า ชุก-กะ-ชี
โชคลาภ อ่านว่า โชก-ลาบ, โชก-คะ-ลาบ
** ซ **
ซอมซ่อ อ่านว่า ซอม-มะ-ซ่อ
** ญ **
ญาณวิทยา อ่านว่า ยา-นะ-วิด-ทะ-ยา, ยาน-นะ-วิด-ทะ-นา
ญาติวงศ์ อ่านว่า ยาด-ติ-วง
** ฐ **
ฐานกรณ์ อ่านว่า ถาน-กอน
ฐานันดรศักดิ์ อ่านว่า ถา-นัน-ดอน-ระ-สัก, ถา-นัน-ดอน-สัก
** ด **
ด้วยประการฉะนี้ อ่านว่า ด้วย-ประ-กาน-ฉะ-นี้,
ถ้าอ่านว่า ด้วย-ประ-กา-ระ-ฉะ-นี้ ใช้ในการแสดงธรรมเทศนา
ดาษดา อ่านว่า ดาด-สะ-ดา
ดาษดื่น อ่านว่า ดาด-ดื่น
ดุลพินิจ อ่านว่า ดุล-ละ-พิ-นิจ
ดุลภาค อ่านว่า ดุน-ละ-พาก
ดุลยพินิจ อ่านว่า ดุน-ละ-ยะ-พิ-นิด, ดุน-ยะ-พิ-นิด
ดุลยภาพ อ่านว่า ดุน-ละ-ยะ-พาบ, ดุน-ยะ-พาบ
ดูกร อ่านว่า ดู-กะ-ระ, ดู-กอน
เดียรดาษ อ่านว่า เดีย-ระ-ดาด
** ต **
ตกใจ อ่านว่า ตก-ไจ **
ตนุ(ชื่อเต่า) อ่านว่า ตะ-หนุ
ตรัสรู้ อ่านว่า ตรัด-สะ-รู้
ตรีโกณมิติ อ่านว่า ตรี-โกน-มิ-ติ
ตุ๊กตา อ่านว่า ตุ๊ก-กะ-ตา
ไตรสรณคมน์ อ่านว่า ไตร-สะ-ระ-นะ-คม
** ถ **
ถาวรวัตถุ อ่านว่า ถา-วอ-ระ-วัด-ถุ, ถา-วอน-วัด-ถุ
เถลิงถวัลยราชสมบัติ อ่านว่า ถะ-เหลิง-ถะ-หวัน-ละ-ยะ-ราด-ชะ-สม-บัด
แถง อ่านว่า ถะ-แหง
** ท **
ทรมาทรกรรม อ่านว่า ทอ-ระ-มา-ทอ-ระ-กำ
ทระนง อ่านว่า ทอ-ระ-นง
ทรัพยสิทธิ อ่านว่า ซับ-พะ-ยะ-สิด
ทศนิยม อ่านว่า ทด-สะ-นิ-ยม
ทัณฑกรรม อ่านว่า ทัน-ดะ-กำ
ทัณฑฆาต อ่านว่า ทัน-ทะ-คาด
ทัณฑสถาน อ่านว่า ทัน-ทะ-สะ-ถาน
ทานบดี อ่านว่า ทาน-นะ-บอ-ดี
ทานบารมี อ่านว่า ทาน-นะ-บา-ระ-มี
ทานมัย อ่านว่า ทาน-นะ-ไม
ทานศีล อ่านว่า ทาน-สีน
ทารุณกรรม อ่านว่า ทา-รุน-นะ-กำ
ทาสกรรมกร อ่านว่า ทาด-สะ-กำ-มะ-กอน
ทาสปัญญา อ่านว่า ทาด-สะ-ปัน-ยา
ทิฐิ อ่านว่า ทิด-ถิ
ทิวทัศน์ อ่านว่า ทิว-ทัด
ทุกขเวทนา อ่านว่า ทุก-ขะ-เว-ทะ-นา
ทุกรกิริยา อ่านว่า ทุก-กะ-ระ-กิ-ริ-ยา
ทุคติ อ่านว่า ทุก-คะ-ติ
ทุจริต อ่านว่า ทุด-จะ-หริด
ทุนทรัพย์ อ่านว่า ทุน-ซับ, ทุน-นะ-ซับ
ทุพภิกขภัย อ่านว่า ทุบ-พิก-ขะ-ไพ
ทุพโภชนาการ อ่านว่า ทุบ-โพ-ชะ-นา-กาน, ทุบ-โพด-ชะ-นา-กาน
ทุโภชนาการ อ่านว่า ทุ-โพ-ชะ-นา-กาน, ทุ-โพด-ชะ-นา-กาน
ทูลเกล้าฯ อ่านว่า ทูน-เกล้า-ทูน-กระ-หม่อม
เทวนาครี อ่านว่า เท-วะ-นา-คะ-รี
เทศนา อ่านว่า เทด-สะ-หนา
ถ้าอ่านว่า เท-สะ-นา เมื่อนำหน้าศัพท์สมาสอื่น เช่น เทศนาวิธี
โทมนัส อ่านว่า โทม-มะ-นัด
โทรมนัส อ่านว่า โซม-มะ-นัด
โทษทัณฑ์ อ่านว่า โทด-ทัน
โทสจริต อ่านว่า โท-สะ-จะ-หริด
** ธ **
ธนบัตร อ่านว่า ทะ-นะ-บัด
ธรรมาสน์ อ่านว่า ทำ-มาด
ธารกำนัล อ่านว่า ทา-ระ-กำ-นัน
* * * * *
ภาษไทย-การเขียนคำอ่าน01
ตอนนี้มาดูภาษาไทยกันอีกสักเรื่อง เป็นการเขียนคำอ่านที่
บางครั้งทั้งเราทั้งครูก็ไม่แน่ใจ ไม่ให้เสียเวลา...มาเริ่มกันเลยดีกว่า
ตัวอย่างการเขียนคำอ่าน
** ก **
กกุธภัณฑ์ อ่านว่า กะ-กุด-ทะ-พัน
กฐินทาน อ่านว่า กะ-ถิน-นะ-ทาน
กรกฏ, กรกฎ อ่านว่า กอ-ระ-กด
กรกฎาคม อ่านว่า กะ-ระ-กะ-ดา-คม, กะ-รัก-กะ-ดา-คม
กรณี อ่านว่า กะ-ระ-นี, กอ-ระ-นี
กรณียกิจ อ่านว่า กะ-ระ-นี-ยะ-กิด, กอ-ระ-นี-ยะ-กิด
กรมการ อ่านว่า กรม-มะ-การ
กรมคลัง อ่านว่า กรม-มะ-คลัง
กรมท่า อ่านว่า กรม-มะ-ท่า
กรมธรรม์ อ่านว่า กรม-มะ-ทัน
กรมพระยา อ่านว่า กรม-พระ-ยา
กรมวัง อ่านว่า กรม-มะ-วัง
กรมสมเด็จ อ่านว่า กรม-สม-เด็ด
กรมหมื่น อ่านว่า กรม-มะ-หมื่น
กรมหลวง อ่านว่า กรม-มะ-หลวง
กรรมวิธี อ่านว่า กำ-มะ-วิ-ที
กรรมาชีพ อ่านว่า กำ-มา-ชีบ **
กรรมาธิการ อ่านว่า กำ-มา-ทิ-กาน **
กริยา อ่านว่า กริ-ยา, กะ-ริ-ยา
กฤดาภินิหาร อ่านว่า กรึ-ดา-พิ-นิ-หาน, กริ-ดา-พิ-นิ-หาน
กลไก อ่านว่า กน-ไก
กลวิธี อ่านว่า กน-ละ-วิ-ที
กลอักษร อ่านว่า กน-อัก-สอน, กน-ละ-อัก-สอน
กลอุบาย อ่านว่า กน-อุ-บาย
กักขฬะ อ่านว่า กัก-ขะ-หละ
กัลปพฤกษ์ อ่านว่า กัน-ละ-ปะ-พรึก
กามกรีฑา อ่านว่า กาม-มะ-กรี-ทา
กามคุณ อ่านว่า กาม-มะ-คุน
กามตัณหา อ่านว่า กาม-มะ-ตัน-หา
กามราคะ อ่านว่า กาม-มะ-รา-คะ
กามโรค อ่านว่า กาม-มะ-โรก
กามวิตถาร อ่านว่า กาม-วิด-ถาน
กายภาพ อ่านว่า กาย-ยะ-พาบ
กาลกิณี อ่านว่า กา-ละ-กิ-นี, กาน-ละ-กิ-นี
กาลกิริยา อ่านว่า กา-ละ-กิ-ริ-ยา, กาน-กิ-ริ-ยา
กาลเวลา อ่านว่า กาน-เว-ลา
กาลสมัย อ่านว่า กา-ละ-สะ-ไหม, กาน-ละ-สะ-ไหม
กาสาวพัสตร์ อ่านว่า กา-สา-วะ-พัด
กาฬโรค อ่านว่า กาน-ละ-โรก, กา-ละ-โรก
กำเนิด อ่านว่า กำ-เหนิด
กำสรด อ่านว่า กำ-สด
กำสรวล อ่านว่า กำ-สวน
กิจกรรม อ่านว่า กิด-จะ-กำ
กิจการ อ่านว่า กิด-จะ-กาน
กิตติมศักดิ์ อ่านว่า กิด-ติ-มะ-สัก
กุลธิดา อ่านว่า กุน-ละ-ทิ-ดา
กลุสตรี อ่านว่า กุน-ละ-สัด-ตรี
กุศลกรรม อ่านว่า กุ-สน-ละ-กำ
กุศโลบาย อ่านว่า กุ-สะ-โล-บาย, กุด-สะ-โล-บาย
เกษตรกร อ่านว่า กะ-เสด-ตระ-กอน
เกษตรกรรม อ่านว่า กะ-เสด-ตระ-กำ
เกษตรศาสตร์ อ่านว่า กะ-เสด-ตระ-สาด
เกียรติคุณ อ่านว่า เกียด-ติ-คุน
เกียรตินิยม อ่านว่า เกียด-นิ-ยม
เกียรติประวัติ อ่านว่า เกียด-ติ-ประ-หวัด, เกียด-ประ-หวัด
เกียรติภูมิ อ่านว่า เกียด-ติ-พูม
เกียรติยศ อ่านว่า เกียด-ติ-ยด
เกียรติศักดิ์ อ่านว่า เกียด-ติ-สัก
** ข **
ขมีขมัน อ่านว่า ขะ-หมี-ขะ-หมัน
ขมุกขมัว อ่านว่า ขะ-หมุก-ขะ-หมัว
ขมุบขมิบ อ่านว่า ขะ-หมุบ-ขะ-หมิบ
ขยะแขยง อ่านว่า ขะ-หยะ-ขะ-แหยง
ขยักขย่อน อ่านว่า ขะ-หยัก-ขะ-หย่อน
ขยุกขยิก อ่านว่า ขะ-หยุก-ขะ-หยิก
ขยุบขยิบ อ่านว่า ขะ-หยุบ-ขะ-หยิบ
ขวนขวาย อ่านว่า ขวน-ขวาย
ขษีณาศรพ อ่านว่า ขะ-สิ-นา-สบ
ขะมักเขม้น อ่านว่า ขะ-มัก-ขะ-เม่น, ขะ-หมัก-ขะ-เม่น
ขัดสมาธิ อ่านว่า ขัด-สะ-หมาด
โขยกเขยก อ่านว่า ขะ-โหยก-ขะ-เหยก
** ค **
คณนา อ่านว่า คะ-นะ-นา, คัน-นะ-นา, คน-นะ-นา
คณบดี อ่านว่า คะ-นะ-บอ-ดี
คณิตศาสตร์ อ่านว่า คะ-นิด-ตะ-สาด
คนธรรพ์ อ่านว่า คน-ทัน
คมนาคม อ่านว่า คะ-มะ-นา-คม, คม-มะ-นา-คม
ครหา อ่านว่า คะ-ระ-หา, คอ-ระ-หา
คริสตกาล อ่านว่า คริด-ตะ-กาน
คริสต์ศตวรรษ อ่านว่า คริด-สะ-ตะ-วัด
คริสตัง อ่านว่า คริด-ตัง
ครุภัณฑ์ อ่านว่า คะ-รุ-พัน
คหกรรมศาสตร์ อ่านว่า คะ-หะ-กำ-มะ-สาด
คุณค่า อ่านว่า คุน-นะ-ค่า, คุน-ค่า
คุณโทษอ่านว่า คุน-โทด
คุณธรรม อ่านว่า คุน-นะ-ทำ
คุณประโยชน์ อ่านว่า คุน-นะ-ประ-โหยด, คุน-ประ-โหยด
คุณภาพ อ่านว่า คุน-นะ-พาบ
คุณลักษณะ อ่านว่า คุน-นะ-ลัก-สะ-หนะ
คุณวิเศษอ่านว่า คุน-นะ-วิ-เสด
คุณวุฒิ อ่านว่า คุน-นะ-วุด-ทิ, คุน-นะ-วุด
คุณสมบัติ อ่านว่า คุน-นะ-สม-บัด, คุน-สม-บัด
** ฆ **
โฆษณา อ่านว่า โคด-สะ-นา
** จ **
จตุโลกบาล อ่านว่า จะ-ตุ-โลก-กะ-บาน
จรด อ่านว่า จะ-หรด
จรดพระนังคัล อ่านว่า จะ-หรด-พระ-นัง-คัน
จรรยา อ่านว่า จัน-ยา
จระเข้ อ่านว่า จอ-ระ-เข้
จลนศาสตร์ อ่านว่า จะ-ละ-นะ-สาด, จน-ละ-นะ-สาด
จักจั่น อ่านว่า จัก-กะ-จั่น
จั๊กจี้ อ่านว่า จั๊ก-กะ-จี้
จักรราศี อ่านว่า จัก-กระ-รา-สี
จัณฑาล อ่านว่า จัน-ทาน
จัตุสดมภ์ อ่านว่า จัด-ตุ-สะ-ดม
จันทรคติ อ่านว่า จัน-ทระ-คติ
จันทรคราส อ่านว่า จัน-ทระ-คราด
จันทรุปราคาอ่านว่า จัน-ทรุ-ปะ-รา-คา, จัน-ทะ-รุบ-ปะ-รา-คา
จิตนิยม อ่านว่า จิด-ตะ-นิ-ยม
จิตบำบัด อ่านว่า จิด-ตะ-บำ-บัด, จิด-บำ-บัด
จิตแพทย์ อ่านว่า จิด-ตะ-แพด
จิตรกรอ่านว่า จิด-ตะ-กอน
จิตรกรรม อ่านว่า จิด-ตระ-กำ
จิตวิทยา อ่านว่า จิด-ตะ-วิด-ทะ-ยา
จิตเวช อ่านว่า จิด-ตะ-เวด
จุติ อ่านว่า จุ-ติ, จุด-ติ
จุนสี อ่านว่า จุน-นะ-สี
จุลศักราช อ่านว่า จุน-ละ-สัก-กะ-หราด
เจตคติ อ่านว่า เจ-ตะ-คะ-ติ
เจตภูต อ่านว่า เจด-ตะ-พูด
เจตสิก อ่านว่า เจ-ตะ-สิก, เจด-ตะ-สิก
เจรจา อ่านว่า เจน-ระ-จา
โจรกรรม อ่านว่า โจ-ระ-กำ, โจน-ระ-กำ
โจรสลัด อ่านว่า โจน-สะ-หลัด
** โปรดติดตามในตอนที่ 2 ต่อไป **
บางครั้งทั้งเราทั้งครูก็ไม่แน่ใจ ไม่ให้เสียเวลา...มาเริ่มกันเลยดีกว่า
ตัวอย่างการเขียนคำอ่าน
** ก **
กกุธภัณฑ์ อ่านว่า กะ-กุด-ทะ-พัน
กฐินทาน อ่านว่า กะ-ถิน-นะ-ทาน
กรกฏ, กรกฎ อ่านว่า กอ-ระ-กด
กรกฎาคม อ่านว่า กะ-ระ-กะ-ดา-คม, กะ-รัก-กะ-ดา-คม
กรณี อ่านว่า กะ-ระ-นี, กอ-ระ-นี
กรณียกิจ อ่านว่า กะ-ระ-นี-ยะ-กิด, กอ-ระ-นี-ยะ-กิด
กรมการ อ่านว่า กรม-มะ-การ
กรมคลัง อ่านว่า กรม-มะ-คลัง
กรมท่า อ่านว่า กรม-มะ-ท่า
กรมธรรม์ อ่านว่า กรม-มะ-ทัน
กรมพระยา อ่านว่า กรม-พระ-ยา
กรมวัง อ่านว่า กรม-มะ-วัง
กรมสมเด็จ อ่านว่า กรม-สม-เด็ด
กรมหมื่น อ่านว่า กรม-มะ-หมื่น
กรมหลวง อ่านว่า กรม-มะ-หลวง
กรรมวิธี อ่านว่า กำ-มะ-วิ-ที
กรรมาชีพ อ่านว่า กำ-มา-ชีบ **
กรรมาธิการ อ่านว่า กำ-มา-ทิ-กาน **
กริยา อ่านว่า กริ-ยา, กะ-ริ-ยา
กฤดาภินิหาร อ่านว่า กรึ-ดา-พิ-นิ-หาน, กริ-ดา-พิ-นิ-หาน
กลไก อ่านว่า กน-ไก
กลวิธี อ่านว่า กน-ละ-วิ-ที
กลอักษร อ่านว่า กน-อัก-สอน, กน-ละ-อัก-สอน
กลอุบาย อ่านว่า กน-อุ-บาย
กักขฬะ อ่านว่า กัก-ขะ-หละ
กัลปพฤกษ์ อ่านว่า กัน-ละ-ปะ-พรึก
กามกรีฑา อ่านว่า กาม-มะ-กรี-ทา
กามคุณ อ่านว่า กาม-มะ-คุน
กามตัณหา อ่านว่า กาม-มะ-ตัน-หา
กามราคะ อ่านว่า กาม-มะ-รา-คะ
กามโรค อ่านว่า กาม-มะ-โรก
กามวิตถาร อ่านว่า กาม-วิด-ถาน
กายภาพ อ่านว่า กาย-ยะ-พาบ
กาลกิณี อ่านว่า กา-ละ-กิ-นี, กาน-ละ-กิ-นี
กาลกิริยา อ่านว่า กา-ละ-กิ-ริ-ยา, กาน-กิ-ริ-ยา
กาลเวลา อ่านว่า กาน-เว-ลา
กาลสมัย อ่านว่า กา-ละ-สะ-ไหม, กาน-ละ-สะ-ไหม
กาสาวพัสตร์ อ่านว่า กา-สา-วะ-พัด
กาฬโรค อ่านว่า กาน-ละ-โรก, กา-ละ-โรก
กำเนิด อ่านว่า กำ-เหนิด
กำสรด อ่านว่า กำ-สด
กำสรวล อ่านว่า กำ-สวน
กิจกรรม อ่านว่า กิด-จะ-กำ
กิจการ อ่านว่า กิด-จะ-กาน
กิตติมศักดิ์ อ่านว่า กิด-ติ-มะ-สัก
กุลธิดา อ่านว่า กุน-ละ-ทิ-ดา
กลุสตรี อ่านว่า กุน-ละ-สัด-ตรี
กุศลกรรม อ่านว่า กุ-สน-ละ-กำ
กุศโลบาย อ่านว่า กุ-สะ-โล-บาย, กุด-สะ-โล-บาย
เกษตรกร อ่านว่า กะ-เสด-ตระ-กอน
เกษตรกรรม อ่านว่า กะ-เสด-ตระ-กำ
เกษตรศาสตร์ อ่านว่า กะ-เสด-ตระ-สาด
เกียรติคุณ อ่านว่า เกียด-ติ-คุน
เกียรตินิยม อ่านว่า เกียด-นิ-ยม
เกียรติประวัติ อ่านว่า เกียด-ติ-ประ-หวัด, เกียด-ประ-หวัด
เกียรติภูมิ อ่านว่า เกียด-ติ-พูม
เกียรติยศ อ่านว่า เกียด-ติ-ยด
เกียรติศักดิ์ อ่านว่า เกียด-ติ-สัก
** ข **
ขมีขมัน อ่านว่า ขะ-หมี-ขะ-หมัน
ขมุกขมัว อ่านว่า ขะ-หมุก-ขะ-หมัว
ขมุบขมิบ อ่านว่า ขะ-หมุบ-ขะ-หมิบ
ขยะแขยง อ่านว่า ขะ-หยะ-ขะ-แหยง
ขยักขย่อน อ่านว่า ขะ-หยัก-ขะ-หย่อน
ขยุกขยิก อ่านว่า ขะ-หยุก-ขะ-หยิก
ขยุบขยิบ อ่านว่า ขะ-หยุบ-ขะ-หยิบ
ขวนขวาย อ่านว่า ขวน-ขวาย
ขษีณาศรพ อ่านว่า ขะ-สิ-นา-สบ
ขะมักเขม้น อ่านว่า ขะ-มัก-ขะ-เม่น, ขะ-หมัก-ขะ-เม่น
ขัดสมาธิ อ่านว่า ขัด-สะ-หมาด
โขยกเขยก อ่านว่า ขะ-โหยก-ขะ-เหยก
** ค **
คณนา อ่านว่า คะ-นะ-นา, คัน-นะ-นา, คน-นะ-นา
คณบดี อ่านว่า คะ-นะ-บอ-ดี
คณิตศาสตร์ อ่านว่า คะ-นิด-ตะ-สาด
คนธรรพ์ อ่านว่า คน-ทัน
คมนาคม อ่านว่า คะ-มะ-นา-คม, คม-มะ-นา-คม
ครหา อ่านว่า คะ-ระ-หา, คอ-ระ-หา
คริสตกาล อ่านว่า คริด-ตะ-กาน
คริสต์ศตวรรษ อ่านว่า คริด-สะ-ตะ-วัด
คริสตัง อ่านว่า คริด-ตัง
ครุภัณฑ์ อ่านว่า คะ-รุ-พัน
คหกรรมศาสตร์ อ่านว่า คะ-หะ-กำ-มะ-สาด
คุณค่า อ่านว่า คุน-นะ-ค่า, คุน-ค่า
คุณโทษอ่านว่า คุน-โทด
คุณธรรม อ่านว่า คุน-นะ-ทำ
คุณประโยชน์ อ่านว่า คุน-นะ-ประ-โหยด, คุน-ประ-โหยด
คุณภาพ อ่านว่า คุน-นะ-พาบ
คุณลักษณะ อ่านว่า คุน-นะ-ลัก-สะ-หนะ
คุณวิเศษอ่านว่า คุน-นะ-วิ-เสด
คุณวุฒิ อ่านว่า คุน-นะ-วุด-ทิ, คุน-นะ-วุด
คุณสมบัติ อ่านว่า คุน-นะ-สม-บัด, คุน-สม-บัด
** ฆ **
โฆษณา อ่านว่า โคด-สะ-นา
** จ **
จตุโลกบาล อ่านว่า จะ-ตุ-โลก-กะ-บาน
จรด อ่านว่า จะ-หรด
จรดพระนังคัล อ่านว่า จะ-หรด-พระ-นัง-คัน
จรรยา อ่านว่า จัน-ยา
จระเข้ อ่านว่า จอ-ระ-เข้
จลนศาสตร์ อ่านว่า จะ-ละ-นะ-สาด, จน-ละ-นะ-สาด
จักจั่น อ่านว่า จัก-กะ-จั่น
จั๊กจี้ อ่านว่า จั๊ก-กะ-จี้
จักรราศี อ่านว่า จัก-กระ-รา-สี
จัณฑาล อ่านว่า จัน-ทาน
จัตุสดมภ์ อ่านว่า จัด-ตุ-สะ-ดม
จันทรคติ อ่านว่า จัน-ทระ-คติ
จันทรคราส อ่านว่า จัน-ทระ-คราด
จันทรุปราคาอ่านว่า จัน-ทรุ-ปะ-รา-คา, จัน-ทะ-รุบ-ปะ-รา-คา
จิตนิยม อ่านว่า จิด-ตะ-นิ-ยม
จิตบำบัด อ่านว่า จิด-ตะ-บำ-บัด, จิด-บำ-บัด
จิตแพทย์ อ่านว่า จิด-ตะ-แพด
จิตรกรอ่านว่า จิด-ตะ-กอน
จิตรกรรม อ่านว่า จิด-ตระ-กำ
จิตวิทยา อ่านว่า จิด-ตะ-วิด-ทะ-ยา
จิตเวช อ่านว่า จิด-ตะ-เวด
จุติ อ่านว่า จุ-ติ, จุด-ติ
จุนสี อ่านว่า จุน-นะ-สี
จุลศักราช อ่านว่า จุน-ละ-สัก-กะ-หราด
เจตคติ อ่านว่า เจ-ตะ-คะ-ติ
เจตภูต อ่านว่า เจด-ตะ-พูด
เจตสิก อ่านว่า เจ-ตะ-สิก, เจด-ตะ-สิก
เจรจา อ่านว่า เจน-ระ-จา
โจรกรรม อ่านว่า โจ-ระ-กำ, โจน-ระ-กำ
โจรสลัด อ่านว่า โจน-สะ-หลัด
** โปรดติดตามในตอนที่ 2 ต่อไป **
6 ก.ย. 2554
การสมาสและการสนธิคำ
ในหัวข้อนี้เป็นเรื่องของวิธีการสร้างคำโดยการสมาสและการสนธิ
คำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต โดยปกติการสร้างคำใหม่โดย
วิธีการคำในภาษาอื่นมาใช้มีหลายวิธี เช่น การใช้อุปสรรค,
การใช้ปัจจัย, การใช้วิภัตติ, การสมาส, การสนธิ, การแผลงคำ
แต่ในตอนนี้จะให้ดูเฉพาะการสมาสและการสนธิคำก่อน
การสมาส
สมาส คือ วิธีการผสมคำ ของภาษาบาลีและสันสกฤต ไทยได้นำ
มาดัดแปลงเป็นวิธีการสมาสแบบภาษาไทย โดยมีหลักดังนี้
1. ต้องเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น เช่น
ราชการ ราชครู ราชทูต ราชบุตร ราชโอรส
2. ศัพท์ประกอบไว้หน้า ศัพท์หลักไว้หลัง เช่น
ปฐมเจดีย์ ภารกิจ สัตโลหะ อุดมคติ อุดมศึกษา
3. แปลความหมายจากหลังมาหน้า เช่น
ชัยภูมิ = ที่ตั้งทัพที่ทำ ให้ได้รับชัยชนะ
ยุทธวิธี = วิธีการทำ สงคราม
วาทศิลป์ = ศิลปะการพูด
วีรบุรุษ = บุรุษผู้กล้าหาญ
อักษรศาสตร์ = วิชาว่าด้วยตัวหนังสือ
4. ท้ายศัพท์ตัวแรกห้ามใส่รูปสระ อะ และตัวการันต์ เช่น
กาลเทศะ ไม่ใช่ กาละเทศะ
กิจการ ไม่ใช่ กิจะการ
ธุรการ ไม่ใช่ ธุระการ
แพทยศาสตร์ ไม่ใช่ แพทย์ศาสตร์
มนุษยธรรม ไม่ใช่ มนุษย์ธรรม
วารดิถี - ไม่ใช่ วาระดิถี
5. ต้องออกเสียงสระที่ท้ายศัพท์ตัวแรก
เกษตรกรรม อ่านว่า กะ – เสด – ตระ - กำ
ธาตุเจดีย์ อ่านว่า ทา – ตุ – เจ - ดี
ประวัติศาสตร์ อ่านว่า ประ – หวัด – ติ - สาด
สิทธิบัตร อ่านว่า สิด – ทิ - บัด
อุณหภูมิ อ่านว่า อุน – หะ - พูม
ยกเว้นบางคำ อ่านตามความนิยมโดยไม่ออกเสียงสระ
เช่น สุขศาลา ชาตินิยม ไตรรัตน์ บุรุษเพศ ชลบุรี
ธนบุรี ธาตุวิเคราะห์ สุภาพบุรุษ
6. คำ ว่า วร, พระ ตามด้วยภาษาบาลีสันสกฤตถือเป็นคำสมาส
เพราะ พระ แผลงมาจาก วร เช่น
พระกรรณ พระนลาภ พระนาสิก พระเนตร พระบัปผาสะ
พระบาท พระเสโท พระหทัย พระองค์ พระโอษฐ์
แต่คำว่า พระ ที่ประสมกับคำในภาษาอื่นไม่ถือคำสมาส เช่น
พระเก้าอี้ พระขนง พระขนน พระเขนย พระโธรน
พระสุหร่าย พระอู่
การสนธิ
การสนธิ คือการประสมคำของภาษาบาลีสันสกฤตถือว่า
เป็นคำ สมาสชนิดหนึ่งแต่เป็นคำสมาสที่มีการเปลี่ยนแปลง
รูปศัพท์ ไทยนำ มาดัดแปลงเป็นการสนธิแบบไทย โดยมีหลักดังนี้
1. ต้องเป็นคำ ที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น
2. ศัพท์ประกอบไว้หน้า ศัพท์หลักไว้หลัง
3. แปลจากหลังมาหน้า
4. ถ้าเป็นสระสนธิ ศัพท์ตัวหลังจะขึ้นต้นด้วย ตัว อ
5.มีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์ตามหลักที่จะกล่าวต่อไป
การสนธิ มีอยู่ 3 ชนิด คือ สระสนธิ พยัญชนะสนธิ นฤคหิตสนธิ
1. สระสนธิ คือ การนำ คำ บาลีสันสกฤตมาสนธิกับคำ
ที่ขึ้นต้นด้วยสระ มีหลักดังนี้
1.1) ตัดสระท้ายคำหน้าใช้สระหน้าคำหลัง เช่น
ขีปน + อาวุธ เป็น ขีปนาวุธ คทา + อาวุธ เป็น คทาวุธ
จินต + อาการ เป็น จินตนาการ ชล + อาลัย เป็น ชลาลัย
ทรัพย + อากร เป็น ทรัพยากร เทว + อาลัย เป็น เทวาลัย
ประชา + อากร เป็น ประชากร พุทธ + โอวาท เป็น พุทโธวาท
มหา + อรรณพ เป็น มหรรณพ มหา + อัศจรรย์ เป็น มหัศจรรย์
มหา + ไอศวรรย์ เป็น มไหสวรรค์ วชิร + อาวุธ เป็น วชิราวุธ
วร + โอกาส เป็น วโรกาส วิทย + อาการ เป็น วิทยาการ
วิทย + อาลัย เป็น วิทยาลัย ศิลป + อากร เป็น ศิลปากร
อน + เอก เป็น อเนก
1.2) ตัดสระท้ายคำหน้าใช้สระหน้าคำหลัง แต่เปลี่ยนสระหน้าคำหลัง
จาก อะ เป็น อา จาก อิ เป็น เอ จาก อุ เป็น อู, โอ เสียก่อน เช่น
** ราช + อธิราช เปลี่ยน อะ หลัง เป็น อา แล้วสนธิเป็น ราชาธิราช
คำอื่นเช่น
ประชา + อธิปไตย เป็น ประชาธิปไตย
ธรรม + อธิปไตย เป็น ธรรมาธิปไตย
เทศ + อภิบาล เป็น เทศาภิบาล
ธรรม + อธรรม เป็น ธรรมาธรรม
ทูต + อนุทูต เป็น ทูตานุทูต
ฐาน + อนุกรม เป็น ฐานานุกรม
** ราม + อิศวร เปลี่ยน อิ หลัง เป็น เอ แล้วสนธิเป็น ราเมศวร
คำอื่นเช่น
ปรม + อินทร์ เป็น ปรเมนทร์
นร + อิศวร เป็น นเรศวร
นร + อินทร์ เป็น นเรนทร์
มหา + อิสี เป็น มเหสี
ยกเว้นบางคำเช่น
ภูมิ + อินทร์ เป็น ภูมินทร์
กรี + อินทร์ เป็น กรินทร์
โกสี + อินทร์ เป็น โกสินทร์
** ราช + อุปโภค เปลี่ยน อุ หลัง เป็น อู สนธิเป็น ราชูปโภค
** ราช + อุบาย เปลี่ยน อุ หลัง เป็น โอ สนธิเป็น ราโชบาย
คุณ + อุปการ เป็น คุณูปการ
ชล + อุทร เป็น ชโลทร
นย + อุบาย เป็น นโยบาย
ราช + อุทิศ เป็น ราชูทิศ
ราช + อุปถัมภ์ เป็น ราชูปถัมภ์
ราชินี + อุปถัมภ์ เป็น ราชินูปถัมภ์
สาธารณ + อุปโภค เป็น สาธารณูปโภค
ยกเว้น มัคค + อุเทศก์ – มัคคุเทศก์
1.3) เปลี่ยนสระที่ท้ายคำหน้าจาก อิ อี เป็น ย จาก อุ อู เป็น ว
รติ + อารมณ์ เปลี่ยน อิ เป็น ย จะได้ รตย สนธิเป็น รตยารมณ์,รัตยารมณ์
คำอื่นเช่น
สามัคคี + อาจารย์ เป็น สามัคยาจารย์
อัคคี + โอภาส เป็น อัคโยภาส
รังสี + โอภาส เป็น รังสโยภาส
อธิ + อาศัย เป็น อัธยาศัย
ราชินี + อนุสรณ์ เป็น ราชินยานุสรณ์
ยกเว้น
หัตถี + อาจารย์ เป็น หัตถาจารย์
ศักดิ + อานุภาพ เป็น ศักดานุภาพ
** ธนู + อาคม เปลี่ยน อู เป็น ว เป็น ธนว สนธิเป็น ธันวาคม
เหตุ + อเนกรรถ เป็น เหตวาเนกรรถ
สินธุ + อานนท์ เป็น สินธวานนท์
จตุ + อังค์ เป็น จัตวางค์
2. พยัญชนะสนธิ คือ คำ บาลีสันสกฤตที่นำ มาสนธิกับพยัญชนะ
มีหลักดังนี้
2.1) คำ ที่ลงท้ายด้วย ส สนธิกับพยัญชนะ เปลี่ยน ส เป็น โ เช่น
มนัส + ธรรม เป็น มโนธรรม
มนัส + มัย เป็น มโนมัย
มนัส + กรรม เป็น มโนกรรม
มนัส + คติ เป็น มโนคติ
รหัส + ฐาน เป็น รโหฐาน
2.2) อุปสรรค ทุสุ กัน นิสุ สนธิกับพยัญชนะ เปลี่ยน ส เป็น ร เช่น
ทุส + กรรม เป็น ทุรกรรม, ทรกรรม
ทุส + กันดาร เป็น ทุรกันดาร
ทุส + ชน เป็น ทุรชน, ทรชน
ทุส + พล เป็น ทุรพล, ทรพล
ทุส + พิษ เป็น ทุรพิษ, ทรพิษ
ทุส + ยศ เป็น ทุรยศ, ทรยศ
ทุส + ยุค เป็น ทุรยุค, ทรยุค
ทุส + ราชย์ เป็น ทุรราชย์, ทรราช
ทุส + ลักษณ์ เป็น ทุรลักษณ์, ทรลักษณ์
นิส + กรรม เป็น นิรกรรม
นิส + คุณ เป็น นิรคุณ, เนรคุณ
นิส + ทุกข์ เป็น นิรทุกข์
นิส + เทศ เป็น นิรเทศ, เนรเทศ
นิส + โทษ เป็น นิรโทษ
นิส + ภัย เป็น นิรภัย
นิส + อาศ เป็น นิราศ
3. นฤคหิตสนธิ คือ คำ บาลีสันสกฤตที่นำ มาสนธิกับ นฤคหิต
มีหลักดังนี้
3.1) นฤคหิต สนธิกับสร เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ม เช่น
สํ + อาคม เป็น สมาคม สํ + อิทธิ เป็น สมิทธิ
สํ + อาทาน เป็น สมาทาน สํ + ฤทธิ์ เป็น สัมฤทธิ์
สํ + อาบัติ เป็น สมาบัติ สํ + อาโยค เป็น สมาโยค
สํ + อุจเฉท เป็น สมุจเฉท สํ + อุทัย เป็น สมุทัย
3.2) นฤคหิต สนธิกับพยัญชนะวรรค เปลี่ยน นฤคหิต
เป็น พยัญชนะท้ายวรรค
** สนธิกับวรรค กะ เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ง เช่น
สํ + กร เป็น สังกร สํ + เกต เป็น สังเกต
สํ + ขาร เป็น สังขาร สํ + คม เป็น สังคม
สํ + คีต เป็น สังคีต สํ + ฆาฏิ เป็น สังฆาฏิ
**สนธิกับวรรค จะ เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ญ เช่น
สํ + จร เป็น สัญจร สํ + ชาติ เป็น สัญชาติ
สํ + ญา เป็น สัญญา สํ + ญาณ เป็น สัญญาณ
** สนธิกับวรรค ฏะ เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ณ เช่น
สํ + ฐาน เป็น สัณฐาน สํ + ฐิติ เป็น สัณฐิติ
** สนธิกับวรรค ตะ เปลี่ยน นฤคหิต เป็น น เช่น
สํ + ดาน เป็น สันดาน สํ + เทศ เป็น สันเทศ,สนเทศ
สํ + นิบาต เป็น สันนิบาต สํ + นิวาส เป็น สันนิวาส
สํ + โดษ เป็น สันโดษ สํ + ดาป เป็น สันดาป
** สนธิกับวรรค ปะ เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ม เช่น
สํ + บัติ เป็น สมบัติ สํ + บูรณ์ เป็น สมบูรณ์
สํ + ปทา เป็น สัมปทา สํ + ปทาน เป็น สัมปทาน
สํ + ผัส เป็น สัมผัส สํ + พล เป็น สัมพล
สํ + พันธ์ เป็น สัมพันธ์ สํ + พงศ์ เป็น สมพงศ์
สํ +พุทธ เป็น สัมพุทธ สํ + เพช เป็น สมเพช
สํ + ภพ เป็น สมภพ
3.3) นฤคหิตสนธิกับเศษวรรค เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ง ก่อนสนธิ เช่น
สํ + โยค เป็น สังโยค สํ + วร เป็น สังวร
สํ + หรณ์ เป็น สังหรณ์ สํ + วาส เป็น สังวาส
สํ + สิทธิ เป็น สังสิทธิ สํ + หาร เป็น สังหาร
* * * * *
คำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต โดยปกติการสร้างคำใหม่โดย
วิธีการคำในภาษาอื่นมาใช้มีหลายวิธี เช่น การใช้อุปสรรค,
การใช้ปัจจัย, การใช้วิภัตติ, การสมาส, การสนธิ, การแผลงคำ
แต่ในตอนนี้จะให้ดูเฉพาะการสมาสและการสนธิคำก่อน
การสมาส
สมาส คือ วิธีการผสมคำ ของภาษาบาลีและสันสกฤต ไทยได้นำ
มาดัดแปลงเป็นวิธีการสมาสแบบภาษาไทย โดยมีหลักดังนี้
1. ต้องเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น เช่น
ราชการ ราชครู ราชทูต ราชบุตร ราชโอรส
2. ศัพท์ประกอบไว้หน้า ศัพท์หลักไว้หลัง เช่น
ปฐมเจดีย์ ภารกิจ สัตโลหะ อุดมคติ อุดมศึกษา
3. แปลความหมายจากหลังมาหน้า เช่น
ชัยภูมิ = ที่ตั้งทัพที่ทำ ให้ได้รับชัยชนะ
ยุทธวิธี = วิธีการทำ สงคราม
วาทศิลป์ = ศิลปะการพูด
วีรบุรุษ = บุรุษผู้กล้าหาญ
อักษรศาสตร์ = วิชาว่าด้วยตัวหนังสือ
4. ท้ายศัพท์ตัวแรกห้ามใส่รูปสระ อะ และตัวการันต์ เช่น
กาลเทศะ ไม่ใช่ กาละเทศะ
กิจการ ไม่ใช่ กิจะการ
ธุรการ ไม่ใช่ ธุระการ
แพทยศาสตร์ ไม่ใช่ แพทย์ศาสตร์
มนุษยธรรม ไม่ใช่ มนุษย์ธรรม
วารดิถี - ไม่ใช่ วาระดิถี
5. ต้องออกเสียงสระที่ท้ายศัพท์ตัวแรก
เกษตรกรรม อ่านว่า กะ – เสด – ตระ - กำ
ธาตุเจดีย์ อ่านว่า ทา – ตุ – เจ - ดี
ประวัติศาสตร์ อ่านว่า ประ – หวัด – ติ - สาด
สิทธิบัตร อ่านว่า สิด – ทิ - บัด
อุณหภูมิ อ่านว่า อุน – หะ - พูม
ยกเว้นบางคำ อ่านตามความนิยมโดยไม่ออกเสียงสระ
เช่น สุขศาลา ชาตินิยม ไตรรัตน์ บุรุษเพศ ชลบุรี
ธนบุรี ธาตุวิเคราะห์ สุภาพบุรุษ
6. คำ ว่า วร, พระ ตามด้วยภาษาบาลีสันสกฤตถือเป็นคำสมาส
เพราะ พระ แผลงมาจาก วร เช่น
พระกรรณ พระนลาภ พระนาสิก พระเนตร พระบัปผาสะ
พระบาท พระเสโท พระหทัย พระองค์ พระโอษฐ์
แต่คำว่า พระ ที่ประสมกับคำในภาษาอื่นไม่ถือคำสมาส เช่น
พระเก้าอี้ พระขนง พระขนน พระเขนย พระโธรน
พระสุหร่าย พระอู่
การสนธิ
การสนธิ คือการประสมคำของภาษาบาลีสันสกฤตถือว่า
เป็นคำ สมาสชนิดหนึ่งแต่เป็นคำสมาสที่มีการเปลี่ยนแปลง
รูปศัพท์ ไทยนำ มาดัดแปลงเป็นการสนธิแบบไทย โดยมีหลักดังนี้
1. ต้องเป็นคำ ที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น
2. ศัพท์ประกอบไว้หน้า ศัพท์หลักไว้หลัง
3. แปลจากหลังมาหน้า
4. ถ้าเป็นสระสนธิ ศัพท์ตัวหลังจะขึ้นต้นด้วย ตัว อ
5.มีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์ตามหลักที่จะกล่าวต่อไป
การสนธิ มีอยู่ 3 ชนิด คือ สระสนธิ พยัญชนะสนธิ นฤคหิตสนธิ
1. สระสนธิ คือ การนำ คำ บาลีสันสกฤตมาสนธิกับคำ
ที่ขึ้นต้นด้วยสระ มีหลักดังนี้
1.1) ตัดสระท้ายคำหน้าใช้สระหน้าคำหลัง เช่น
ขีปน + อาวุธ เป็น ขีปนาวุธ คทา + อาวุธ เป็น คทาวุธ
จินต + อาการ เป็น จินตนาการ ชล + อาลัย เป็น ชลาลัย
ทรัพย + อากร เป็น ทรัพยากร เทว + อาลัย เป็น เทวาลัย
ประชา + อากร เป็น ประชากร พุทธ + โอวาท เป็น พุทโธวาท
มหา + อรรณพ เป็น มหรรณพ มหา + อัศจรรย์ เป็น มหัศจรรย์
มหา + ไอศวรรย์ เป็น มไหสวรรค์ วชิร + อาวุธ เป็น วชิราวุธ
วร + โอกาส เป็น วโรกาส วิทย + อาการ เป็น วิทยาการ
วิทย + อาลัย เป็น วิทยาลัย ศิลป + อากร เป็น ศิลปากร
อน + เอก เป็น อเนก
1.2) ตัดสระท้ายคำหน้าใช้สระหน้าคำหลัง แต่เปลี่ยนสระหน้าคำหลัง
จาก อะ เป็น อา จาก อิ เป็น เอ จาก อุ เป็น อู, โอ เสียก่อน เช่น
** ราช + อธิราช เปลี่ยน อะ หลัง เป็น อา แล้วสนธิเป็น ราชาธิราช
คำอื่นเช่น
ประชา + อธิปไตย เป็น ประชาธิปไตย
ธรรม + อธิปไตย เป็น ธรรมาธิปไตย
เทศ + อภิบาล เป็น เทศาภิบาล
ธรรม + อธรรม เป็น ธรรมาธรรม
ทูต + อนุทูต เป็น ทูตานุทูต
ฐาน + อนุกรม เป็น ฐานานุกรม
** ราม + อิศวร เปลี่ยน อิ หลัง เป็น เอ แล้วสนธิเป็น ราเมศวร
คำอื่นเช่น
ปรม + อินทร์ เป็น ปรเมนทร์
นร + อิศวร เป็น นเรศวร
นร + อินทร์ เป็น นเรนทร์
มหา + อิสี เป็น มเหสี
ยกเว้นบางคำเช่น
ภูมิ + อินทร์ เป็น ภูมินทร์
กรี + อินทร์ เป็น กรินทร์
โกสี + อินทร์ เป็น โกสินทร์
** ราช + อุปโภค เปลี่ยน อุ หลัง เป็น อู สนธิเป็น ราชูปโภค
** ราช + อุบาย เปลี่ยน อุ หลัง เป็น โอ สนธิเป็น ราโชบาย
คุณ + อุปการ เป็น คุณูปการ
ชล + อุทร เป็น ชโลทร
นย + อุบาย เป็น นโยบาย
ราช + อุทิศ เป็น ราชูทิศ
ราช + อุปถัมภ์ เป็น ราชูปถัมภ์
ราชินี + อุปถัมภ์ เป็น ราชินูปถัมภ์
สาธารณ + อุปโภค เป็น สาธารณูปโภค
ยกเว้น มัคค + อุเทศก์ – มัคคุเทศก์
1.3) เปลี่ยนสระที่ท้ายคำหน้าจาก อิ อี เป็น ย จาก อุ อู เป็น ว
รติ + อารมณ์ เปลี่ยน อิ เป็น ย จะได้ รตย สนธิเป็น รตยารมณ์,รัตยารมณ์
คำอื่นเช่น
สามัคคี + อาจารย์ เป็น สามัคยาจารย์
อัคคี + โอภาส เป็น อัคโยภาส
รังสี + โอภาส เป็น รังสโยภาส
อธิ + อาศัย เป็น อัธยาศัย
ราชินี + อนุสรณ์ เป็น ราชินยานุสรณ์
ยกเว้น
หัตถี + อาจารย์ เป็น หัตถาจารย์
ศักดิ + อานุภาพ เป็น ศักดานุภาพ
** ธนู + อาคม เปลี่ยน อู เป็น ว เป็น ธนว สนธิเป็น ธันวาคม
เหตุ + อเนกรรถ เป็น เหตวาเนกรรถ
สินธุ + อานนท์ เป็น สินธวานนท์
จตุ + อังค์ เป็น จัตวางค์
2. พยัญชนะสนธิ คือ คำ บาลีสันสกฤตที่นำ มาสนธิกับพยัญชนะ
มีหลักดังนี้
2.1) คำ ที่ลงท้ายด้วย ส สนธิกับพยัญชนะ เปลี่ยน ส เป็น โ เช่น
มนัส + ธรรม เป็น มโนธรรม
มนัส + มัย เป็น มโนมัย
มนัส + กรรม เป็น มโนกรรม
มนัส + คติ เป็น มโนคติ
รหัส + ฐาน เป็น รโหฐาน
2.2) อุปสรรค ทุสุ กัน นิสุ สนธิกับพยัญชนะ เปลี่ยน ส เป็น ร เช่น
ทุส + กรรม เป็น ทุรกรรม, ทรกรรม
ทุส + กันดาร เป็น ทุรกันดาร
ทุส + ชน เป็น ทุรชน, ทรชน
ทุส + พล เป็น ทุรพล, ทรพล
ทุส + พิษ เป็น ทุรพิษ, ทรพิษ
ทุส + ยศ เป็น ทุรยศ, ทรยศ
ทุส + ยุค เป็น ทุรยุค, ทรยุค
ทุส + ราชย์ เป็น ทุรราชย์, ทรราช
ทุส + ลักษณ์ เป็น ทุรลักษณ์, ทรลักษณ์
นิส + กรรม เป็น นิรกรรม
นิส + คุณ เป็น นิรคุณ, เนรคุณ
นิส + ทุกข์ เป็น นิรทุกข์
นิส + เทศ เป็น นิรเทศ, เนรเทศ
นิส + โทษ เป็น นิรโทษ
นิส + ภัย เป็น นิรภัย
นิส + อาศ เป็น นิราศ
3. นฤคหิตสนธิ คือ คำ บาลีสันสกฤตที่นำ มาสนธิกับ นฤคหิต
มีหลักดังนี้
3.1) นฤคหิต สนธิกับสร เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ม เช่น
สํ + อาคม เป็น สมาคม สํ + อิทธิ เป็น สมิทธิ
สํ + อาทาน เป็น สมาทาน สํ + ฤทธิ์ เป็น สัมฤทธิ์
สํ + อาบัติ เป็น สมาบัติ สํ + อาโยค เป็น สมาโยค
สํ + อุจเฉท เป็น สมุจเฉท สํ + อุทัย เป็น สมุทัย
3.2) นฤคหิต สนธิกับพยัญชนะวรรค เปลี่ยน นฤคหิต
เป็น พยัญชนะท้ายวรรค
** สนธิกับวรรค กะ เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ง เช่น
สํ + กร เป็น สังกร สํ + เกต เป็น สังเกต
สํ + ขาร เป็น สังขาร สํ + คม เป็น สังคม
สํ + คีต เป็น สังคีต สํ + ฆาฏิ เป็น สังฆาฏิ
**สนธิกับวรรค จะ เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ญ เช่น
สํ + จร เป็น สัญจร สํ + ชาติ เป็น สัญชาติ
สํ + ญา เป็น สัญญา สํ + ญาณ เป็น สัญญาณ
** สนธิกับวรรค ฏะ เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ณ เช่น
สํ + ฐาน เป็น สัณฐาน สํ + ฐิติ เป็น สัณฐิติ
** สนธิกับวรรค ตะ เปลี่ยน นฤคหิต เป็น น เช่น
สํ + ดาน เป็น สันดาน สํ + เทศ เป็น สันเทศ,สนเทศ
สํ + นิบาต เป็น สันนิบาต สํ + นิวาส เป็น สันนิวาส
สํ + โดษ เป็น สันโดษ สํ + ดาป เป็น สันดาป
** สนธิกับวรรค ปะ เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ม เช่น
สํ + บัติ เป็น สมบัติ สํ + บูรณ์ เป็น สมบูรณ์
สํ + ปทา เป็น สัมปทา สํ + ปทาน เป็น สัมปทาน
สํ + ผัส เป็น สัมผัส สํ + พล เป็น สัมพล
สํ + พันธ์ เป็น สัมพันธ์ สํ + พงศ์ เป็น สมพงศ์
สํ +พุทธ เป็น สัมพุทธ สํ + เพช เป็น สมเพช
สํ + ภพ เป็น สมภพ
3.3) นฤคหิตสนธิกับเศษวรรค เปลี่ยน นฤคหิต เป็น ง ก่อนสนธิ เช่น
สํ + โยค เป็น สังโยค สํ + วร เป็น สังวร
สํ + หรณ์ เป็น สังหรณ์ สํ + วาส เป็น สังวาส
สํ + สิทธิ เป็น สังสิทธิ สํ + หาร เป็น สังหาร
* * * * *
4 ก.ย. 2554
คำที่มาจากบาลี-สันสกฤต
ครูรวบรวมคำมาจากคำบาลีและสันสกฤตมาให้ดูกันอีกรอบ
ตัวอย่างคำที่มาจากบาลี
กิริยา กีฬา ขณะ จริยา จุฬา ญาณ ญาติ ฐาน
ฐาปนา ตัณหา ถาวร ทุกข์ นิจ นิพพาน นิสิต
บุญ ปฏิเสธ ปฐม ปัจฉิม ปิตุ มัจฉา มัจฉา
มัชฌิมา โมลี รังสี รัฐ เรขา วชิระ วัฒนา
วิชชา วิชา วิตถาร วุฑฒิ เวช สงฆ์ สมภาร
สัจจะ สันติ สามัญ สามี สาวก สิกขา สิทธิ
เสนา อัคคี อิสิ อุตุ โอสถ โอฬาร
ตัวอย่างคำที่มาจากสันสกฤต
กรรม กระดาษ กรีฑา กฤษณา กษัตริย์
เกษตร เกษม เกษียณ เกษียร ครุฑ
คฤหาสน์ ดรรชนี ดาษดา ธรรมศาสตร์
เนตร บำราศ ประจิม ประพฤติ ปราณี
ปราศ พฤกษ์ พฤศจิกายน พฤษภ พัสดุ
พิศ พิษ พิสดาร ภัสดา มนุษย์ มฤตยู
มัธยม รัศมี ราษฎร ฤทธิ์ ฤษี เลขา
เลิศ วัชระ วิทยา วิทยุ วิศาล วิเศษ
วิเศษ ศรี ศอก ศากยะ ศาสนา
ศิลปากร ศึก ศึกษาศาสตร์ สตรี
สวรรค์ สวามี สัตย์ สัตว์ เสนา เสวก
หฤทัย อภิเษก อยุธยา อัคนี อังกฤษ
อัศจรรย์ อาญา อาศรม อาศัย อินทร์
อิศวร โอษฐ์
* * * * *
ตัวอย่างคำที่มาจากบาลี
กิริยา กีฬา ขณะ จริยา จุฬา ญาณ ญาติ ฐาน
ฐาปนา ตัณหา ถาวร ทุกข์ นิจ นิพพาน นิสิต
บุญ ปฏิเสธ ปฐม ปัจฉิม ปิตุ มัจฉา มัจฉา
มัชฌิมา โมลี รังสี รัฐ เรขา วชิระ วัฒนา
วิชชา วิชา วิตถาร วุฑฒิ เวช สงฆ์ สมภาร
สัจจะ สันติ สามัญ สามี สาวก สิกขา สิทธิ
เสนา อัคคี อิสิ อุตุ โอสถ โอฬาร
ตัวอย่างคำที่มาจากสันสกฤต
กรรม กระดาษ กรีฑา กฤษณา กษัตริย์
เกษตร เกษม เกษียณ เกษียร ครุฑ
คฤหาสน์ ดรรชนี ดาษดา ธรรมศาสตร์
เนตร บำราศ ประจิม ประพฤติ ปราณี
ปราศ พฤกษ์ พฤศจิกายน พฤษภ พัสดุ
พิศ พิษ พิสดาร ภัสดา มนุษย์ มฤตยู
มัธยม รัศมี ราษฎร ฤทธิ์ ฤษี เลขา
เลิศ วัชระ วิทยา วิทยุ วิศาล วิเศษ
วิเศษ ศรี ศอก ศากยะ ศาสนา
ศิลปากร ศึก ศึกษาศาสตร์ สตรี
สวรรค์ สวามี สัตย์ สัตว์ เสนา เสวก
หฤทัย อภิเษก อยุธยา อัคนี อังกฤษ
อัศจรรย์ อาญา อาศรม อาศัย อินทร์
อิศวร โอษฐ์
* * * * *
คำยืมจากภาษาอังกฤษ
คำเหล่าเป็นตัวอย่างของคำยืมจากภาษาอังกฤษ
กราฟ (graph) รูปของความสัมพันธ์ของตัวแปร
ก๊อก (cork) เครื่องปิด-เปิดน้ำจากท่อ
กอซ (gauze) ผ้าบางพันผรือปิดแผล
ก๊อปปี้ (copy) กระดาษที่ใช้ทำสำเนา
กอล์ฟ (golf) กีฬาใช้ไม้ตีลูกกลมผ่านพื้นที่ขวางกั้น
กะรัต (carat) หน่วยมาตราชั่งเพชรพลอย
กะละแม (caramel) ขนมทำด้วยข้าวเหนียว กะทิ และน้ำตาล
นำมากวนรวมกันจนเหนียวเป็นสีดำ
กัปตัน (captain) หัวนายเรือ
ก๊าซ (gas) อากาศธาตุ
การ์ด (card) บัตร, บัตรเชิญ
การ์ตูน (cartoon)
กีตาร์ (guitar)
กุ๊ก (cook) พ่อครัว
เกม (game) การเล่น, การแข่งขัน
เกรด (grade) ระดับคะแนน, ชั้นเรียน
เกียร์ (gear) ส่วนของรถต่อจากคลัทช์
แก๊ง (gang) กลุ่มคน
แก๊ป (cap) ชื่อหมวกมีกระบังหน้า
โกโก้ (cocoa) ชื่อเครื่องดื่มที่ทำมาจากเมล็ดผลโกโก้
โกล์ (goal) ประตูฟุตบอล
ไกด์ (guide) ผู้นำเที่ยว
ครีม (cream) หัวน้ำนมส่วนที่ลอยขึ้นมา
คลาสสิก (classic) ดีถึงขนาด
คลินิก (clinic)
คอตตอนบัด (cotton bud) สำลีพันปลายไม้
คอนกรีต (concrete) ส่วนผสมของ ซีเมนต์ หิน ทราย น้ำผสมกัน
คอฟฟีเมต (coffee mate) ครีมเทียมใส่กาแฟ
คอมพิวเตอร์ (computer)
เคลียร์ (clear) ทำให้ชัดเจน
เต็นท์ (tent) กระโจม
โลโก้ (logo) สัญลักษณ์ของร้าน, หมู่คณะ
* * * * *
กราฟ (graph) รูปของความสัมพันธ์ของตัวแปร
ก๊อก (cork) เครื่องปิด-เปิดน้ำจากท่อ
กอซ (gauze) ผ้าบางพันผรือปิดแผล
ก๊อปปี้ (copy) กระดาษที่ใช้ทำสำเนา
กอล์ฟ (golf) กีฬาใช้ไม้ตีลูกกลมผ่านพื้นที่ขวางกั้น
กะรัต (carat) หน่วยมาตราชั่งเพชรพลอย
กะละแม (caramel) ขนมทำด้วยข้าวเหนียว กะทิ และน้ำตาล
นำมากวนรวมกันจนเหนียวเป็นสีดำ
กัปตัน (captain) หัวนายเรือ
ก๊าซ (gas) อากาศธาตุ
การ์ด (card) บัตร, บัตรเชิญ
การ์ตูน (cartoon)
กีตาร์ (guitar)
กุ๊ก (cook) พ่อครัว
เกม (game) การเล่น, การแข่งขัน
เกรด (grade) ระดับคะแนน, ชั้นเรียน
เกียร์ (gear) ส่วนของรถต่อจากคลัทช์
แก๊ง (gang) กลุ่มคน
แก๊ป (cap) ชื่อหมวกมีกระบังหน้า
โกโก้ (cocoa) ชื่อเครื่องดื่มที่ทำมาจากเมล็ดผลโกโก้
โกล์ (goal) ประตูฟุตบอล
ไกด์ (guide) ผู้นำเที่ยว
ครีม (cream) หัวน้ำนมส่วนที่ลอยขึ้นมา
คลาสสิก (classic) ดีถึงขนาด
คลินิก (clinic)
คอตตอนบัด (cotton bud) สำลีพันปลายไม้
คอนกรีต (concrete) ส่วนผสมของ ซีเมนต์ หิน ทราย น้ำผสมกัน
คอฟฟีเมต (coffee mate) ครีมเทียมใส่กาแฟ
คอมพิวเตอร์ (computer)
เคลียร์ (clear) ทำให้ชัดเจน
เต็นท์ (tent) กระโจม
โลโก้ (logo) สัญลักษณ์ของร้าน, หมู่คณะ
* * * * *
คำยืมจากภาษาสันสกฤต
ตอนนี้เป็นต้วอย่างคำต่างๆที่เรายืมจากภาษาสันสกฤต
กนิษฐ์, กนิษฐา (น้อง)
กรกฎ (กอระกด) ปู
กรม (กฺรม) ลำดับ
กรรณ (กัน) หู, ใบหู
กรรณิกา (กัน-) ดอกไม้
กรรม (กำ) การกระทำ
กรรมกร (กำ-มะ-กอน) คนงาน, ลูกจ้าง (กรฺม+ กร)
กรรมการ (กำ-มะ-กาน) คณะบุคคลที่ร่วมกันทำงาน (กรฺม + การ)
กรรมฐาน (กำ-มะ-ถาน) ที่ตั้งแห่งการงาน หมายเอาอุบายทางใจ
กรรมพันธุ์ (กำ-มะ-พัน) มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ (กรฺม + พนฺธุ)
กรรมวาจา (กำ-มะ-วา-จา) คำประกาศกิจการในท่ามกลางสงฆ์ (กรฺม + วาจา)
กรรมสิทธิ์ (กำ-มะ-สิด) ความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน (กรฺม + สิทฺธิ)
กระษาปณ์, กษาปณ์ (-สาบ) เงินตราที่ทำด้วยโลหะ
กริยา คำที่แสดงอาการของนาม
กรีฑา กีฬาประเภทลู่และลาน
กฤษฎี (กฺริด-สะ-ดี) รูป
กษมา (กะ-สะ-มา) ความอดกลั้น, กล่าวคำขอโทษ
กษัตริย์ (กะ-สัด) พระเจ้าแผ่นดิน
กันยา นางงาม, สาวน้อย
กัลป์ ระยะเวลานานมาก
กัลปพฤกษ์ (กัน-ละ-ปะ-พรึก) ต้นไม้ที่เชื่อกันว่าให้ผลตามที่คิด
กัลปาวสาน (กัน-ละ-ปา-วะ-สาน) ที่สุดแห่งระยะแวลาอันยาวนาน (กลฺป + อวสาน)
กาญจนา (กาน-จะ-นา)ทอง
กานต์ เป็นที่รัก
กาพย์ คำร้อยกรองจำพวกหนึ่ง
กายกรรม (กาย-ยะ-กำ) การกระทำทางกาย (กาย + กรฺม)
กาลกิณี (กาละ-, กานละ) สิ่งที่อัปมงคล
กาลเทศะ (กา-ละ-เท-สะ) เวลาและสถานที่; ความควรไม่ควร
กาลี ชั่วร้าย, เสนียดจัญไร
กาสร (กา-สอน) ควาย
กำจร (กำ-จอน) ฟุ้งไปในอากาศ
กีรติ (กี-ระ-ติ) ชื่อเสียง, ความยกย่องนับถือ
กุลบุตร (กุล-ละ-บุด) ลูกชายผู้มีตระกูล
กุลสตรี (กุนละสัดตฺรี) หญิงผู้มีตระกูล
กุศล (-สน) สิ่งที่ดีที่ชอบ, บุญ
เกศ (เกด) ผม, หัว
เกษตร (กะ-เสด) ที่ดิน, ทุ่งนา, ไร่
เกษม (กะ-เสม) ความสุขสบาย, ความปลอดภัย
เกษียณ (กะ-เสียน) สิ้นไป
เกษียรสมุทร ทะเลน้ำนม (กฺษีร + สมุทร)
เกียรติ์ (เกียน) ชื่อเสียง, ความยกย่องนับถือ
โกเมน พลอยสีแดงเข้ม
โกรธ (โกฺรด) ขุ่นเคืองใจอย่างแรง ; ไม่พอใจมาก
โกศ (โกด) ที่ใส่กระดูก
โกศล (โก-สน) ฉลาด
คเชนทร์ (คะ-เชน) พญาช้าง (คช + อินฺทร)
คณาจารย์ คณะอาจารย์ (คณ + อาจารฺย)
คณิตศาสตร์ (คะ-นิด-ตะ-สาด) วิชาเกี่ยวกับการคำนวณ (คณิต + ศาสฺตฺรย)
ครรภ์ (คัน) ตั้งท้อง
คราส (คฺราด) กิน, จับ, ถือ
ครุฑ (คฺรุด) ชื่อของพญานกที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์
คฤหบดี (คะ-รึ-หะ-บอ-ดี) คนที่มีฐานะดี
คฤหัสถ์ (คะรึหัด) ฆราวาส, ผู้ครองเรือน
คามภีร์ (คามพี) ลึกซึ้ง
คุปต์ รักษา, คุ้มครอง, ปกครอง
เคหสถาน (เคหะ-) บ้านเรือน
เคารพ (เคา-รบ) แสดงอาการนับถือ, ไม่ล่วงเกิน
โคตร (โคด) วงศ์ตระกูล, เผ่าพันธุ์, ต้นสกุล
โฆษก (โค-สก) ผู้ประกาศ, ผู้โฆษณา
โฆษณา (โคด-สะ-นา) ป่าวประกาศ
โฆษิต กึกก้อง, ป่าวร้อง
จงกรม (จงกฺรม) การทำสมาธิด้วยการเดิน
จตุร สี่
จรรยา (จัน-ยา) ความประพฤติที่ดี
จักร (จัก) อาวุธเป็นวงกลมมีแฉกโดยรอบ
จักรพรรดิ (จักกระพัด) พระราชาธิราช, ราชาแห่งราชา
* * * * *
กนิษฐ์, กนิษฐา (น้อง)
กรกฎ (กอระกด) ปู
กรม (กฺรม) ลำดับ
กรรณ (กัน) หู, ใบหู
กรรณิกา (กัน-) ดอกไม้
กรรม (กำ) การกระทำ
กรรมกร (กำ-มะ-กอน) คนงาน, ลูกจ้าง (กรฺม+ กร)
กรรมการ (กำ-มะ-กาน) คณะบุคคลที่ร่วมกันทำงาน (กรฺม + การ)
กรรมฐาน (กำ-มะ-ถาน) ที่ตั้งแห่งการงาน หมายเอาอุบายทางใจ
กรรมพันธุ์ (กำ-มะ-พัน) มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ (กรฺม + พนฺธุ)
กรรมวาจา (กำ-มะ-วา-จา) คำประกาศกิจการในท่ามกลางสงฆ์ (กรฺม + วาจา)
กรรมสิทธิ์ (กำ-มะ-สิด) ความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน (กรฺม + สิทฺธิ)
กระษาปณ์, กษาปณ์ (-สาบ) เงินตราที่ทำด้วยโลหะ
กริยา คำที่แสดงอาการของนาม
กรีฑา กีฬาประเภทลู่และลาน
กฤษฎี (กฺริด-สะ-ดี) รูป
กษมา (กะ-สะ-มา) ความอดกลั้น, กล่าวคำขอโทษ
กษัตริย์ (กะ-สัด) พระเจ้าแผ่นดิน
กันยา นางงาม, สาวน้อย
กัลป์ ระยะเวลานานมาก
กัลปพฤกษ์ (กัน-ละ-ปะ-พรึก) ต้นไม้ที่เชื่อกันว่าให้ผลตามที่คิด
กัลปาวสาน (กัน-ละ-ปา-วะ-สาน) ที่สุดแห่งระยะแวลาอันยาวนาน (กลฺป + อวสาน)
กาญจนา (กาน-จะ-นา)ทอง
กานต์ เป็นที่รัก
กาพย์ คำร้อยกรองจำพวกหนึ่ง
กายกรรม (กาย-ยะ-กำ) การกระทำทางกาย (กาย + กรฺม)
กาลกิณี (กาละ-, กานละ) สิ่งที่อัปมงคล
กาลเทศะ (กา-ละ-เท-สะ) เวลาและสถานที่; ความควรไม่ควร
กาลี ชั่วร้าย, เสนียดจัญไร
กาสร (กา-สอน) ควาย
กำจร (กำ-จอน) ฟุ้งไปในอากาศ
กีรติ (กี-ระ-ติ) ชื่อเสียง, ความยกย่องนับถือ
กุลบุตร (กุล-ละ-บุด) ลูกชายผู้มีตระกูล
กุลสตรี (กุนละสัดตฺรี) หญิงผู้มีตระกูล
กุศล (-สน) สิ่งที่ดีที่ชอบ, บุญ
เกศ (เกด) ผม, หัว
เกษตร (กะ-เสด) ที่ดิน, ทุ่งนา, ไร่
เกษม (กะ-เสม) ความสุขสบาย, ความปลอดภัย
เกษียณ (กะ-เสียน) สิ้นไป
เกษียรสมุทร ทะเลน้ำนม (กฺษีร + สมุทร)
เกียรติ์ (เกียน) ชื่อเสียง, ความยกย่องนับถือ
โกเมน พลอยสีแดงเข้ม
โกรธ (โกฺรด) ขุ่นเคืองใจอย่างแรง ; ไม่พอใจมาก
โกศ (โกด) ที่ใส่กระดูก
โกศล (โก-สน) ฉลาด
คเชนทร์ (คะ-เชน) พญาช้าง (คช + อินฺทร)
คณาจารย์ คณะอาจารย์ (คณ + อาจารฺย)
คณิตศาสตร์ (คะ-นิด-ตะ-สาด) วิชาเกี่ยวกับการคำนวณ (คณิต + ศาสฺตฺรย)
ครรภ์ (คัน) ตั้งท้อง
คราส (คฺราด) กิน, จับ, ถือ
ครุฑ (คฺรุด) ชื่อของพญานกที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์
คฤหบดี (คะ-รึ-หะ-บอ-ดี) คนที่มีฐานะดี
คฤหัสถ์ (คะรึหัด) ฆราวาส, ผู้ครองเรือน
คามภีร์ (คามพี) ลึกซึ้ง
คุปต์ รักษา, คุ้มครอง, ปกครอง
เคหสถาน (เคหะ-) บ้านเรือน
เคารพ (เคา-รบ) แสดงอาการนับถือ, ไม่ล่วงเกิน
โคตร (โคด) วงศ์ตระกูล, เผ่าพันธุ์, ต้นสกุล
โฆษก (โค-สก) ผู้ประกาศ, ผู้โฆษณา
โฆษณา (โคด-สะ-นา) ป่าวประกาศ
โฆษิต กึกก้อง, ป่าวร้อง
จงกรม (จงกฺรม) การทำสมาธิด้วยการเดิน
จตุร สี่
จรรยา (จัน-ยา) ความประพฤติที่ดี
จักร (จัก) อาวุธเป็นวงกลมมีแฉกโดยรอบ
จักรพรรดิ (จักกระพัด) พระราชาธิราช, ราชาแห่งราชา
* * * * *
ภาษาไทย-คำยืมจากภาษาจีน
ตอนนี้เอาคำที่เรายืมมาจากภาษาจีนมากให้ดูกัน
ก๊ก (พวก, หมู่, เมือง)
ก๋ง (ปู่)
กงเต๊ก (การทำบุญให้ผู้ตายของจีนมีการสวดมนต์และเผากระดาษที่เป็นของใช้ต่างๆ)
กวยจั๊บ (ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ของจีน)
ก๋วยเตี๋ยว
กอเอี๊ยะ (ขี้ผึ้งปิดแผลของจีน)
กะหล่ำ
กังฟู (การต่อสู้ป้องกันตัวของจีน)
กุ๊น (เย็บหุ้มริมผ้า)
กุยช่าย (ผักชนิดหนึ่งนำมาผัดหรือทำขนม)
เก๊ (ของปลอม)
เก๋ (ดูดี)
เก๊ก (วางท่า ; ขับไล่)
เกาลัด
เกาเหลา (แกงจืด, กางเกงจีนขาสั้น, ก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่เส้น, คนที่ไม่ถูกกัน)
เก้าอี้
เกี๊ยว
เกี๊ยะ (รองเท้าไม้ของจีน)
โก๋ (ชื่อขนมทำด้วยแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำตาลทราย)
ขาก๊วย
ขิม
เข่ง (ภาชนะทำจากไม้ไผ่ สานมีรูปต่างๆ)
ง่วน (สนุกกับ, มกมุ่นกับ)
งิ้ว (ละครร้องของจีน)
จับกัง (กรรมกร)
จับฉ่าย (แกงที่ใส่ผักหลายชนิด)
เจ๊ (พี่สาว)
เจ, แจ (อาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์และผักที่มีกลิ่นฉุน)
เจ๊ง (ล้มเลิก, เสียหาย)
เจ๊า (หายกัน, เสมอกัน)
เจี๊ยบ (หวานจัด, มาก, ยิ่งนัก)
โจ๊ก (ข้าวต้มที่ต้มจนเละ)
ฉำฉา (ต้นก้ามปู)
เฉาก๊วย (ขนมคล้ายวุ้นสีดำกินกับน้ำตาลทรายแดง)
แฉ (ตีแผ่, เปิดเผย)
ชีช้ำ (เสียใจ)
ซวย (โชคไม่ดี)
ซ้อ, อาซ้อ (พี่สะใภ้)
ซาลาเปา
เซียน (ผู้วิเศษ, ผู้มีความชำนาญ)
เซียมซี (ใบทำนายโชคชะตา)
ต๋ง (เอาเงินไว้จากขาไพ่)
ตะหลิว
ตังเก
ตังฉ่าย (ผักดองเค็มใช้ใส่น้ำแกง, ก๋วยเตี๋ยว)
ตังโอ๋ (ชื่อของผํกชนิดหนึ่ง)
ตั๋ว (บัตรผ่าน)
ตุน (การเก็บหรือกัน)
ตุ๋น (ต้มด้วยไฟอ่อนๆเป็นเวลานาน)
ตุ๊ย (ชกต่อย)
เต้าเจี้ยว (ถั่วเหลืองหมักเ)
เต้าส่วน (ขนมหวานทำจากถั่วเขียวต้มราดกะทิ)
เต้าหู้
เต้าฮวย
เฮีย(พี่ชาย)
* * * * *
ก๊ก (พวก, หมู่, เมือง)
ก๋ง (ปู่)
กงเต๊ก (การทำบุญให้ผู้ตายของจีนมีการสวดมนต์และเผากระดาษที่เป็นของใช้ต่างๆ)
กวยจั๊บ (ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ของจีน)
ก๋วยเตี๋ยว
กอเอี๊ยะ (ขี้ผึ้งปิดแผลของจีน)
กะหล่ำ
กังฟู (การต่อสู้ป้องกันตัวของจีน)
กุ๊น (เย็บหุ้มริมผ้า)
กุยช่าย (ผักชนิดหนึ่งนำมาผัดหรือทำขนม)
เก๊ (ของปลอม)
เก๋ (ดูดี)
เก๊ก (วางท่า ; ขับไล่)
เกาลัด
เกาเหลา (แกงจืด, กางเกงจีนขาสั้น, ก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่เส้น, คนที่ไม่ถูกกัน)
เก้าอี้
เกี๊ยว
เกี๊ยะ (รองเท้าไม้ของจีน)
โก๋ (ชื่อขนมทำด้วยแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำตาลทราย)
ขาก๊วย
ขิม
เข่ง (ภาชนะทำจากไม้ไผ่ สานมีรูปต่างๆ)
ง่วน (สนุกกับ, มกมุ่นกับ)
งิ้ว (ละครร้องของจีน)
จับกัง (กรรมกร)
จับฉ่าย (แกงที่ใส่ผักหลายชนิด)
เจ๊ (พี่สาว)
เจ, แจ (อาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์และผักที่มีกลิ่นฉุน)
เจ๊ง (ล้มเลิก, เสียหาย)
เจ๊า (หายกัน, เสมอกัน)
เจี๊ยบ (หวานจัด, มาก, ยิ่งนัก)
โจ๊ก (ข้าวต้มที่ต้มจนเละ)
ฉำฉา (ต้นก้ามปู)
เฉาก๊วย (ขนมคล้ายวุ้นสีดำกินกับน้ำตาลทรายแดง)
แฉ (ตีแผ่, เปิดเผย)
ชีช้ำ (เสียใจ)
ซวย (โชคไม่ดี)
ซ้อ, อาซ้อ (พี่สะใภ้)
ซาลาเปา
เซียน (ผู้วิเศษ, ผู้มีความชำนาญ)
เซียมซี (ใบทำนายโชคชะตา)
ต๋ง (เอาเงินไว้จากขาไพ่)
ตะหลิว
ตังเก
ตังฉ่าย (ผักดองเค็มใช้ใส่น้ำแกง, ก๋วยเตี๋ยว)
ตังโอ๋ (ชื่อของผํกชนิดหนึ่ง)
ตั๋ว (บัตรผ่าน)
ตุน (การเก็บหรือกัน)
ตุ๋น (ต้มด้วยไฟอ่อนๆเป็นเวลานาน)
ตุ๊ย (ชกต่อย)
เต้าเจี้ยว (ถั่วเหลืองหมักเ)
เต้าส่วน (ขนมหวานทำจากถั่วเขียวต้มราดกะทิ)
เต้าหู้
เต้าฮวย
เฮีย(พี่ชาย)
* * * * *
2 ก.ย. 2554
ภาษาไทยเสริม-คำที่มักเขียนผิด03
มาต่อกันในตอนที่ 3 ใน หมวดอักษร ภ - ฮ
** ภ **
ภคินี ภวังค์ ภวังค์ ภัณฑารักษ์ ภาคทัณฑ์ ภาคภูมิ
ภาพพจน์ ภาพยนตร์ ภาพยนตร์ ภารกิจ ภาวการณ์
ภุชงค์ ภูตผี ภูมิใจ ภูมิลำเนา ภูวไนย เภตรา
** ม **
มกุฎราชกุมาร(ใช้ ฎ ชฎา) มงกุฎ(ใช้ ฎ ชฎา) มณฑป (มน-ดบ)
มนเทียร มนเทียรบาล มรณภาพ มฤตยู มลทิน มหรรณพ
มหรสพ (มะ-หอ-ระ-สบ) มหัศจรรย์ มหาหิงคุ์ มเหสี
มไหศวรรย์ มะกะโรนี มัคคุเทศก์ มังสวิรัติ มัณฑนศิลป์
มัธยัสถ์ มัศยา, มัตสยา(ปลา) มัสตาร์ด มัสมั่น (อ่านว่า มัด-สะ-หมั่น)
มาตรการ มาตรฐาน มานุษยวิทยา มี่สั้ว มืดมน แมลงภู่
ไมยราบ (ชื่อต้นไม้) ไมล์ (หน่วยวัดระยะทาง)
** ย **
ยโส ย่อมเยา ยัติภังค์ ยากเข็ญ ยาเกร็ด (หมายถึง ตำรา)
ยานัตถุ์ ยาเสพติด ยีราฟ เยาว์วัย เยื่อใย ใย(เส้นบางๆ)
ใยแมงมุม ไยดี(ยินดี)
** ร **
รกชัฏ รณรงค์ รมณีย์ รสชาติ ร้องไห้ รอมชอม ระบบนิเวศ
ระเบงเซ็งแซ่ ระเห็จ ระเห็จ รักษาการ รังเกียจเดียดฉันท์
รังสิมันตุ์ รัชกาล รัญจวน รัศมี รากเหง้า ราชปะแตน ราดหน้า
ราพณาสูร ริบบิ้น รื่นรมย์ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ รูปพรรณ
เรี่ยไร แร็กเกต แรเงา โรงเตี๊ยม โรงธารคำนัล (ท้องพระโรง)
โรมันคาทอลิก
** ฤ **
ฤษี, ฤๅษี
** ล **
ลดาวัลย์(ชื่อไม้เถาชนิดหนึ่ง) ลมปราณ ลมหวน ล็อกเกต
ลอตเตอรี่ ละมุนละไม ลำไย ล่ำลา ลิดรอน ลิฟต์
เลือกสรร เลือดกบปาก โล่
** ว **
วงกต วงศ์วาน(ชื่อถนน) วงศาคณาญาติ วนิพก วอลเลย์บอล
วัคซีน วัณโรค วันทยหัตถ์ วันทยาวุธ วางก้าม (วางโต)
ว้าย (คำอุทาน) วายชนม์ (ตาย) วายปราณ วารดิถี
วิกฤตการณ์ (เหตุการวิกฤติ) วิ่งเปี้ยว วิ่งผลัด วิจารณ์
วิจารณญาณ วิญญาณ วิตถาร วิตามิน วินาที
วินาศกรรม วิบัติ วิปโยค วิเศษ(ยอดเยี่ยม)
วิเศษณ์ (คำขยายนามหรือกริยา) วิสาขบูชา วิหารคด
เวทมนตร์ เวนคืน เวียดนาม
** ศ **
ศรัทธา (หรือสัทธา) ศศิธร(ดวงจันทร์) ศัตรู ศิโรราบ ศิลป์, ศิลปะ
ศิลปกรรม ศิลปวัฒนธรรม ศิลปวัตถุ ศีรษะ ศึกษานิเทศก์
ศึกษานิเทศน์ โศกนาฏกรรม (ใช้ ฏ ปฏัก) โศกศัลย์
โศกเศร้า ไศล (เขาหิน)
** ส **
สกัด สกาว สเกต สดับ สติสัมปชัญญะ สถานการณ์
สถิต สนุกเกอร์ สบง สบาย สบู่ สไบ สปาเกตตี สมดุล
สมเพช สรรค์ (สร้าง, ทำให้เกิดขึ้น) สรรเพชญ สรรแสร้ง
สรรหา สร้างสรร สร้างสรรค์ สแลง(Slang) สวรรคต
สอบเชาวน์ สะกด สะกิด สะคราญ สะดวก สะเต๊ะ
สะพรึงกลัว สะพาน สะอาด สักการบูชา สักการบูชา
สังเกต สังเขป สังวร สังสรรค์ สัญชาตญาณ สัญญาณ
สัญลักษณ์ สันโดษ สับปลับ สับปะรด สัปเหร่อ สัพยอก
สัมภาษณ์ สัมภาษณ์ สัมมนา สาทร (ชื่อถนน) สาธารณชน
สาธารณประโยชน์ สาธารณสถาน สาธารณสุข สาบสูญ
สาบาน สาปแช่ง สาปสรร สายสิญจน์ สารทุกข์สุกดิบ
สารประโยชน์ สารภี(ชื่อไม้ต้น) สาระสำคัญ สารัตถประโยชน์
สารัตถะสำคัญ สำอาง สิงโต สีสัน สุกียากี้ สุคติ
สูติบัตร(ใบเกิด) เสกสรร เสน่ห์ เสบียง แสตมป์
แสลง(ไม่ถูกกับโรค) โสฬส
** ห **
หกคะเมน หงษ์ หงส์ หน้าปัดนาฬิกา หมาใน หมามุ่ย, หมามุ้ย
หยักศก หยากไย่ หยากไย่ หย่าร้าง หยิบหย่ง หลงใหล
หลุมพราง ห่วงใย หอมหวน หุ่นยนต์ เหงื่อกาฬ เหม็นสาบ
เหล็กใน(ของผึ้ง) เหลวไหล แหลกลาญ โหยหวน โหระพา
ไหม (จริงไหม) ไหหลำ
** อ **
องคชาต อนาทร อนุกาชาด อนุญาต อนุญาต อนุมัติ
อนุมาน อนุโลม อนุสาวรีย์ อเนกประสงค์ อเนจอนาถ
อบอวล อภินิหาร อภิรมย์ อภิเษก อลังการ อวสาน
อสงไขย อสุนีบาต อหังการ อหิวาตกโรค ออฟฟิศ
อะดรีนาลิน อะลุ่มอล่วย, อะลุ้มอล่วย อะลูมิเนียม
อะไหล่ อัญชัน อัฒจันทร์ อัตคัด อัตนัย อัตภาพ
อัธยาศัย อันธพาล อัปรีย์ อัมพร อัมพาต อัลตราไวโอเลต
อัศจรรย์ อัสดง อากัปกิริยา อากาศ อาคเนย์
อาฆาตมาดร้าย อาจิณ อาเจียน อาชีวศึกษา อานิสงส์
อาเพศ อารมณ์ อาระบิก อารักขา อารี อาวรณ์
อาวุธ อาสน์สงฆ์ อำนาจบาตรใหญ่ อำมหิต อินเดียนแดง
อินทผลัม อินทรธนู อินทรี(นก) อินทรีย์(ร่างกาย)
อินทรียวัตถุ อินฟราเรด อิริยาบถ อิเล็คตรอน
อิเล็คทรอนิกส์ อิสรภาพ อิสรเสรี อีสาน อุกกาบาต
อุดมการณ์ อุทธรณ์ อุทาหรณ์ อุบาทว์ อุปการคุณ
อุปมาอุปไมย อุปโลกน์ อุปัชฌาย์ อุโมงค์ เอกเขนก
เอกฉันท์ เอกซเรย์ แอลกอฮอล์ โอกาส ไอศกรีม
** ฮ **
ฮิปโปโปเตมัส ฮีเลียม เฮโมโกลบิน เฮอริเคน ไฮดรา
จบแล้วครับ
** ภ **
ภคินี ภวังค์ ภวังค์ ภัณฑารักษ์ ภาคทัณฑ์ ภาคภูมิ
ภาพพจน์ ภาพยนตร์ ภาพยนตร์ ภารกิจ ภาวการณ์
ภุชงค์ ภูตผี ภูมิใจ ภูมิลำเนา ภูวไนย เภตรา
** ม **
มกุฎราชกุมาร(ใช้ ฎ ชฎา) มงกุฎ(ใช้ ฎ ชฎา) มณฑป (มน-ดบ)
มนเทียร มนเทียรบาล มรณภาพ มฤตยู มลทิน มหรรณพ
มหรสพ (มะ-หอ-ระ-สบ) มหัศจรรย์ มหาหิงคุ์ มเหสี
มไหศวรรย์ มะกะโรนี มัคคุเทศก์ มังสวิรัติ มัณฑนศิลป์
มัธยัสถ์ มัศยา, มัตสยา(ปลา) มัสตาร์ด มัสมั่น (อ่านว่า มัด-สะ-หมั่น)
มาตรการ มาตรฐาน มานุษยวิทยา มี่สั้ว มืดมน แมลงภู่
ไมยราบ (ชื่อต้นไม้) ไมล์ (หน่วยวัดระยะทาง)
** ย **
ยโส ย่อมเยา ยัติภังค์ ยากเข็ญ ยาเกร็ด (หมายถึง ตำรา)
ยานัตถุ์ ยาเสพติด ยีราฟ เยาว์วัย เยื่อใย ใย(เส้นบางๆ)
ใยแมงมุม ไยดี(ยินดี)
** ร **
รกชัฏ รณรงค์ รมณีย์ รสชาติ ร้องไห้ รอมชอม ระบบนิเวศ
ระเบงเซ็งแซ่ ระเห็จ ระเห็จ รักษาการ รังเกียจเดียดฉันท์
รังสิมันตุ์ รัชกาล รัญจวน รัศมี รากเหง้า ราชปะแตน ราดหน้า
ราพณาสูร ริบบิ้น รื่นรมย์ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ รูปพรรณ
เรี่ยไร แร็กเกต แรเงา โรงเตี๊ยม โรงธารคำนัล (ท้องพระโรง)
โรมันคาทอลิก
** ฤ **
ฤษี, ฤๅษี
** ล **
ลดาวัลย์(ชื่อไม้เถาชนิดหนึ่ง) ลมปราณ ลมหวน ล็อกเกต
ลอตเตอรี่ ละมุนละไม ลำไย ล่ำลา ลิดรอน ลิฟต์
เลือกสรร เลือดกบปาก โล่
** ว **
วงกต วงศ์วาน(ชื่อถนน) วงศาคณาญาติ วนิพก วอลเลย์บอล
วัคซีน วัณโรค วันทยหัตถ์ วันทยาวุธ วางก้าม (วางโต)
ว้าย (คำอุทาน) วายชนม์ (ตาย) วายปราณ วารดิถี
วิกฤตการณ์ (เหตุการวิกฤติ) วิ่งเปี้ยว วิ่งผลัด วิจารณ์
วิจารณญาณ วิญญาณ วิตถาร วิตามิน วินาที
วินาศกรรม วิบัติ วิปโยค วิเศษ(ยอดเยี่ยม)
วิเศษณ์ (คำขยายนามหรือกริยา) วิสาขบูชา วิหารคด
เวทมนตร์ เวนคืน เวียดนาม
** ศ **
ศรัทธา (หรือสัทธา) ศศิธร(ดวงจันทร์) ศัตรู ศิโรราบ ศิลป์, ศิลปะ
ศิลปกรรม ศิลปวัฒนธรรม ศิลปวัตถุ ศีรษะ ศึกษานิเทศก์
ศึกษานิเทศน์ โศกนาฏกรรม (ใช้ ฏ ปฏัก) โศกศัลย์
โศกเศร้า ไศล (เขาหิน)
** ส **
สกัด สกาว สเกต สดับ สติสัมปชัญญะ สถานการณ์
สถิต สนุกเกอร์ สบง สบาย สบู่ สไบ สปาเกตตี สมดุล
สมเพช สรรค์ (สร้าง, ทำให้เกิดขึ้น) สรรเพชญ สรรแสร้ง
สรรหา สร้างสรร สร้างสรรค์ สแลง(Slang) สวรรคต
สอบเชาวน์ สะกด สะกิด สะคราญ สะดวก สะเต๊ะ
สะพรึงกลัว สะพาน สะอาด สักการบูชา สักการบูชา
สังเกต สังเขป สังวร สังสรรค์ สัญชาตญาณ สัญญาณ
สัญลักษณ์ สันโดษ สับปลับ สับปะรด สัปเหร่อ สัพยอก
สัมภาษณ์ สัมภาษณ์ สัมมนา สาทร (ชื่อถนน) สาธารณชน
สาธารณประโยชน์ สาธารณสถาน สาธารณสุข สาบสูญ
สาบาน สาปแช่ง สาปสรร สายสิญจน์ สารทุกข์สุกดิบ
สารประโยชน์ สารภี(ชื่อไม้ต้น) สาระสำคัญ สารัตถประโยชน์
สารัตถะสำคัญ สำอาง สิงโต สีสัน สุกียากี้ สุคติ
สูติบัตร(ใบเกิด) เสกสรร เสน่ห์ เสบียง แสตมป์
แสลง(ไม่ถูกกับโรค) โสฬส
** ห **
หกคะเมน หงษ์ หงส์ หน้าปัดนาฬิกา หมาใน หมามุ่ย, หมามุ้ย
หยักศก หยากไย่ หยากไย่ หย่าร้าง หยิบหย่ง หลงใหล
หลุมพราง ห่วงใย หอมหวน หุ่นยนต์ เหงื่อกาฬ เหม็นสาบ
เหล็กใน(ของผึ้ง) เหลวไหล แหลกลาญ โหยหวน โหระพา
ไหม (จริงไหม) ไหหลำ
** อ **
องคชาต อนาทร อนุกาชาด อนุญาต อนุญาต อนุมัติ
อนุมาน อนุโลม อนุสาวรีย์ อเนกประสงค์ อเนจอนาถ
อบอวล อภินิหาร อภิรมย์ อภิเษก อลังการ อวสาน
อสงไขย อสุนีบาต อหังการ อหิวาตกโรค ออฟฟิศ
อะดรีนาลิน อะลุ่มอล่วย, อะลุ้มอล่วย อะลูมิเนียม
อะไหล่ อัญชัน อัฒจันทร์ อัตคัด อัตนัย อัตภาพ
อัธยาศัย อันธพาล อัปรีย์ อัมพร อัมพาต อัลตราไวโอเลต
อัศจรรย์ อัสดง อากัปกิริยา อากาศ อาคเนย์
อาฆาตมาดร้าย อาจิณ อาเจียน อาชีวศึกษา อานิสงส์
อาเพศ อารมณ์ อาระบิก อารักขา อารี อาวรณ์
อาวุธ อาสน์สงฆ์ อำนาจบาตรใหญ่ อำมหิต อินเดียนแดง
อินทผลัม อินทรธนู อินทรี(นก) อินทรีย์(ร่างกาย)
อินทรียวัตถุ อินฟราเรด อิริยาบถ อิเล็คตรอน
อิเล็คทรอนิกส์ อิสรภาพ อิสรเสรี อีสาน อุกกาบาต
อุดมการณ์ อุทธรณ์ อุทาหรณ์ อุบาทว์ อุปการคุณ
อุปมาอุปไมย อุปโลกน์ อุปัชฌาย์ อุโมงค์ เอกเขนก
เอกฉันท์ เอกซเรย์ แอลกอฮอล์ โอกาส ไอศกรีม
** ฮ **
ฮิปโปโปเตมัส ฮีเลียม เฮโมโกลบิน เฮอริเคน ไฮดรา
จบแล้วครับ
ภาษาไทยเสริม-คำที่มักเขียนผิด02
มาต่อกันตอนที่ 2 เลยนะครับ
หมวดอักษร ด - ฟ
** ด **
ดอกจัน (เครื่องหมาย *) ดารดาษ ดาษดา ดำมะเมื่อม
ดำรง ดำริ (ดำ-หริ) ดุล (ไม่มี "ย์") ดุลการค้า
ดุลยพินิจ ดุลพินิจ ดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก)
เดินเหิน เดียดฉันท์ โดยดุษณี (ยอมรับแต่โดยดี)
ไดนาไมต์
** ต **
ตกล่องปล่องชิ้น ตงิด ตระเวน ตรัยตรึงศ์ ตราสัง
ตรีโกณ ตะกละตะกลาม ตะเกียกตะกาย ตะปู
ตะราง (ที่คุมขัง) ตะลึง ตักบาตร ตักษัย ตัณหา
ตัดพ้อ ตานขโมย ตาราง ตาลปัตร ตำรับ เต็นท์
ไต้ฝุ่น ไตรยางศ์ ไต้หวัน
** ถ **
ถนนลาดยาง (ลาด หมายถึง ปู, เท) ถนัดถนี่ ถ่วงดุล
ถั่วพู เถาวัลย์ แถลงการณ์ ไถ่ตัว
** ท **
ทดรอง(ออกเงินแทนไปก่อน) ทนทายาด ทมิฬ ทยอย
ทแยง ทแยงมุม ทระนง ทลาย(พัง) ทศพิศราชธรรม
ทศมาส ทอฟฟี่ ทะนง ทะนุถนอม ทะนุบำรุง
ทะลาย(ช่อผลของมะพร้าว) ทะเลสาบ ทักษิณ ทัพพี
ทำวัตร ทิฐิ ทิเบต ทีฆายุโก โหตุ (ทีฆายุ หมายถึง อายุยืนยาว)
ทุกรกิริยา(กิจที่ทำได้ยาก) ทุพภิกขภัย ทูต ทูนหัว
ทูลกระหม่อม เท่ เทคนิค เทคโนโลยี เทพนม เทเวศร์
เทอม เท้าความ เทิด แท็กซี่ โทรมกาย(เหงื่อ)
ไทร(ต้นไม้)
** ธ **
ธนาณัติ ธรรมะธัมโม ธรรมาสน์ ธัญญาหาร ธัญพืช
ธำมรงค์(แหวน) ธำรง ธุดงค์ ธุรกิจ
** น **
นกอินทรี นงเยาว์ นวลลออ นวัตกรรม นอต นะคะ
นักษัตร นัตถุ์ (ยานัตถุ์) นัยน์ตา นาที นานัปการ นานา
นานาจิตตัง นิทรรศการ นิเทศ นิมนต์ นิมิต นิเวศวิทยา
เนรมิต เนืองนิตย์ โน้ตเพลง
** บ **
บรเพ็ด บรรทัด บรรทัดฐาน บรรทุก บรรลุ บรรเลง
บรั่นดี บริจาค บล็อก บ่วงบาศ บอระเพ็ด บังกะโล
บังสุกุล บังเอิญ บัญญัติไตรยางศ์ บัณฑิต บัตรสนเท่ห์
บัลลังก์ บางลำพู บาดทะยัก บาตรพระ บาทบงสุ์ (บาด-ทะ-บง)
บาทหลวง บานเกล็ด บาสเกตบอล บำเหน็จ บิณฑบาต
บิดพลิ้ว บุคคล บุคลากร บุคลิก บุคลิกภาพ บุปผชาติ
บุษราคัม บูรณปฏิสังขรณ์ เบญจเพส เบญจมาศ
เบนซิน แบคทีเรีย แบดมินตัน โบนัส โบผูกผม
** ป **
ปฏิกิริยา ปฏิทิน ปฏิปักษ์ ปฏิพัทธ์ ปฏิสังขรณ์ ปฐมนิเทศ
ปณิธาน (คำกริยา แปลว่า ตั้งใจไว้) ปรนนิบัติ ปรมาณู
ปรสิต ปรองดอง ปรอท(ธาตุ) ประกายพรึก ประกาศิต
ประจัญบาน ประจันหน้า ประชาทัณฑ์ ประณต (กริยา = น้อมไหว้)
ประณม (การน้อมไหว้) ประณาม ประณิธาน (การตั้งความปรารถนา)
ประณีต ประดิดประดอย ประติมากรรม ประนม (ยกกระพุ่มมือ)
ประนีประนอม ประแป้ง ประพาส(เที่ยว) ประภาษ(พูด)
ประภาส(แสงสว่าง) ประเมิน ประสบการณ์ ประสูติ (ประ - สูด)
ประสูติการ (ประ – สู - ติ กาน = การคลอด)
ประสูติกาล (ประ – สู - ติ กาน =เวลาที่คลอด)
ประหลาด ประหัตประหาร ปรัมปรา(ปะ-รำ-ปะ-รา)
ปรัศนี ปรากฏ ปราณี (ยังมีชีวิต) ปรานี (เอ็นดู สงสาร)
ปรานีปราศรัย ปรารถนา (ปราด-ถะ-หนา) ปริมณฑล
ปล้นสะดม ปวารณา ปะแล่ม ปักษิน ปาฏิหาริย์
ปาติโมกข์ ปาร์เกต์ ปิกนิก ปิโตรเลียม ปีติ
ปุโรหิต เปอร์เซ็นต์ ไปรษณีย์
** ผ **
ผดุง ผรุสวาท ผลลัพธ์ ผลัดเปลี่ยน ผลัดผ้า ผลัดเวร
ผลานิสงส์ ผอบ(ผะ- อบ) ผัดผ่อน ผัดวันประกันพรุ่ง
ผัดหนี้ ผาสุก ผิดสำแลง ผีซ้ำด้ำพลอย ผุดลุกผุดนั่ง
ผูกพัน ผู้เยาว์ เผลอไผล เผอเรอ เผอิญ เผ่าพันธุ์
แผ่ซ่าน แผนการ แผลงฤทธิ์ ไผท
** ฝ **
ฝรั่งเศส ฝักฝ่าย(พวก, ข้าง) ฝักใฝ่ (เอาใจใส่, ผูกพัน)
ฝากครรภ์ ฝ้าฟาง ฝีดาษ (ไข้ทรพิษ) ฝึกปรือ ไฝ
** พ **
พงศ์พันธุ์ พยัก พยักพเยิด พยัคฆ์(เสือ) พยาน พยาบาท
พยุง พรรณนา (พัน-นะ-นา) พรหมจรรย์ พระชนมพรรษา
พราหมณ์ (พฺราม) พร่ำพลอด พลศึกษา พละกำลัง
พลาสติก พหูสูต พะแนง พะยอม (ต้นไม้ มีดอกสีขาว)
พะวักพะวน พะว้าพะวง พังทลาย พันทาง (ลูกผสมต่างสายพันธุ์)
พันธบัตร พัลวัน พัศดี พัสดุ พากย์(หนัง) พาณิชย์(การค้าขาย)
พานิช(พ่อค้า) พาหุรัด พิณพาทย์ พิบูล พิพากษ์ พิพาท
พิราบ(นกชนิดหนึ่ง) พิโรธ พิลาป (คร่ำครวญ) พิศวง
พิศวาส พิสดาร พิสมัย พึมพำ พุดตาน (ดอกไม้ชนิดหนึ่ง)
พุทธชาด(ดอกไม้ชนิดหนึ่ง) พู่กัน พู่ระหง เพชฌฆาต
เพชร เพริศพริ้ง เพิ่มพูน เพียบพร้อม แพทยศาสตร์
โพชฌงค์ โพนทะนา ไพฑูรย์
** ฟ **
ฟลุก ฟังก์ชัน ฟ่าฟาง ฟิสิกส์ ไฟแช็ก
โปรดติดตาม.....ในตอนต่อไป
หมวดอักษร ด - ฟ
** ด **
ดอกจัน (เครื่องหมาย *) ดารดาษ ดาษดา ดำมะเมื่อม
ดำรง ดำริ (ดำ-หริ) ดุล (ไม่มี "ย์") ดุลการค้า
ดุลยพินิจ ดุลพินิจ ดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก)
เดินเหิน เดียดฉันท์ โดยดุษณี (ยอมรับแต่โดยดี)
ไดนาไมต์
** ต **
ตกล่องปล่องชิ้น ตงิด ตระเวน ตรัยตรึงศ์ ตราสัง
ตรีโกณ ตะกละตะกลาม ตะเกียกตะกาย ตะปู
ตะราง (ที่คุมขัง) ตะลึง ตักบาตร ตักษัย ตัณหา
ตัดพ้อ ตานขโมย ตาราง ตาลปัตร ตำรับ เต็นท์
ไต้ฝุ่น ไตรยางศ์ ไต้หวัน
** ถ **
ถนนลาดยาง (ลาด หมายถึง ปู, เท) ถนัดถนี่ ถ่วงดุล
ถั่วพู เถาวัลย์ แถลงการณ์ ไถ่ตัว
** ท **
ทดรอง(ออกเงินแทนไปก่อน) ทนทายาด ทมิฬ ทยอย
ทแยง ทแยงมุม ทระนง ทลาย(พัง) ทศพิศราชธรรม
ทศมาส ทอฟฟี่ ทะนง ทะนุถนอม ทะนุบำรุง
ทะลาย(ช่อผลของมะพร้าว) ทะเลสาบ ทักษิณ ทัพพี
ทำวัตร ทิฐิ ทิเบต ทีฆายุโก โหตุ (ทีฆายุ หมายถึง อายุยืนยาว)
ทุกรกิริยา(กิจที่ทำได้ยาก) ทุพภิกขภัย ทูต ทูนหัว
ทูลกระหม่อม เท่ เทคนิค เทคโนโลยี เทพนม เทเวศร์
เทอม เท้าความ เทิด แท็กซี่ โทรมกาย(เหงื่อ)
ไทร(ต้นไม้)
** ธ **
ธนาณัติ ธรรมะธัมโม ธรรมาสน์ ธัญญาหาร ธัญพืช
ธำมรงค์(แหวน) ธำรง ธุดงค์ ธุรกิจ
** น **
นกอินทรี นงเยาว์ นวลลออ นวัตกรรม นอต นะคะ
นักษัตร นัตถุ์ (ยานัตถุ์) นัยน์ตา นาที นานัปการ นานา
นานาจิตตัง นิทรรศการ นิเทศ นิมนต์ นิมิต นิเวศวิทยา
เนรมิต เนืองนิตย์ โน้ตเพลง
** บ **
บรเพ็ด บรรทัด บรรทัดฐาน บรรทุก บรรลุ บรรเลง
บรั่นดี บริจาค บล็อก บ่วงบาศ บอระเพ็ด บังกะโล
บังสุกุล บังเอิญ บัญญัติไตรยางศ์ บัณฑิต บัตรสนเท่ห์
บัลลังก์ บางลำพู บาดทะยัก บาตรพระ บาทบงสุ์ (บาด-ทะ-บง)
บาทหลวง บานเกล็ด บาสเกตบอล บำเหน็จ บิณฑบาต
บิดพลิ้ว บุคคล บุคลากร บุคลิก บุคลิกภาพ บุปผชาติ
บุษราคัม บูรณปฏิสังขรณ์ เบญจเพส เบญจมาศ
เบนซิน แบคทีเรีย แบดมินตัน โบนัส โบผูกผม
** ป **
ปฏิกิริยา ปฏิทิน ปฏิปักษ์ ปฏิพัทธ์ ปฏิสังขรณ์ ปฐมนิเทศ
ปณิธาน (คำกริยา แปลว่า ตั้งใจไว้) ปรนนิบัติ ปรมาณู
ปรสิต ปรองดอง ปรอท(ธาตุ) ประกายพรึก ประกาศิต
ประจัญบาน ประจันหน้า ประชาทัณฑ์ ประณต (กริยา = น้อมไหว้)
ประณม (การน้อมไหว้) ประณาม ประณิธาน (การตั้งความปรารถนา)
ประณีต ประดิดประดอย ประติมากรรม ประนม (ยกกระพุ่มมือ)
ประนีประนอม ประแป้ง ประพาส(เที่ยว) ประภาษ(พูด)
ประภาส(แสงสว่าง) ประเมิน ประสบการณ์ ประสูติ (ประ - สูด)
ประสูติการ (ประ – สู - ติ กาน = การคลอด)
ประสูติกาล (ประ – สู - ติ กาน =เวลาที่คลอด)
ประหลาด ประหัตประหาร ปรัมปรา(ปะ-รำ-ปะ-รา)
ปรัศนี ปรากฏ ปราณี (ยังมีชีวิต) ปรานี (เอ็นดู สงสาร)
ปรานีปราศรัย ปรารถนา (ปราด-ถะ-หนา) ปริมณฑล
ปล้นสะดม ปวารณา ปะแล่ม ปักษิน ปาฏิหาริย์
ปาติโมกข์ ปาร์เกต์ ปิกนิก ปิโตรเลียม ปีติ
ปุโรหิต เปอร์เซ็นต์ ไปรษณีย์
** ผ **
ผดุง ผรุสวาท ผลลัพธ์ ผลัดเปลี่ยน ผลัดผ้า ผลัดเวร
ผลานิสงส์ ผอบ(ผะ- อบ) ผัดผ่อน ผัดวันประกันพรุ่ง
ผัดหนี้ ผาสุก ผิดสำแลง ผีซ้ำด้ำพลอย ผุดลุกผุดนั่ง
ผูกพัน ผู้เยาว์ เผลอไผล เผอเรอ เผอิญ เผ่าพันธุ์
แผ่ซ่าน แผนการ แผลงฤทธิ์ ไผท
** ฝ **
ฝรั่งเศส ฝักฝ่าย(พวก, ข้าง) ฝักใฝ่ (เอาใจใส่, ผูกพัน)
ฝากครรภ์ ฝ้าฟาง ฝีดาษ (ไข้ทรพิษ) ฝึกปรือ ไฝ
** พ **
พงศ์พันธุ์ พยัก พยักพเยิด พยัคฆ์(เสือ) พยาน พยาบาท
พยุง พรรณนา (พัน-นะ-นา) พรหมจรรย์ พระชนมพรรษา
พราหมณ์ (พฺราม) พร่ำพลอด พลศึกษา พละกำลัง
พลาสติก พหูสูต พะแนง พะยอม (ต้นไม้ มีดอกสีขาว)
พะวักพะวน พะว้าพะวง พังทลาย พันทาง (ลูกผสมต่างสายพันธุ์)
พันธบัตร พัลวัน พัศดี พัสดุ พากย์(หนัง) พาณิชย์(การค้าขาย)
พานิช(พ่อค้า) พาหุรัด พิณพาทย์ พิบูล พิพากษ์ พิพาท
พิราบ(นกชนิดหนึ่ง) พิโรธ พิลาป (คร่ำครวญ) พิศวง
พิศวาส พิสดาร พิสมัย พึมพำ พุดตาน (ดอกไม้ชนิดหนึ่ง)
พุทธชาด(ดอกไม้ชนิดหนึ่ง) พู่กัน พู่ระหง เพชฌฆาต
เพชร เพริศพริ้ง เพิ่มพูน เพียบพร้อม แพทยศาสตร์
โพชฌงค์ โพนทะนา ไพฑูรย์
** ฟ **
ฟลุก ฟังก์ชัน ฟ่าฟาง ฟิสิกส์ ไฟแช็ก
โปรดติดตาม.....ในตอนต่อไป
ภาษาไทยเสริม-คำที่มักเขียนผิด
วันนี้ครูรวบรวมคำที่เรามักจะเขียนกันผิดๆ มาใก้ดูกัน
แต่คำที่นำมาให้ดูเป็นคำที่เขียนถูกแล้ว.. พวกเราจะไม่สับสนกัน
คำไหนที่เขียนผิดก็ลอกเอาออกไปดู...ไปท่องด้วยนะครับ
ในตอนนี้จะเป็นหมวดอักษร ก - ฐ
** ก **
กงเกวียนกำเกวียน กงสุล
กฎ (กฎ ทุกอย่าง ใช้ ฎ ชฎา ยกเว้น ปรากฏ ใช้ ฏ ปฏัก)
กฎเกณฑ์ ก้นปล่อง กบฏ กบาล กรรณ์(หู) กระตือรือร้น
กระทะ กระเท่เร่ กระเพาะ กระแหนะกระแหน
กริยา (คำที่ใช้บอกอาการท่าทาง)
กรีฑา (กีฬาประเภทหนึ่ง)
กรีธา (เคลื่อนกระบวน เช่น กรีธาทัพ)
กล้วยบวชชี กษัตริย์ กเฬวราก(ซากศพ) กอปร(อ่านว่า "กอบ")
กะทัดรัด กะทันหัน กะทิ กะเทย กะพริบ กะเพรา
กะละมัง กะลาสี กะโหลก กังวล กังวาน กัณฐ์(คอ)
กัมปนาท กากบาท กาเฟอีน การุญ ,การุณย์
กาลเทศะ กาลเวลา กาแล็กซี กำนัน(ผู้ดูแล) กำนัล(ให้ของด้วยความนับถือ)
กำมะลอ กำมะหยี่ กำราบ(กำ - หราบ) กำเหน็จ กิจจะลักษณะ
กิตติคุณ กิตติมศักดิ์ ("กิด-ติ-มะ-สัก") กินนร (กิน-นอน)
กินรี (กิน-นะ-รี) กิริยา (อาการ การกระทำ เช่น ปฏิกิริยา)
กุฎี, กุฏิ (กุด-ติ) กุยช่าย เกณฑ์ทหาร เกม เกร็ดความรู้
เกล็ดปลา เกลือสินเธาว์ เกษมศานต์ เกษมสันต์
เกษียณอายุ เกษียรสมุทร (ทะเลน้ำน้ำนมที่อยู่ของพระรายณ์)
เกสร เกียรติ (เกียด) เกียรติ์ (เกียน เช่น รามเกียรติ์)
แก๊ง แกงบวด แก๊ส
** ข **
ขมีขมัน ขมุกขมัว ขวนขวาย ขะมักเขม้น ขะมุกขะมอม
ขันที ขู่เข็ญ เขม็ดแขม่ โขยกเขยก โขยง ไข่มุก
** ค **
คทา คนธรรพ์ คมสัน ครองราชย์ ครองราชสมบัติ
คริสตกาล คริสตจักร คริสต์ทศวรรษ คริสต์ศตวรรษ
คริสต์ศักราช คริสต์ศาสนา ครุภัณฑ์ ครุภัณฑ์
ครุศาสตร์ คฤหาสน์ คลาคล่ำ คลินิก ค็อกเทล
ค้อน คอนเสิร์ต คอมมิวนิสต์ คะนอง คะมำ
คะยั้นคะยอ คัมภีร์ คารวะ คำนวณ คำสดุดี
คุกกี้ ครุฑ ครุภัณฑ์ ครุศึกษา คลิก เค้ก เคเบิล
เคหสถาน เคาน์เตอร์ แค็ตตาล็อก แคบหมู
แคลเซียม โคตร โครงการ โควตา ใคร่ครวญ
** ฆ **
ฆราวาส ฆ้อง
ฆาตกร (ฆาต แปลว่า ฆ่า)
ฆาตกรรม
** ง **
งบดุล งูสวัด
** จ **
จงกรม (การฝึกสมาธิ) จระเข้ (สัตว์) จะเข้ (เครื่องดนตรีไทย)
จลาจล จลนศาสตร์ จอมเวท จะงอย จะละเม็ด
จักจั่น จักร จักรพรรดิ จักรยานยนต์ จักรวรรดิ
จักสาน (เครื่องใช้ที่ทำด้วยมือ) จาระไน จาระบี
จ้าละหวั่น จำนง จำวัด (นอน ใช้กับพระ) จิตรกร
จิตรลดา จิปาถะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เจตจำนง เจ้าอาวาส เจียระไน โจทก์(ผู้ฟ้องร้อง)
โจทย์(ปัญหา) โจษจัน
** ฉ **
ฉกรรจ์ ฉบับ ฉะนั้น ฉะนี้ ฉันญาติ ("ฉัน" ในที่นี้หมายถึง เสมือน)
ฉันท์ (ความพอใจ)
** ช **
ชมดชม้อย ชมพู (สี) ชมพู่ (ผลไม้) ช็อกโกแลต
ชอุ่ม ชะนี ชะมด ชะลอ ชักเย่อ ชัชวาล ชันสูตร
ชีพิตักษัย (ตาย ใช้กับหม่อมเจ้า) ชีวประวัติ
เชาว์(เร็ว) เชาวน์(ไหวพริบ) เชิ้ต (เสื้อ)
** ซ **
ซาลาเปา ซีดเผือด เซ็นชื่อ (จากคำว่า sign) เซนติเมตร
เซลล์ ไซ(จับปลา)
** ฌ **
ฌาน ฌาปนกิจ
** ญ **
ญวน
** ฐ **
ฐานันดร ฐิติ
แล้วเอาไว้ต่อกันตอนต่อไป....ครับ
แต่คำที่นำมาให้ดูเป็นคำที่เขียนถูกแล้ว.. พวกเราจะไม่สับสนกัน
คำไหนที่เขียนผิดก็ลอกเอาออกไปดู...ไปท่องด้วยนะครับ
ในตอนนี้จะเป็นหมวดอักษร ก - ฐ
** ก **
กงเกวียนกำเกวียน กงสุล
กฎ (กฎ ทุกอย่าง ใช้ ฎ ชฎา ยกเว้น ปรากฏ ใช้ ฏ ปฏัก)
กฎเกณฑ์ ก้นปล่อง กบฏ กบาล กรรณ์(หู) กระตือรือร้น
กระทะ กระเท่เร่ กระเพาะ กระแหนะกระแหน
กริยา (คำที่ใช้บอกอาการท่าทาง)
กรีฑา (กีฬาประเภทหนึ่ง)
กรีธา (เคลื่อนกระบวน เช่น กรีธาทัพ)
กล้วยบวชชี กษัตริย์ กเฬวราก(ซากศพ) กอปร(อ่านว่า "กอบ")
กะทัดรัด กะทันหัน กะทิ กะเทย กะพริบ กะเพรา
กะละมัง กะลาสี กะโหลก กังวล กังวาน กัณฐ์(คอ)
กัมปนาท กากบาท กาเฟอีน การุญ ,การุณย์
กาลเทศะ กาลเวลา กาแล็กซี กำนัน(ผู้ดูแล) กำนัล(ให้ของด้วยความนับถือ)
กำมะลอ กำมะหยี่ กำราบ(กำ - หราบ) กำเหน็จ กิจจะลักษณะ
กิตติคุณ กิตติมศักดิ์ ("กิด-ติ-มะ-สัก") กินนร (กิน-นอน)
กินรี (กิน-นะ-รี) กิริยา (อาการ การกระทำ เช่น ปฏิกิริยา)
กุฎี, กุฏิ (กุด-ติ) กุยช่าย เกณฑ์ทหาร เกม เกร็ดความรู้
เกล็ดปลา เกลือสินเธาว์ เกษมศานต์ เกษมสันต์
เกษียณอายุ เกษียรสมุทร (ทะเลน้ำน้ำนมที่อยู่ของพระรายณ์)
เกสร เกียรติ (เกียด) เกียรติ์ (เกียน เช่น รามเกียรติ์)
แก๊ง แกงบวด แก๊ส
** ข **
ขมีขมัน ขมุกขมัว ขวนขวาย ขะมักเขม้น ขะมุกขะมอม
ขันที ขู่เข็ญ เขม็ดแขม่ โขยกเขยก โขยง ไข่มุก
** ค **
คทา คนธรรพ์ คมสัน ครองราชย์ ครองราชสมบัติ
คริสตกาล คริสตจักร คริสต์ทศวรรษ คริสต์ศตวรรษ
คริสต์ศักราช คริสต์ศาสนา ครุภัณฑ์ ครุภัณฑ์
ครุศาสตร์ คฤหาสน์ คลาคล่ำ คลินิก ค็อกเทล
ค้อน คอนเสิร์ต คอมมิวนิสต์ คะนอง คะมำ
คะยั้นคะยอ คัมภีร์ คารวะ คำนวณ คำสดุดี
คุกกี้ ครุฑ ครุภัณฑ์ ครุศึกษา คลิก เค้ก เคเบิล
เคหสถาน เคาน์เตอร์ แค็ตตาล็อก แคบหมู
แคลเซียม โคตร โครงการ โควตา ใคร่ครวญ
** ฆ **
ฆราวาส ฆ้อง
ฆาตกร (ฆาต แปลว่า ฆ่า)
ฆาตกรรม
** ง **
งบดุล งูสวัด
** จ **
จงกรม (การฝึกสมาธิ) จระเข้ (สัตว์) จะเข้ (เครื่องดนตรีไทย)
จลาจล จลนศาสตร์ จอมเวท จะงอย จะละเม็ด
จักจั่น จักร จักรพรรดิ จักรยานยนต์ จักรวรรดิ
จักสาน (เครื่องใช้ที่ทำด้วยมือ) จาระไน จาระบี
จ้าละหวั่น จำนง จำวัด (นอน ใช้กับพระ) จิตรกร
จิตรลดา จิปาถะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เจตจำนง เจ้าอาวาส เจียระไน โจทก์(ผู้ฟ้องร้อง)
โจทย์(ปัญหา) โจษจัน
** ฉ **
ฉกรรจ์ ฉบับ ฉะนั้น ฉะนี้ ฉันญาติ ("ฉัน" ในที่นี้หมายถึง เสมือน)
ฉันท์ (ความพอใจ)
** ช **
ชมดชม้อย ชมพู (สี) ชมพู่ (ผลไม้) ช็อกโกแลต
ชอุ่ม ชะนี ชะมด ชะลอ ชักเย่อ ชัชวาล ชันสูตร
ชีพิตักษัย (ตาย ใช้กับหม่อมเจ้า) ชีวประวัติ
เชาว์(เร็ว) เชาวน์(ไหวพริบ) เชิ้ต (เสื้อ)
** ซ **
ซาลาเปา ซีดเผือด เซ็นชื่อ (จากคำว่า sign) เซนติเมตร
เซลล์ ไซ(จับปลา)
** ฌ **
ฌาน ฌาปนกิจ
** ญ **
ญวน
** ฐ **
ฐานันดร ฐิติ
แล้วเอาไว้ต่อกันตอนต่อไป....ครับ
31 ส.ค. 2554
ภาษาไทย04
บทความ
บทความ คือ ความเรียงที่เขียนขั้นโดยมีหลักฐานข้อเท็จจริงและ
ในเนื้อหานั้น ผู้เขียนได้แทรกข้อเสนอแนะเชิงวิจารณ์หรือสร้างสรรค์
เอาไว้ เป็นสิ่งที่เราพบได้ในหนังสือพิมพ์
ลักษณะเฉพาะของบทความ
1. ต้องเป็นเรื่องที่ผู้อ่านส่วนมากกำลังใสใจในขณะนั้น
2. ต้องมีแก่นสาร มีสาระ อ่านแล้วได้ความรู้เพิ่มเติม
3. ต้องมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของผู้เขียนแทรกอยู่
4. มีวิธีเขียนให้ชวนอ่าน
5. เนื้อหาสาระและสำนวนภาษาเหมาะสมสำหรับผู้อ่าน
รายงาน
รายงาน คือ การรวบรวมหลักฐานที่แสดง ถึงข้อเท็จจริงเป็นข้อมูล
ที่สามารถนำมาปฏิบัติหรือปรับปรุงงานได้
การรายงานมี 3 ประเภทคือ
1. การรายงานด้วยการพูด
2. การรายงานด้วยการเขียน
3. การรายงานโดยใช้โสตทัศนูปการณ์
ส่วนประกอบของรายงาน
1. ปกนอก
2. ใบรองปก
3. ปกใน
4. คำนำ ในรายงานมีความสำคัญ คือ
1. รายงานนี้มีจุดประสงค์อย่างไร
2. มีแรงบันบาลใจอย่างไรทำให้สนใจรายงานนี้หรือ
ได้รับมอบหมายจากใคร
3. มีอุปสรรคและปัญหาในการค้นคว้าอย่างไร
4. รายงายมีประโยชน์แก่ผู้อ่านอย่างไร
5. มีใครความช่วยเหลือในการทำงานอย่างไร โดยกล่าว
ขอบคุณในต่อท้าย
5. สารบัญ เป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้อ่านว่า เรื่องหรือบทต่างๆอยู่ในหน้าใด
6. บัญชีตาราง
7. บัญชีภาพ
8. เนื้อหาและส่วนประกอบเนื้อหา เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด
เพราะเป็นส่วนที่กล่าวถึงเนื้อหาหรือข้อมูลที่ได้มา
9. บรรณานุกรม คือ รายชื่อเอกสาร หรือ สิ่งตีพิมพ์ หนังสือ สื่อ วัสดุ
ที่ผู้รายงานนำมาประกอบในการค้นคว้าเพื่อเขียนรายงาน
เป็นส่วนประกอบสุดท้ายของรายงาน
ตัวอย่างการเขียนบรรณนุกรม
1. แบบทราบผู้แต่ง
ลัลลนา ศิริเจริญ. คู่มือกำสรวลศรีปราชญ์. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ, 2517
สิทธิ พินิจภูวดลและนิตยา กาญจนวรรณ. ความรู้ทั่วไปทางวรรณกรรมไทย.
กรุงเทพฯ : ดวงกมล, 2520.
2. แบบไม่ทราบผู้แต่ง
ลิลิตพระลอ. พิมพ์ครั้งที่ 12 กรุงเทพฯ : คุรุสภา 2501, 190 หน้า
****
เชิงอรรถ
เชิงอรรถ คือ ข้อความที่เขียนไว้ส่วนล่างของหน้า โดยมีส้นคั่นแยก
จากเนื้อเรื่องและมีเลขกำกับไว้ตรงส่วนท้ายของข้อความและส่วนต้น
ของเชิงอรรถ เพื่อบอกแหล่งที่มาของเนื้อหาเพื่อขยายความตรงส่วนนั้น
เช่น
“สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์คือ คุณค่าในการดำรงชีวิต เพื่อรู้จักและ
เข้าใจชีวิต เข้าใจธรรมะ มนุษย์ย่อมสละได้ซึ่งทรัพย์เพื่ออวัยวะ
สละอวัยวะเพื่อชีวิต และสละชีวิตเพื่อธรรมะ” ๑
------------------
๑ ศ.ศิวลักษณ์, อนาคตของไทย (กรุงเทพมหานคร : ทาสิโน, 2522) หน้า 184.
****
โครงการ
โครงการ คือ สารที่เรียบเรียงขึ้นอย่างรอบคอบเป็นขั้นตอนพร้อมกับ
มีแผนปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
การเขียนโครงงาน เป็นการเขียนเพื่อประโยชน์ทางวิชาการประเภทหนึ่ง
โครงงานมี 3 ประเภทคือ โครงงานที่นำเสนอโดยส่วนตัว
โครงงานที่นำเสนอโดยกลุ่ม โครงงานที่นำเสนอโดยหน่วยงาน
องค์ประกอบของโครงการ
1. ส่วนนำ หมายถึงส่วนที่จะให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการนั้นๆ
โดยบอกว่า โครงการนั้นคือ โครงการอะไร เกี่ยวข้องกับใคร
ใครเป็นผู้เสนอและดำเนินโครงการ ฯลฯ โดยมีส่วนประกอบย่อยดังนี้
คือ ชื่อโครงการ ชื่อผู้เสนอและ / หรือผู้ดำเนินโครงการ ความเป็นมา
และความสำคัญของโครงการ วัตถุประสงค์
2. ส่วนเนื้อความ ในส่วนนี้จะบอกรายละเอียดวิธีการดำเนินโครงการ
ว่ามีลำดับอย่างไร โดยระบุ วัน เวลา สถานที่
3. ส่วนขยายของการเขียนโครงการ ประกอบด้วยค่าใช่จ่ายใน
การดำเนินงาน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ โดยอาจแบ่งเป็น
3 ส่วน ได้แก่
1. หมวดค่าตอบแทน เป็นเงินให้กับวิทยากร
2. หมวดค่าใสอย เป็นเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่จ่าย ค่าพาหนะ
3. หมวดค่าวัสดุ เป็นเงินที่ใช้ในการซื้อวัสดุ อุปกรณ์
****
คำประพันธ์หรือร้อยกรอง
คำประพันธ์หรือร้อยกรอง คือ การนำถ้อยคำมาเรียบเรียงให้เป็นระเบียบ
ตามที่บัญญัติไว้ในตำราว่าด้วยการแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย
ตำราดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ฉันท์ลักษณ์”
คำสำคัญที่ควรรู้จัก1. คณะ คือ แบบบังคับที่วางกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่า คำประพันธ์นั้นๆ
แต่ละบทจะมีกี่บาท แต่ละบาทจะมีกี่วรรค เป็นต้น
2. สัมผัส คือ ลักษณะบังคับให้ใช้คำที่มีเสียงคล้องจองกัน มี 2 ชนิดคือ
1) สัมผัสสระ เป็นเสียงที่สระ ตัวสะกดในมาตราเดียวกัน เช่น อ้อน – งอน, กด – รด, บน – กรน
2) สัมผัสอักษร เป็นคำที่ใช้พยัญชนะต้นหรือกัน เช่น รัก – ร้าง
นอกจากนั้นสัมผัสยังแบบได้อีก 2 แบบคือ สัมผัสนอก(วรรค), สัมผัสใน(วรรค)
3. คำครุ คือ เสียงหนัก คือ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาว
ในมาตราแม่ ก.กา เช่น อำ, ไอ, เอา, จำ, ดารา
4. คำลหุ คำที่มีเสียงเบา คือ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้น
เช่น จะ, กุ, ผลิ, หิว, กะทิ
5. คำเป็น คือ คำที่ประสมด้วยสระเสียงยาว เช่น ขา ตี แท้ เครือ ทู
6. คำตาย คือ คำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้น เช่น แกลบ เย็บ
โขก สุด ฤทธิ์ ประกบ
7. คำนำ คือ คำที่กล่าวขึ้นต้นในบทนำของคำประพันธ์
เช่น บัดนั้น สักวา
8. คำสร้อย คือ คำที่ใช้ลงท้ายบทหรือ บาทร้อยกรอง เพื่อให้
ความสมบูรณ์ เช่น พี่เอย แฮ แลนา ก็ดี
* * * * *
บทความ คือ ความเรียงที่เขียนขั้นโดยมีหลักฐานข้อเท็จจริงและ
ในเนื้อหานั้น ผู้เขียนได้แทรกข้อเสนอแนะเชิงวิจารณ์หรือสร้างสรรค์
เอาไว้ เป็นสิ่งที่เราพบได้ในหนังสือพิมพ์
ลักษณะเฉพาะของบทความ
1. ต้องเป็นเรื่องที่ผู้อ่านส่วนมากกำลังใสใจในขณะนั้น
2. ต้องมีแก่นสาร มีสาระ อ่านแล้วได้ความรู้เพิ่มเติม
3. ต้องมีข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของผู้เขียนแทรกอยู่
4. มีวิธีเขียนให้ชวนอ่าน
5. เนื้อหาสาระและสำนวนภาษาเหมาะสมสำหรับผู้อ่าน
รายงาน
รายงาน คือ การรวบรวมหลักฐานที่แสดง ถึงข้อเท็จจริงเป็นข้อมูล
ที่สามารถนำมาปฏิบัติหรือปรับปรุงงานได้
การรายงานมี 3 ประเภทคือ
1. การรายงานด้วยการพูด
2. การรายงานด้วยการเขียน
3. การรายงานโดยใช้โสตทัศนูปการณ์
ส่วนประกอบของรายงาน
1. ปกนอก
2. ใบรองปก
3. ปกใน
4. คำนำ ในรายงานมีความสำคัญ คือ
1. รายงานนี้มีจุดประสงค์อย่างไร
2. มีแรงบันบาลใจอย่างไรทำให้สนใจรายงานนี้หรือ
ได้รับมอบหมายจากใคร
3. มีอุปสรรคและปัญหาในการค้นคว้าอย่างไร
4. รายงายมีประโยชน์แก่ผู้อ่านอย่างไร
5. มีใครความช่วยเหลือในการทำงานอย่างไร โดยกล่าว
ขอบคุณในต่อท้าย
5. สารบัญ เป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้อ่านว่า เรื่องหรือบทต่างๆอยู่ในหน้าใด
6. บัญชีตาราง
7. บัญชีภาพ
8. เนื้อหาและส่วนประกอบเนื้อหา เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด
เพราะเป็นส่วนที่กล่าวถึงเนื้อหาหรือข้อมูลที่ได้มา
9. บรรณานุกรม คือ รายชื่อเอกสาร หรือ สิ่งตีพิมพ์ หนังสือ สื่อ วัสดุ
ที่ผู้รายงานนำมาประกอบในการค้นคว้าเพื่อเขียนรายงาน
เป็นส่วนประกอบสุดท้ายของรายงาน
ตัวอย่างการเขียนบรรณนุกรม
1. แบบทราบผู้แต่ง
ลัลลนา ศิริเจริญ. คู่มือกำสรวลศรีปราชญ์. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ, 2517
สิทธิ พินิจภูวดลและนิตยา กาญจนวรรณ. ความรู้ทั่วไปทางวรรณกรรมไทย.
กรุงเทพฯ : ดวงกมล, 2520.
2. แบบไม่ทราบผู้แต่ง
ลิลิตพระลอ. พิมพ์ครั้งที่ 12 กรุงเทพฯ : คุรุสภา 2501, 190 หน้า
****
เชิงอรรถ
เชิงอรรถ คือ ข้อความที่เขียนไว้ส่วนล่างของหน้า โดยมีส้นคั่นแยก
จากเนื้อเรื่องและมีเลขกำกับไว้ตรงส่วนท้ายของข้อความและส่วนต้น
ของเชิงอรรถ เพื่อบอกแหล่งที่มาของเนื้อหาเพื่อขยายความตรงส่วนนั้น
เช่น
“สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์คือ คุณค่าในการดำรงชีวิต เพื่อรู้จักและ
เข้าใจชีวิต เข้าใจธรรมะ มนุษย์ย่อมสละได้ซึ่งทรัพย์เพื่ออวัยวะ
สละอวัยวะเพื่อชีวิต และสละชีวิตเพื่อธรรมะ” ๑
------------------
๑ ศ.ศิวลักษณ์, อนาคตของไทย (กรุงเทพมหานคร : ทาสิโน, 2522) หน้า 184.
****
โครงการ
โครงการ คือ สารที่เรียบเรียงขึ้นอย่างรอบคอบเป็นขั้นตอนพร้อมกับ
มีแผนปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
การเขียนโครงงาน เป็นการเขียนเพื่อประโยชน์ทางวิชาการประเภทหนึ่ง
โครงงานมี 3 ประเภทคือ โครงงานที่นำเสนอโดยส่วนตัว
โครงงานที่นำเสนอโดยกลุ่ม โครงงานที่นำเสนอโดยหน่วยงาน
องค์ประกอบของโครงการ
1. ส่วนนำ หมายถึงส่วนที่จะให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการนั้นๆ
โดยบอกว่า โครงการนั้นคือ โครงการอะไร เกี่ยวข้องกับใคร
ใครเป็นผู้เสนอและดำเนินโครงการ ฯลฯ โดยมีส่วนประกอบย่อยดังนี้
คือ ชื่อโครงการ ชื่อผู้เสนอและ / หรือผู้ดำเนินโครงการ ความเป็นมา
และความสำคัญของโครงการ วัตถุประสงค์
2. ส่วนเนื้อความ ในส่วนนี้จะบอกรายละเอียดวิธีการดำเนินโครงการ
ว่ามีลำดับอย่างไร โดยระบุ วัน เวลา สถานที่
3. ส่วนขยายของการเขียนโครงการ ประกอบด้วยค่าใช่จ่ายใน
การดำเนินงาน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ โดยอาจแบ่งเป็น
3 ส่วน ได้แก่
1. หมวดค่าตอบแทน เป็นเงินให้กับวิทยากร
2. หมวดค่าใสอย เป็นเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่จ่าย ค่าพาหนะ
3. หมวดค่าวัสดุ เป็นเงินที่ใช้ในการซื้อวัสดุ อุปกรณ์
****
คำประพันธ์หรือร้อยกรอง
คำประพันธ์หรือร้อยกรอง คือ การนำถ้อยคำมาเรียบเรียงให้เป็นระเบียบ
ตามที่บัญญัติไว้ในตำราว่าด้วยการแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย
ตำราดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ฉันท์ลักษณ์”
คำสำคัญที่ควรรู้จัก1. คณะ คือ แบบบังคับที่วางกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่า คำประพันธ์นั้นๆ
แต่ละบทจะมีกี่บาท แต่ละบาทจะมีกี่วรรค เป็นต้น
2. สัมผัส คือ ลักษณะบังคับให้ใช้คำที่มีเสียงคล้องจองกัน มี 2 ชนิดคือ
1) สัมผัสสระ เป็นเสียงที่สระ ตัวสะกดในมาตราเดียวกัน เช่น อ้อน – งอน, กด – รด, บน – กรน
2) สัมผัสอักษร เป็นคำที่ใช้พยัญชนะต้นหรือกัน เช่น รัก – ร้าง
นอกจากนั้นสัมผัสยังแบบได้อีก 2 แบบคือ สัมผัสนอก(วรรค), สัมผัสใน(วรรค)
3. คำครุ คือ เสียงหนัก คือ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงยาว
ในมาตราแม่ ก.กา เช่น อำ, ไอ, เอา, จำ, ดารา
4. คำลหุ คำที่มีเสียงเบา คือ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้น
เช่น จะ, กุ, ผลิ, หิว, กะทิ
5. คำเป็น คือ คำที่ประสมด้วยสระเสียงยาว เช่น ขา ตี แท้ เครือ ทู
6. คำตาย คือ คำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้น เช่น แกลบ เย็บ
โขก สุด ฤทธิ์ ประกบ
7. คำนำ คือ คำที่กล่าวขึ้นต้นในบทนำของคำประพันธ์
เช่น บัดนั้น สักวา
8. คำสร้อย คือ คำที่ใช้ลงท้ายบทหรือ บาทร้อยกรอง เพื่อให้
ความสมบูรณ์ เช่น พี่เอย แฮ แลนา ก็ดี
* * * * *
29 ส.ค. 2554
ภาษาไทย03
มาต่อกันเลยนะครับถ้ายังไม่เหนื่อย
การเขียนเรียงความ
เรียงความ คือ การนำเอาคำมาประกอบแต่งเป็นเรื่องราวอาจใช้
วิธีการเขียนหรือการพูดก็ได้ เช่น การเขียนจด รายงาน
การตอบคำถาม ข่าว บทความ ต่างก็อาศัยพื้นฐานของเรียงความ
เรียงความมีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ ส่วนหน้า ส่วนเนื้อเรื่อง
ส่วนสรุปหรือส่วนท้าย
แนวทางการเขียนเรียงความ มีดังนี้
1. การเลือกเรื่อง
2. ประเภทของเรื่องที่จะเขียน แบ่งได้ 4 ประเภทคือ
เพื่อความรู้ , เพื่อความเข้าใจ, เพื่อโน้มน้าวใจ
3. การวางโครงเรื่องก่อนเขียน
4. การเขียนย่อหน้า
5. การเชื่อมโยงย่อหน้า
6. สำนวนภาษา
7. การใช้หมายเลขกำกับ
8. การแบ่งวรรคตอนและเครื่องหมายวรรคตอน
9. สำนวนโวหาร
****
การย่อความ
การย่อความ คือ การเก็บใจความสำคัญของเรื่องเดิมมาเขียนใหม่
ให้สั้นกว่าเดิมเพื่อสะดวกแก่การเข้าใจและการนำไปใช้
คำขึ้นต้นและลงท้ายจดหมาย
1. ญาติผู้ใหญ่ เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย
คำขึ้นต้น กราบเท้า...ที่เคารพอย่างสูง
คำลงท้าย กราบเท้าด้วยความเคารพอย่างสูง หรือ
กราบเท้าด้วยความเคารพรักอย่างยิ่ง
2. ญาติลำดับรองลงมา เช่น ลุง ป้า น้า อา
คำขึ้นต้น กราบ....ที่ความเคารพ หรือ กราบ....ที่ความเคารพอย่างสูง
คำลงท้าย กราบมาด้วยความเคารพ หรือ ด้วยความเคารพ หรือ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
3. พี่หรือญาติชั้นพี่
คำขึ้นต้น พี่...ที่รัก หรือ ถึง ... ที่รัก หรือ ....เพื่อนรัก หรือ ...น้องรัก
คำลงท้าย ด้วยความรัก หรือ รัก หรือ คิดถึง หรือ รักและคิดถึง
4. ครู อาจารย์ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง
คำขึ้นต้น กราบเรียน...ที่เคารพอย่างสูง
คำลงท้าย ด้วยความเคารพอย่างสูง
5. ผู้บังคับบัญชาระดับใกล้ตัว
คำขึ้นต้น เรียน ..... ที่เคารพ
คำลงท้าย ด้วยความเคารพ
6. ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา
ประวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา
คำขึ้นต้น กราบเรียน
คำลงท้าย ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
7. ข้าราชการตำแหน่งอื่นทุกตำแหน่งและคนทั่วไป
คำขึ้นต้น เรียน
คำลงท้าย ขอแสดงความนับถือ
8. พระสงฆ์
คำขึ้นต้น นมัสการ
คำลงท้าย ขอนมัสการความเคารพอย่างสูง หรือ
ขอนมัสการความเคารพ
ประเภทของจดหมาย
จดหมายแบ่งเป็น 4 ประเภทคือ (เรียงลำดับจากเป็นทางการน้อยไปมาก)
1. จดหมายส่วนตัว
2. จดหมายกิจธุระ
3. จดหมายธุรกิจ
4. จดหมายราชการหรือหนังสือราชการ
จดหมายราชการ แบ่งเป็น 5 ประเภทคือ
1. หนังสือภายนอก
2. หนังสือภายใน
3. หนังสือประทับตราแทนการลงชื่อ
4. หนังสือสั่งการและโฆษณา
5. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ
* * * * *
การเขียนเรียงความ
เรียงความ คือ การนำเอาคำมาประกอบแต่งเป็นเรื่องราวอาจใช้
วิธีการเขียนหรือการพูดก็ได้ เช่น การเขียนจด รายงาน
การตอบคำถาม ข่าว บทความ ต่างก็อาศัยพื้นฐานของเรียงความ
เรียงความมีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ ส่วนหน้า ส่วนเนื้อเรื่อง
ส่วนสรุปหรือส่วนท้าย
แนวทางการเขียนเรียงความ มีดังนี้
1. การเลือกเรื่อง
2. ประเภทของเรื่องที่จะเขียน แบ่งได้ 4 ประเภทคือ
เพื่อความรู้ , เพื่อความเข้าใจ, เพื่อโน้มน้าวใจ
3. การวางโครงเรื่องก่อนเขียน
4. การเขียนย่อหน้า
5. การเชื่อมโยงย่อหน้า
6. สำนวนภาษา
7. การใช้หมายเลขกำกับ
8. การแบ่งวรรคตอนและเครื่องหมายวรรคตอน
9. สำนวนโวหาร
****
การย่อความ
การย่อความ คือ การเก็บใจความสำคัญของเรื่องเดิมมาเขียนใหม่
ให้สั้นกว่าเดิมเพื่อสะดวกแก่การเข้าใจและการนำไปใช้
คำขึ้นต้นและลงท้ายจดหมาย
1. ญาติผู้ใหญ่ เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย
คำขึ้นต้น กราบเท้า...ที่เคารพอย่างสูง
คำลงท้าย กราบเท้าด้วยความเคารพอย่างสูง หรือ
กราบเท้าด้วยความเคารพรักอย่างยิ่ง
2. ญาติลำดับรองลงมา เช่น ลุง ป้า น้า อา
คำขึ้นต้น กราบ....ที่ความเคารพ หรือ กราบ....ที่ความเคารพอย่างสูง
คำลงท้าย กราบมาด้วยความเคารพ หรือ ด้วยความเคารพ หรือ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
3. พี่หรือญาติชั้นพี่
คำขึ้นต้น พี่...ที่รัก หรือ ถึง ... ที่รัก หรือ ....เพื่อนรัก หรือ ...น้องรัก
คำลงท้าย ด้วยความรัก หรือ รัก หรือ คิดถึง หรือ รักและคิดถึง
4. ครู อาจารย์ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง
คำขึ้นต้น กราบเรียน...ที่เคารพอย่างสูง
คำลงท้าย ด้วยความเคารพอย่างสูง
5. ผู้บังคับบัญชาระดับใกล้ตัว
คำขึ้นต้น เรียน ..... ที่เคารพ
คำลงท้าย ด้วยความเคารพ
6. ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา
ประวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา
คำขึ้นต้น กราบเรียน
คำลงท้าย ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
7. ข้าราชการตำแหน่งอื่นทุกตำแหน่งและคนทั่วไป
คำขึ้นต้น เรียน
คำลงท้าย ขอแสดงความนับถือ
8. พระสงฆ์
คำขึ้นต้น นมัสการ
คำลงท้าย ขอนมัสการความเคารพอย่างสูง หรือ
ขอนมัสการความเคารพ
ประเภทของจดหมาย
จดหมายแบ่งเป็น 4 ประเภทคือ (เรียงลำดับจากเป็นทางการน้อยไปมาก)
1. จดหมายส่วนตัว
2. จดหมายกิจธุระ
3. จดหมายธุรกิจ
4. จดหมายราชการหรือหนังสือราชการ
จดหมายราชการ แบ่งเป็น 5 ประเภทคือ
1. หนังสือภายนอก
2. หนังสือภายใน
3. หนังสือประทับตราแทนการลงชื่อ
4. หนังสือสั่งการและโฆษณา
5. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ
* * * * *
ภาษาไทย02
มาดูกันต่อกับสรุปเนื้อหาวิชาภาษาไทย
แหล่งความรู้
แหล่งความรู้ หมายถึง ที่อยู่ ที่รวมรวม ที่เก็บรักษา หรือสถาน
ที่ให้บริการความรู้ ด้านต่างๆ แก่ผู้ที่สนใจศึกษาหาความรู้
ประเภทของแหล่งความรู้
1. แหล่งความรู้ที่เป็นบุคคล ได้แก่ บุคคลที่มีความรู้ความชำนาญ
มีประการณ์ในด้านต่างๆ
2. แหล่งความรู้ที่เป็นสถานที่ เช่น พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด
ศูนย์การเรียนชุมชน วัด
3. สื่อ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ หนังสือต่างๆ รวมทั้งสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เทปเสียง คอมพิวเตอร์
โปรแกรมการศึกษาต่างๆ ,CD การสอน
4. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้แก่ แร่ธาตุ แม่น้ำลำธาร ป่าไม้
****
หนังสือ
หนังสือ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
1. ตำราวิชาการ เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ด้านต่างๆ โดยด้านทฤษฎี
หรือเนื้อหาอย่างกว้างๆ
2. สารคดี เป็นหนังสือมีเนื้อหาสาระในด้านให้ความรู้ ความคิด
พร้อมกับความเพลิดเพลิน
3. บันเทิงคดี เป็นหนังสือที่แต่งเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความสนุกเพลิดเพลิน
โดยอาจจะแทรกข้อคิดไว้ด้วย เช่น นวนิยาย นิยาย วรรณคดี
บทร้อยกรอง บทละคร
4. วารสารและหนังสือพิมพ์ หนังสือประเภทนี้คนทั่วไปอ่านบ่อย
กว่าหนังสือประเภทอื่น เป็นหนังสือที่ต้องแข่งกับเวลา
****
แผนภาพความคิด
แผนภาพความคิด เป็นการแสดงความรู้ ความคิดโดยให้แผนภาพ
เป็นวิธีการนำความรู้หรือข้อเท็จจริงมาจัดระบบแล้วสร้างเป็นภาพ
แนวคิดเกี่ยวกับแผนภาพความคิด
1. เราใช้แผนภาพความคิด เมื่อพบว่าข้อมูลที่มีอยู่กระจัดจาย
มาทำเป็นแผนภาพความคิด เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยง
2. แผนภาพความคิดจะช่วยจัดความคิดให้เป็นระบบ
นำไปสู่ความรู้ใหม่ๆได้
3. การใช้แผนภาพความคิด ช่วยให้จำเรื่องราวต่างๆได้ง่ายขึ้น
และแม่นนำมากขึ้น
4. แผนภาพความคิดจะใช้ภาษาที่เป็นคำพูดหรือสัญลักษณ์สั้นๆ
มาทำเป็นภาพ ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้เอง
รูปแบบแผนภาพความคิด มี 4 รูปแบบ
1. รูปแบบจัดกลุ่ม รูปแบบนี้ยึดความคิดรวบยอดเป็นสำคัญและ
จัดกลุ่มตามลำดับความคิดรวบยอย่อยเป็นแผนภาพ เช่น
แผนผังโครงสร้างคณะทำงานจากผู้บริหารถึงพนังงาน,
แผนผังของสมาชิกในครอบครัว
2. รูปแบบความคิดรวบยอด รูปแบบแบบนี้จะมีความคิดหลักและ
มีข้อเท็จจริงที่จัดแบ่งเป็นระดับขั้นมาสนับสนุนความคิดหลัก
3. รูปแบการจัดลำดับ รูปแบบการจัดลำดับจะเป็นการจัดตาม
เหตุการณ์ หรือช่วงเวลา มีการเริ่มต้นและสิ้นสุด
เช่น การสรุปเหตุการณ์ต่างๆโดยเขียนตามปีพ.ศ.
4. รูปแบบวงกลม รูปแบบนี้เป็นชุดเหตุการณ์ที่อยู่ภายใต้
กระบวนการที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
เช่น แผนวงจรของสิ่งของสิ่งมีชีวิต หรือ ระบบนิเวศน์
ประโยชน์ของแผนภาพความคิด
1. ช่วยบูรณการความรู้เดิมกับความรู้ใหม่
2. ช่วยพัฒนาความคิดรวบยอดให้ชัดเจนขึ้น
3. ช่วยเน้นองค์ประกอบลำดับของเรื่อง
4. ช่วยพัฒนาการอ่าน การเขียนและการคิด
5. ช่วยวางแผนในการเขียนและการปรับปรุงการเขียน
6. ช่วยการอภิปราย
7. ช่วยวางแผนการสอนของครู
8. เป็นเครื่องมือการประเมินผล
*****
การอ่านคำประพันธ์
บทร้อยกรอง หมายถึง เรื่องราวที่เรียบเรียงให้เกิดความไพเราะ
ตามระเบียบบัญญัติแห่งฉันทลักษณ์หรือระเบียบที่ว่าด้วยการประพันธ์
1. กลอนสุภาพ เป็นคำว่าประพันธ์ที่เก่าแก่ของไทยซึ่งเป็นที่นิยม
มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ลักษณะของกลอนสุภาพ คือ บทหนี่งมี 4 วรรค วรรคละ 8 พยางค์ เช่น
ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย ยังไม่เคยเชยชิดพิสมัย
ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย
2. โครงสี่สุภาพ เป็นคำว่าประพันธ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
นอกจากมีการบังคับสัมผัสแล้วยังมีการบังคับเสียงเอก-โทด้วย
ลักษณะของกลอนโครงสี่สุภาพ คือ 1 บท ต้องมี 4 บาท ( 4 บรรทัด)
บาทละ 2 วรรค วรรคหน้าทุกวรรคมี 5 พยางค์ เช่น
เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤๅพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ
หมายเหตุ
ส่วนที่เป็นสีแดง คือ ตำแหน่งที่บังคับเสียงเอก
ส่วนทีเป็นสีน้ำเงิน คือ ตำแหน่งที่บังคับเสียงโท
3. กาพย์ยานีหรือกาพย์ยานี11
กาพย์ยานี 1 บท มี 2 บาท (2 บรรทัด) บาทที่ 1 เรียกว่า บาทเอก
บาทที่ 2 เรียกว่า บาทโท แต่ละบาทมี 2 วรรค
วรรคแรกมี 5 คำ(พยางค์) วรรคหลังมี 6 คำ(พยางค์)
ลิงค่างครางโครกครอก ฝูงจิ้งจอกออกเห่าหอน
ชะนีวิเวกวอน นกหกร่อนนอนรังเรียง
(เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ)
หมายเหตุ
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ เป็นกวีเอกของไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัย
ของพระเจ้าอยู่หัวบรรมโกศ บทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงของท่านคือ
กาพย์เห่เรือ ลักษณะการประพันธ์ 2 แบบคือ โคลงสี่สุภาพและกาพย์ยานี11
4. กาพย์สุรางคนางค์หรือกาพย์สุรางคนางค์ 28
กาพย์สุรางคนางค์ 1 บท มี 7 วรรค วรรคหนึ่งมี 4 พยางค์
รวมบทหนึ่งมี 28 พยางค์
สุรางคนางค์
เจ็ดวรรคจักวาง ให้ถูกวิธี
วรรคหนึ่งสี่คำ จงจำให้ดี
บทหนึ่งจึงมี ยี่สิบแปดคำ
*****
บทประพันธ์ หมายถึง เรื่องราวแต่งขึ้นบอกราวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เรื่องที่เล่านั้นอาจเป็นข้อเท็จจริง หรือเรื่องราวที่สมมุติขึ้นตาม
ความคิดผันของผู้แต่ง
ลักษณะเด่นของบทประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง
บทประพันธ์ที่ดี จะมีลักษณะเด่นหนึ่งใน 3 ประการนั้คือ
1. มีแนวความคิดที่ดี
2. มีกลวิธีการแต่งที่ดี
3. มีประโยชน์ เช่นให้ความรู้ ให้คติธรรม
หมายเหตุ
บทประพันธ์และผู้ประพันธ์ที่น่าจดจำ
กาพย์พระไชยสุริยา แต่งโดยสุนทรภู่
ศกุนตลา เป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 9
มัทนาพาธา เป็นพระราชนิพนธ์ใน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 6 (รัชกาลที่)
นิราศนรินทร์ แต่งโดยนายนรินทร์เบศร์
โคลงโลกนิติ แต่งโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร
อยู่กับก๋ง แต่งโดยหยก บูรพา
* * * * *
แหล่งความรู้
แหล่งความรู้ หมายถึง ที่อยู่ ที่รวมรวม ที่เก็บรักษา หรือสถาน
ที่ให้บริการความรู้ ด้านต่างๆ แก่ผู้ที่สนใจศึกษาหาความรู้
ประเภทของแหล่งความรู้
1. แหล่งความรู้ที่เป็นบุคคล ได้แก่ บุคคลที่มีความรู้ความชำนาญ
มีประการณ์ในด้านต่างๆ
2. แหล่งความรู้ที่เป็นสถานที่ เช่น พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด
ศูนย์การเรียนชุมชน วัด
3. สื่อ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ หนังสือต่างๆ รวมทั้งสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เทปเสียง คอมพิวเตอร์
โปรแกรมการศึกษาต่างๆ ,CD การสอน
4. แหล่งการเรียนรู้ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้แก่ แร่ธาตุ แม่น้ำลำธาร ป่าไม้
****
หนังสือ
หนังสือ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
1. ตำราวิชาการ เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ด้านต่างๆ โดยด้านทฤษฎี
หรือเนื้อหาอย่างกว้างๆ
2. สารคดี เป็นหนังสือมีเนื้อหาสาระในด้านให้ความรู้ ความคิด
พร้อมกับความเพลิดเพลิน
3. บันเทิงคดี เป็นหนังสือที่แต่งเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความสนุกเพลิดเพลิน
โดยอาจจะแทรกข้อคิดไว้ด้วย เช่น นวนิยาย นิยาย วรรณคดี
บทร้อยกรอง บทละคร
4. วารสารและหนังสือพิมพ์ หนังสือประเภทนี้คนทั่วไปอ่านบ่อย
กว่าหนังสือประเภทอื่น เป็นหนังสือที่ต้องแข่งกับเวลา
****
แผนภาพความคิด
แผนภาพความคิด เป็นการแสดงความรู้ ความคิดโดยให้แผนภาพ
เป็นวิธีการนำความรู้หรือข้อเท็จจริงมาจัดระบบแล้วสร้างเป็นภาพ
แนวคิดเกี่ยวกับแผนภาพความคิด
1. เราใช้แผนภาพความคิด เมื่อพบว่าข้อมูลที่มีอยู่กระจัดจาย
มาทำเป็นแผนภาพความคิด เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยง
2. แผนภาพความคิดจะช่วยจัดความคิดให้เป็นระบบ
นำไปสู่ความรู้ใหม่ๆได้
3. การใช้แผนภาพความคิด ช่วยให้จำเรื่องราวต่างๆได้ง่ายขึ้น
และแม่นนำมากขึ้น
4. แผนภาพความคิดจะใช้ภาษาที่เป็นคำพูดหรือสัญลักษณ์สั้นๆ
มาทำเป็นภาพ ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้เอง
รูปแบบแผนภาพความคิด มี 4 รูปแบบ
1. รูปแบบจัดกลุ่ม รูปแบบนี้ยึดความคิดรวบยอดเป็นสำคัญและ
จัดกลุ่มตามลำดับความคิดรวบยอย่อยเป็นแผนภาพ เช่น
แผนผังโครงสร้างคณะทำงานจากผู้บริหารถึงพนังงาน,
แผนผังของสมาชิกในครอบครัว
2. รูปแบบความคิดรวบยอด รูปแบบแบบนี้จะมีความคิดหลักและ
มีข้อเท็จจริงที่จัดแบ่งเป็นระดับขั้นมาสนับสนุนความคิดหลัก
3. รูปแบการจัดลำดับ รูปแบบการจัดลำดับจะเป็นการจัดตาม
เหตุการณ์ หรือช่วงเวลา มีการเริ่มต้นและสิ้นสุด
เช่น การสรุปเหตุการณ์ต่างๆโดยเขียนตามปีพ.ศ.
4. รูปแบบวงกลม รูปแบบนี้เป็นชุดเหตุการณ์ที่อยู่ภายใต้
กระบวนการที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
เช่น แผนวงจรของสิ่งของสิ่งมีชีวิต หรือ ระบบนิเวศน์
ประโยชน์ของแผนภาพความคิด
1. ช่วยบูรณการความรู้เดิมกับความรู้ใหม่
2. ช่วยพัฒนาความคิดรวบยอดให้ชัดเจนขึ้น
3. ช่วยเน้นองค์ประกอบลำดับของเรื่อง
4. ช่วยพัฒนาการอ่าน การเขียนและการคิด
5. ช่วยวางแผนในการเขียนและการปรับปรุงการเขียน
6. ช่วยการอภิปราย
7. ช่วยวางแผนการสอนของครู
8. เป็นเครื่องมือการประเมินผล
*****
การอ่านคำประพันธ์
บทร้อยกรอง หมายถึง เรื่องราวที่เรียบเรียงให้เกิดความไพเราะ
ตามระเบียบบัญญัติแห่งฉันทลักษณ์หรือระเบียบที่ว่าด้วยการประพันธ์
1. กลอนสุภาพ เป็นคำว่าประพันธ์ที่เก่าแก่ของไทยซึ่งเป็นที่นิยม
มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ลักษณะของกลอนสุภาพ คือ บทหนี่งมี 4 วรรค วรรคละ 8 พยางค์ เช่น
ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย ยังไม่เคยเชยชิดพิสมัย
ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย
2. โครงสี่สุภาพ เป็นคำว่าประพันธ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
นอกจากมีการบังคับสัมผัสแล้วยังมีการบังคับเสียงเอก-โทด้วย
ลักษณะของกลอนโครงสี่สุภาพ คือ 1 บท ต้องมี 4 บาท ( 4 บรรทัด)
บาทละ 2 วรรค วรรคหน้าทุกวรรคมี 5 พยางค์ เช่น
เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤๅพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ
หมายเหตุ
ส่วนที่เป็นสีแดง คือ ตำแหน่งที่บังคับเสียงเอก
ส่วนทีเป็นสีน้ำเงิน คือ ตำแหน่งที่บังคับเสียงโท
3. กาพย์ยานีหรือกาพย์ยานี11
กาพย์ยานี 1 บท มี 2 บาท (2 บรรทัด) บาทที่ 1 เรียกว่า บาทเอก
บาทที่ 2 เรียกว่า บาทโท แต่ละบาทมี 2 วรรค
วรรคแรกมี 5 คำ(พยางค์) วรรคหลังมี 6 คำ(พยางค์)
ลิงค่างครางโครกครอก ฝูงจิ้งจอกออกเห่าหอน
ชะนีวิเวกวอน นกหกร่อนนอนรังเรียง
(เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ)
หมายเหตุ
เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ เป็นกวีเอกของไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัย
ของพระเจ้าอยู่หัวบรรมโกศ บทประพันธ์ที่มีชื่อเสียงของท่านคือ
กาพย์เห่เรือ ลักษณะการประพันธ์ 2 แบบคือ โคลงสี่สุภาพและกาพย์ยานี11
4. กาพย์สุรางคนางค์หรือกาพย์สุรางคนางค์ 28
กาพย์สุรางคนางค์ 1 บท มี 7 วรรค วรรคหนึ่งมี 4 พยางค์
รวมบทหนึ่งมี 28 พยางค์
สุรางคนางค์
เจ็ดวรรคจักวาง ให้ถูกวิธี
วรรคหนึ่งสี่คำ จงจำให้ดี
บทหนึ่งจึงมี ยี่สิบแปดคำ
*****
บทประพันธ์ หมายถึง เรื่องราวแต่งขึ้นบอกราวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เรื่องที่เล่านั้นอาจเป็นข้อเท็จจริง หรือเรื่องราวที่สมมุติขึ้นตาม
ความคิดผันของผู้แต่ง
ลักษณะเด่นของบทประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง
บทประพันธ์ที่ดี จะมีลักษณะเด่นหนึ่งใน 3 ประการนั้คือ
1. มีแนวความคิดที่ดี
2. มีกลวิธีการแต่งที่ดี
3. มีประโยชน์ เช่นให้ความรู้ ให้คติธรรม
หมายเหตุ
บทประพันธ์และผู้ประพันธ์ที่น่าจดจำ
กาพย์พระไชยสุริยา แต่งโดยสุนทรภู่
ศกุนตลา เป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 9
มัทนาพาธา เป็นพระราชนิพนธ์ใน
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 6 (รัชกาลที่)
นิราศนรินทร์ แต่งโดยนายนรินทร์เบศร์
โคลงโลกนิติ แต่งโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร
อยู่กับก๋ง แต่งโดยหยก บูรพา
* * * * *
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)