ในตอนนี้จะมาเราศึกษากันในเรื่องของภัยอย่างหนึ่งที่
ใกล้ตัวของเรา มากขึ้นทุกวัน คือ ยาเสพติด (Drugs)
สิ่งเสพติด คือ ยาประเภทหนึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำให้ผู้เสพ
มีความต้องการมากขึ้นเรื่อย วิธีการเสพเข้าสู่ร่างกายทำได้โดย
การกิน สูบ ฉีด หรือดม เมื่อเสพไปในระยะเวลาหนึ่งแล้วก่อให้
เกิดผลเสียกับร่างกายและจิตใจของผู้เสพโดยตรง และยังส่ง
ผลกระทบไปสู่คนรอบข้างและสังคมแรงร้ายอีกด้วย
ตัวอย่างของสิ่งเสพติด
1) บุหรี่ ในบุหรี่มีสารนิโคติน ซึ่งจะระเหยออกมาพร้อมกับควันบุหรี่
สารนิโคติน จะเป็นอันตรายต่อหัวใจ ระบบประสาท อวัยวะที่
เกี่ยวกับทางเดินหายใจ
โรคที่เป็นผลมาจากบุหรี่ เช่น โรคถุงลมโปงพอง เป็นต้น
2) น้ำชา กาแฟ จะมีสารกาเฟอีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท
ทำให้รู้สึกสดชื่นหายง่วงในระยะเวลาหนึ่ง
3. สุรา ในสุรามีแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
เมื่อแอลกอฮอล์เข้าไปในกระแสเลือด ทำให้มึนเมา ขาดสติ
โรคที่เป็นผลมาจากบุหรี่ เช่น โรคตับแข็งและยังเป็นอันตราย
ต่อกระเพาะอาหาร ลำไส้ ปอด เป็นต้น
4. ยาบ้าหรือแอมเฟตามีน มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทและสมอง
ทำให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อหมดฤทธิ์ยาจะทำให้มึนงง
นอนไม่หลับ ตกใจง่าย อ่อนล้า คลุ้มคลั่ง ประสาทหลอน
คลื่นไส้ อาเจียน อาจถึงขั้นหลอดเลือดในสมองแตกและหัวใจวาย
5. สารระเหยต่างๆ เช่น ทินเนอร์ น้ำยาล้างเล็บ กาว เป็นต้น
เมื่อร่างกายรับสารระเหยเข้าไปในระยะแรก จะเกิดอาการตื่นเต้น
ร่าเริงต่อมาจะมีอาการมึนงง ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ จะง่วงซึม
และหมดสติในที่สุด
6. กัญชา เป็นพืชล้มลุก ในใบ ดอก ลำต้นของกัญชาจะมี
สารเสพติดที่เป็นน้ำมัน เมื่อรับเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้กล้ามเนื้อสั่น
กระตุก ปวดร้าว สมองมึนงง ความคิดสับสน กระหายน้ำ หวาดผวา
เป็นอันตรายต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อของร่างกาย
7. ฝิ่น ได้จากเปลือกผลดิบมีลักษณะเป็นยาง เรียกว่า ฝิ่นดิบ
นำมาเคี่ยวให้สุกมีสีดำ รสชาติขม ฝิ่นมีฤทธิ์กดประสาท
ทำให้จิตใจเสื่อมโทรม
8. มอร์ฟีน มีลักษณะเป็นผงสีขาวหรือเหลืองอ่อน ละลายน้ำง่าย
ไม่มีกลิ่น เป็นสารสกัดที่ได้จากฝิ่นแต่มีฤทธิ์รุนแรงกว่า 8 - 10 เท่า
มีฤทธิ์กดประสาทและสมองทำให้ศูนย์ประสาทรับความรู้สึกชา
สามารถนำมาใช้วงการแพทย์ใช้สำหรับระงับความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วย
9. เฮโรอีน สกัดจากมอร์ฟีน แต่มีฤทธิ์ร้ายแรงกว่า 10 เท่า
เสพเพียง 1 - 2 ครั้งก็สามารถติดได้ เฮโรอีนสามารถแบ่งได้
2 ชนิด คือ
9.1) เฮโรอีนบริสุทธิ์หรือผงขาว มีลักษณะเป็นผงสีขาวไม่มีกลิ่น
รสชาติขมจัด
9.2) เฮโรอีนไม่บริสุทธิ์หรือเฮโรอีนผสมหรือไอระเหย มีสีต่างๆ
เช่น ชมพู สีม่วง มีลักษณะเป็นเกล็ด เสพเข้าร่างกายโดย
วิธีการสูบไอระเหย เข้าไปตามระบบทางเดินลมหายใจ
ผลเสียของสิ่งเสพติด
1) ต่อตัวเอง ร่างกายทรุดโทรม ทำให้เกิดโรค สมองเสื่อม
เสียบุคลิกภาพ
2) ต่อสังคมและประเทศชาติ เพราะประเทศต้องเลี้ยงดู รักษา
ผู้ที่ติดสารเสพติดเป็นจำนวนมาก เป็นภาระต่อสังคม ก่อให้
เกิดปัญหาอาชญากรรม ทำให้สูญเสียแรงงานของชาติ
สูญเสียงบประมาณของประเทศในการป้องกันและปราบปราม
3) ต่อครอบครัว ทำให้สิ้นเปลือง ทำให้เสียชื่อเสียง เป็นภาระ
ของผู้อื่น บางรายหลังจากที่มีการเสพทำร้ายบุคคลในครอบครัว
หรือบางรายไมมีเงินซื้อสิ่งเหล่านี้มาเสพจะเกิดการลักขโมย
ทำร้ายผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินที่จะนำไปซื้อยาเสพติด
สาเหตุของการติดสิ่งเสพติด
1. อยากรู้ อยากลอง
2. ถูกชักชวน ถูกหลอกลวง ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
3. สาเหตุมาจากการขาดความรัก ความอบอุ่นจากครอบครัว
4. จากสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ ทำให้เด็กทำตาม
5. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี
6. มึความรู้ว่าเสพแล้วโก้ มีเสน่ห์
ลักษณะของผู้ติดยา
1. สุขภาพทรุดโทรม ผอม ซูบซีด เจ็บป่วยง่าย ตาแดง
ตาโรย น้ำมูลไหล น้ำตาไหล
2. มีร่องรอยการเสพยาตามร่างกาย นิ้วมือมีคราบเหลือง
มีรอยการเสพยาด้วยเข็ม
3. ผิวหนังหยาบกร้าน เป็นแผลพุพอง เป็นหนอง น้ำเหลือง
คล้ายคนเป็นโรคผิวหนัง
พฤติกรรมของผู้ติดสิ่งเสพติด
1. ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ชอบแยกตัวเอง
2. แต่งกายไม่เรียบร้อย สกปรก
3. สีหน้าแสดงความวิตก ซึมเศร้า ไม่กล้าที่จะสู้หน้าคน
4. เมื่อขาดยา มีอาการกระวนกระวาย หายใจลึก
กล้ามเนื้อกระตุก ทุรนทุราย คลุ้มคลั่ง
การป้องกันการเสพยาเสพติด
1. เลือกคบเพื่อนที่ดี หลีกเลี่ยงการคบเพื่อนที่ติดสิ่งเสพติด
2. ไม่ทดลองสิ่งเสพติดทุกชนิด
3. เล่นกีฬา ออกกำลังกาย หาเล่นอดิเรกทำเมื่อมีเวลาว่าง
4. โรงเรียนและสื่อต่างๆ ควรให้ควมรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติด
5. ให้ความอบอุ่นแก่คนครอบครัว ช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิด
6. เมื่อมีปัญหาควรที่จะปรึกษาผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่ควรใหคำปรึกษา
ที่ถูกต้อง
* * * * *
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาทักษะชีวิต1 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาทักษะชีวิต1 แสดงบทความทั้งหมด
8 ก.ย. 2554
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-14
ในหัวข้อนี้เรามาดูกันในเรื่องของการวางแผนครอบครัว
และการคุมกำเนิด
การวางแผนครอบครัว
การวางแผนครอบครัว คือ การที่สามีภรรยาวางแผนไว้ก่อนว่า
จะมีลูกเมื่อใด มีกี่คน โดยควรจะไปรับคำปรึกษาจากแพทย์
ข้อคิดสำหรับการวางแผนครอบครับ
1) เราจะทำให้ครอบครัวมีความสุขได้อย่างไร
2) หากไม่มีลูกหล่ะ ครอบครัวเราจะเป็นอย่างไร ควรมีลูกกี่คน
จึงจะเหมาะม
3) ลูกเป็นของขวัญ ไม่ใช่เป็นภาระ หรือห่วงผูกคอ
4) มีลูกเมื่อพร้อมทั้งร่างกาย เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมดีที่สุด
5) ลูกที่เกิดมาควรมีการวางแผนในการเลียงดูที่ดี
ไม่ใช่เลี้ยงแบบตามยถากรรม
6) แต่ละครอบครัวมีความพร้อมต่างกัน จึงไม่ควรคิดเปรียบเทียบกัน
ความสำคัญของการวางแผนครอบครัว
1) ช่วยให้คู่สมรสที่เพิ่งแต่งงาน ได้มีโอกาสปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันก่อนมีลูก
2) ครอบครัวมีความเป็นอยู่ดี ลูกมีโอกาสได้รับการศึกษาที่สูง
3) คู่สมรสสามารถเว้นระยะการมีลูกหรือจำกัดขนาดของครอบครัวได้
4) คู่สมรสมีโอกาสสร้างฐานะการเงินให้มั่นคงได้
5) สุขภาพของผู้เป็นมารดาไม่ทรุดโทรม สามารถดูแลครอบครัวได้เต็มที่
ประโยชน์ของการวางแผนครอบรัว
1) ช่วยควบคุมอัตราการเพิ่มของประชากรให้เหมาะสมกับ
สภาวะเศรษฐกิจและสังคม
2) ในระดับครอบครัวจะช่วยให้คู่สมรสที่เพิ่งแต่งงานได้มีช่วงเวลา
ในการใช้ชีวิตแต่งานอย่างมีความสุขก่อนมีบุตร
3) ช่วยให้คู่สมรสสามารถกำหนดระยะเวลาการมีบุตร ระยะห่าง
การมีบุตรและจำนวนบุตรที่ต้องการ
4) การเว้นระยะห่างของการมีบุตรช่วยทำให้ร่างกายของแม่ไม่ทรุดโทรม
5) การมีจำนวนบุตรตามที่ต้องการจะทำให้บุตรได้รับการเลี้ยงดูที่ดีพ
6) การวางแผนครอบครัวที่ดีช่วยป้องกันทำแท้งที่ผิดกฎหมาย
หน่วยงานที่ให้บริการวางแผนครอบครัว
- โรงพยาบาลทุกแห่ง
- กองอนามัยครอบครัว กรมอนามัย
- ศูนย์บริการสาธารณสุข
- สถานีอนามัย
- ศูนย์อนามัยแม่และเด็ก
- ศูนย์การแพทย์อื่นๆ
การคุมกำเนิด
การคุมกำเนิด คือการป้องกันการปฏิสนธิหรือไม่ให้ตั้งครรภ์
แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1) การคุมกำเนิดแบบถาวร (Permanent Contraception) ได้แก่
1.1) การทำหมันชาย
1.2) การทำหมันหญิง
2. การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว (Temporary or Reversible Contraception)
2.1) สำหรับเพศชาย ได้แก่ การใส่ถุงยางอนามัย การหลั่งน้ำอสุจินอกช่องคลอด
2.2) สำหรับเพศหญิง ได้แก่ การทานยาคุมกำเนิด การฉีดยาคุมกำเนิด
การใช้ยาครีบสอดช่องคลอด การใช้หมวกยางครอบปากช่องคลอด
การนับระยะปอดภัย การใส่ห่วงอนามัย
* * * * *
และการคุมกำเนิด
การวางแผนครอบครัว
การวางแผนครอบครัว คือ การที่สามีภรรยาวางแผนไว้ก่อนว่า
จะมีลูกเมื่อใด มีกี่คน โดยควรจะไปรับคำปรึกษาจากแพทย์
ข้อคิดสำหรับการวางแผนครอบครับ
1) เราจะทำให้ครอบครัวมีความสุขได้อย่างไร
2) หากไม่มีลูกหล่ะ ครอบครัวเราจะเป็นอย่างไร ควรมีลูกกี่คน
จึงจะเหมาะม
3) ลูกเป็นของขวัญ ไม่ใช่เป็นภาระ หรือห่วงผูกคอ
4) มีลูกเมื่อพร้อมทั้งร่างกาย เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมดีที่สุด
5) ลูกที่เกิดมาควรมีการวางแผนในการเลียงดูที่ดี
ไม่ใช่เลี้ยงแบบตามยถากรรม
6) แต่ละครอบครัวมีความพร้อมต่างกัน จึงไม่ควรคิดเปรียบเทียบกัน
ความสำคัญของการวางแผนครอบครัว
1) ช่วยให้คู่สมรสที่เพิ่งแต่งงาน ได้มีโอกาสปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันก่อนมีลูก
2) ครอบครัวมีความเป็นอยู่ดี ลูกมีโอกาสได้รับการศึกษาที่สูง
3) คู่สมรสสามารถเว้นระยะการมีลูกหรือจำกัดขนาดของครอบครัวได้
4) คู่สมรสมีโอกาสสร้างฐานะการเงินให้มั่นคงได้
5) สุขภาพของผู้เป็นมารดาไม่ทรุดโทรม สามารถดูแลครอบครัวได้เต็มที่
ประโยชน์ของการวางแผนครอบรัว
1) ช่วยควบคุมอัตราการเพิ่มของประชากรให้เหมาะสมกับ
สภาวะเศรษฐกิจและสังคม
2) ในระดับครอบครัวจะช่วยให้คู่สมรสที่เพิ่งแต่งงานได้มีช่วงเวลา
ในการใช้ชีวิตแต่งานอย่างมีความสุขก่อนมีบุตร
3) ช่วยให้คู่สมรสสามารถกำหนดระยะเวลาการมีบุตร ระยะห่าง
การมีบุตรและจำนวนบุตรที่ต้องการ
4) การเว้นระยะห่างของการมีบุตรช่วยทำให้ร่างกายของแม่ไม่ทรุดโทรม
5) การมีจำนวนบุตรตามที่ต้องการจะทำให้บุตรได้รับการเลี้ยงดูที่ดีพ
6) การวางแผนครอบครัวที่ดีช่วยป้องกันทำแท้งที่ผิดกฎหมาย
หน่วยงานที่ให้บริการวางแผนครอบครัว
- โรงพยาบาลทุกแห่ง
- กองอนามัยครอบครัว กรมอนามัย
- ศูนย์บริการสาธารณสุข
- สถานีอนามัย
- ศูนย์อนามัยแม่และเด็ก
- ศูนย์การแพทย์อื่นๆ
การคุมกำเนิด
การคุมกำเนิด คือการป้องกันการปฏิสนธิหรือไม่ให้ตั้งครรภ์
แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1) การคุมกำเนิดแบบถาวร (Permanent Contraception) ได้แก่
1.1) การทำหมันชาย
1.2) การทำหมันหญิง
2. การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว (Temporary or Reversible Contraception)
2.1) สำหรับเพศชาย ได้แก่ การใส่ถุงยางอนามัย การหลั่งน้ำอสุจินอกช่องคลอด
2.2) สำหรับเพศหญิง ได้แก่ การทานยาคุมกำเนิด การฉีดยาคุมกำเนิด
การใช้ยาครีบสอดช่องคลอด การใช้หมวกยางครอบปากช่องคลอด
การนับระยะปอดภัย การใส่ห่วงอนามัย
* * * * *
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-13
ในหัวข้อนี้จะมาศึกษากันในเรื่องของโรคทางพันธุกรรม
โรคทางพันธุกรรม
โรคทางพันธุกรรม หรือ โรคติดต่อทางพันธุกรรม เป็นโรคที่มี
สาเหตุมาจากการถ่ายทอดพันธุกรรมของฝั่งพ่อและแม่ ถ้าพ่อ
และแม่มีความผิดปกติแฝงอยู่ โดยความผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้น
มาจากการผ่าเหล่าของหน่วยพันธุกรรมบรรพบุรุษ ทำให้
หน่วยพันธุกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมได้
โรคทางพันธุกรรม เป็นโรคติดตัวไปตลอดชีวิต ไม่สามารถรักษา
ให้หายขาดได้
ตัวอย่างโรคทางพันธุ์กรรม
1. ตาบอดสี (Color blindness)
เป็นภาวะการมองเห็นผิดปกติ โดยมากเป็นสีตั้งแต่กำเนิด
และมักพบในเพศชายมากกว่า เพราะเป็นการถ่ายทอดทาง
พันธุกรรมแบบลักษณะด้อยบนโครโมโซม ผู้ที่เป็นตาบอดสี
ส่วนใหญ่จะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างสีเขียวและ
สีแดงได้มากที่สุด จึงมีปัญหาในการดูสัญญาณไฟจราจร
รองลงมาคือ สีน้ำเงินกับสีเหลือง หรืออาจเห็นแต่ภาพขาวดำ
และความผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นกับตาทั้งสองข้าง ไม่สามารถรักษาได้
2. ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia)
โรคฮีโมฟีเลีย คือ โรคเลือดออกไหลไม่หยุดหรือเลือดออก
ง่ายแต่หยุดยาก พบมากในเพศชาย เพราะยีนที่กำหนดอาการ
โรคฮีโมฟีเลียจะอยู่ใน โครโมโซม X และถ่ายทอดยีนความผิดปกติ
นี้ให้ลูก ส่วนผู้หญิงหากได้รับโครโมโซม X ที่ผิดปกติ ก็จะไม่
แสดงอาการ เนื่องจากมี โครโมโซม X อีกตัวข่มอยู่แต่จะ
แฝงพาหะแทน
ลักษณะอาการ คือ เลือดของผู้ป่วยจะไม่สามารถแข็งตัวได้
เนื่องจากขาดสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว อาการที่สังเกตได้ เช่น
เลือดออกมากผิดปกติ เลือดกำเดาไหลบ่อย ข้อบวม เกิดแผล
ฟกช้ำขึ้นเอง แต่โรคฮีโมฟีเลียนี้ สามารถรักษาได้โดยการใช้
สารช่วยให้เลือดแข็งตัวทดแทน
3. โรคทาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคทาลัสซีเมีย เป็นลักษณะที่ถูกควบคุมด้วยยีนด้อยบน
โครโมโซม ซึ่งเมื่อผิดปกติจะทำให้การสร้างฮีโมโกลบิน
ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดผิดปกติ เม็ดเลือดแดง
จึงมีรูปร่างผิดปกติ นำออกซิเจนไม่ดี ถูกทำลายได้ง่าย
ทำให้ผู้ป่วย โรคนี้เป็นคนเลือดจางและเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา
ลักษณะอาการ คือ จะมีอาการซีด ตาขาวสีเหลือง ตัวเหลือง
ตับม้ามโตมาตั้งแต่เกิด ผิวหนังดำคล้ำ กระดูกใบหน้าจะเปลี่ยนรูป
มีจมูกแบน กะโหลกศีรษะหนา โหนกแก้มนูนสูง กระดูกเปราะ
หักง่าย เจริญเติบโตช้ากว่าคนปกติ ส่วนอาการนั้น อาจจะไม่รุนแรง
หรือถ้ารุนแรงจนถึงตายได้ คนที่มีเป็นมากจะมีอาการเลือดจางมาก
ต้องให้เลือดเป็นประจำหรือมีภาวะติดเชื้อบ่อยๆ ทำให้เป็นไข้หวัดได้บ่อย
ข้อแนะนำ คือ ให้ทานอาหารที่มีกรดโฟลิกสูง เช่น ผักใบเขียว
เนื้อสัตว์ให้มาก ๆ เพื่อนำไปใช้สร้างเม็ดเลือดแดง
4. โรคคนเผือก (Albinos)
โรคคนเผือก คือ คนที่ไม่มีเม็ดสีที่ผิวหนัง จะมีผิวหนัง ผม ขน
และม่านตาสีซีด หรือีขาว เพราะขาดเม็ดสีเมลานิน หรือ
มีน้อยกว่าปกติ ทำให้ทนแสงแดดจ้าไม่ค่อยได้
5. โรคดักแด้
โรคดักแด้ จะมีผิวหนังแห้งแตก ตกสะเก็ด ซึ่งแต่ละคนจะมี
ความรุนแรงของโรคต่างกัน บางคนผิวแห้งไม่มาก บางคนผิว
ลอกทั้งตัว ขณะที่บางคนหากเป็นรุนแรงก็มักจะเสียชีวิตจาก
การติดเชื้อที่เข้าทางผิวหนัง
6. โรคลูคีเมีย (Leukemia)
โรคลูคีเมีย หรือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคที่เกิดจาก
ความผิดปกติของไขกระดูก ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาว
จำนวนมากผิดปกติในไขกระดูก จนเบียดบังการสร้างเม็ดเลือดแดง
ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ส่วนเม็ดเลือดขาวที่สร้างเป็นเม็ดเลือดขาว
ตัวอ่อน จึงไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ จึงเป็นไข้บ่อย
สาเหตุของโรคลูคีเมีย มีหลายปัจจัยทั้งพันธุกรรม กัมมันตภาพรังสี
การติดเชื้อ เป็นต้น
ลักษณะอาการ อาการจะแสดงออกมาในหลายรูปแบบ เช่น
มีไข้สูง เป็นหวัดเรื้อรัง หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ตัวซีด
เซลล์ลูคีเมียจะไปสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง
ทำให้เกิดอาการบวมโต บางคนเป็นรุนแรง ทำให้ถึงตายได้
การรักษา ทำได้โดยให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดจำนวนเม็ดเลือดขาว
หรืออาจใช้เคมีบำบัด เพื่อให้ไขกระดูกกลับมาทำหน้าที่ตามปกติ
7. โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ
เนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลิน ทั้งนี้โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคเรื้อรัง
ชนิดหนึ่ง เป็นโรคทางพันธุกรรม และนอกจากแล้วปัจจัยอื่นเช่น
สิ่งแวดล้อม วิธีการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร ก็มีส่วน
ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้เช่นกัน
ลักษณะอาการ คือ ผู้ป่วยจะปัสสาวะบ่อย เนื่องจากน้ำตาลที่
ออกมาทางไตจะดึงเอาน้ำจากเลือดออกมาด้วย จึงทำให้มี
ปัสสาวะมากกว่าปกติ ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำจึงต้องดื่มน้ำบ่อย
และในร่างกายของผู้ป่วย ไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็น
พลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน ทำให้
ร่างกายซูบผอมลง ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ ไม่มีแรง
นอกจากนี้ การมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ จึงทำให้เกิด
ความผิดปกติ และเกิดภาวะแทรกซ้อนมากมาย โดยเฉพาะ
โรคไตวายเรื้อรัง, หลอดเลือดตีบตีน, อัมพฤกษ์ อัมพาต,
ต้อกระจก, เบาหวานขึ้นตา ฯลฯ
การป้องกันโรคทางพันธุกรรม
การป้องกันที่ดีที่สุด คือ ก่อนการแต่งงานและก่อนมีบุตร คู่สมรส
ควรไปตรวจร่างกาย กรองสภาพทางพันธุกรรมเสียก่อน เพื่อทราบ
ระดับเสี่ยง อีกทั้งโรคทางพันธุกรรม บางโรค สามารถตรวจพบได้
ในช่วงก่อนตั้งครรภ์ จึงเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้ทารกที่จะเกิดมา
มีความเสี่ยงในการเป็นโรคทางพันธุกรรมน้อยลง
* * * * *
โรคทางพันธุกรรม
โรคทางพันธุกรรม หรือ โรคติดต่อทางพันธุกรรม เป็นโรคที่มี
สาเหตุมาจากการถ่ายทอดพันธุกรรมของฝั่งพ่อและแม่ ถ้าพ่อ
และแม่มีความผิดปกติแฝงอยู่ โดยความผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้น
มาจากการผ่าเหล่าของหน่วยพันธุกรรมบรรพบุรุษ ทำให้
หน่วยพันธุกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมได้
โรคทางพันธุกรรม เป็นโรคติดตัวไปตลอดชีวิต ไม่สามารถรักษา
ให้หายขาดได้
ตัวอย่างโรคทางพันธุ์กรรม
1. ตาบอดสี (Color blindness)
เป็นภาวะการมองเห็นผิดปกติ โดยมากเป็นสีตั้งแต่กำเนิด
และมักพบในเพศชายมากกว่า เพราะเป็นการถ่ายทอดทาง
พันธุกรรมแบบลักษณะด้อยบนโครโมโซม ผู้ที่เป็นตาบอดสี
ส่วนใหญ่จะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างสีเขียวและ
สีแดงได้มากที่สุด จึงมีปัญหาในการดูสัญญาณไฟจราจร
รองลงมาคือ สีน้ำเงินกับสีเหลือง หรืออาจเห็นแต่ภาพขาวดำ
และความผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นกับตาทั้งสองข้าง ไม่สามารถรักษาได้
2. ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia)
โรคฮีโมฟีเลีย คือ โรคเลือดออกไหลไม่หยุดหรือเลือดออก
ง่ายแต่หยุดยาก พบมากในเพศชาย เพราะยีนที่กำหนดอาการ
โรคฮีโมฟีเลียจะอยู่ใน โครโมโซม X และถ่ายทอดยีนความผิดปกติ
นี้ให้ลูก ส่วนผู้หญิงหากได้รับโครโมโซม X ที่ผิดปกติ ก็จะไม่
แสดงอาการ เนื่องจากมี โครโมโซม X อีกตัวข่มอยู่แต่จะ
แฝงพาหะแทน
ลักษณะอาการ คือ เลือดของผู้ป่วยจะไม่สามารถแข็งตัวได้
เนื่องจากขาดสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว อาการที่สังเกตได้ เช่น
เลือดออกมากผิดปกติ เลือดกำเดาไหลบ่อย ข้อบวม เกิดแผล
ฟกช้ำขึ้นเอง แต่โรคฮีโมฟีเลียนี้ สามารถรักษาได้โดยการใช้
สารช่วยให้เลือดแข็งตัวทดแทน
3. โรคทาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคทาลัสซีเมีย เป็นลักษณะที่ถูกควบคุมด้วยยีนด้อยบน
โครโมโซม ซึ่งเมื่อผิดปกติจะทำให้การสร้างฮีโมโกลบิน
ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดผิดปกติ เม็ดเลือดแดง
จึงมีรูปร่างผิดปกติ นำออกซิเจนไม่ดี ถูกทำลายได้ง่าย
ทำให้ผู้ป่วย โรคนี้เป็นคนเลือดจางและเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา
ลักษณะอาการ คือ จะมีอาการซีด ตาขาวสีเหลือง ตัวเหลือง
ตับม้ามโตมาตั้งแต่เกิด ผิวหนังดำคล้ำ กระดูกใบหน้าจะเปลี่ยนรูป
มีจมูกแบน กะโหลกศีรษะหนา โหนกแก้มนูนสูง กระดูกเปราะ
หักง่าย เจริญเติบโตช้ากว่าคนปกติ ส่วนอาการนั้น อาจจะไม่รุนแรง
หรือถ้ารุนแรงจนถึงตายได้ คนที่มีเป็นมากจะมีอาการเลือดจางมาก
ต้องให้เลือดเป็นประจำหรือมีภาวะติดเชื้อบ่อยๆ ทำให้เป็นไข้หวัดได้บ่อย
ข้อแนะนำ คือ ให้ทานอาหารที่มีกรดโฟลิกสูง เช่น ผักใบเขียว
เนื้อสัตว์ให้มาก ๆ เพื่อนำไปใช้สร้างเม็ดเลือดแดง
4. โรคคนเผือก (Albinos)
โรคคนเผือก คือ คนที่ไม่มีเม็ดสีที่ผิวหนัง จะมีผิวหนัง ผม ขน
และม่านตาสีซีด หรือีขาว เพราะขาดเม็ดสีเมลานิน หรือ
มีน้อยกว่าปกติ ทำให้ทนแสงแดดจ้าไม่ค่อยได้
5. โรคดักแด้
โรคดักแด้ จะมีผิวหนังแห้งแตก ตกสะเก็ด ซึ่งแต่ละคนจะมี
ความรุนแรงของโรคต่างกัน บางคนผิวแห้งไม่มาก บางคนผิว
ลอกทั้งตัว ขณะที่บางคนหากเป็นรุนแรงก็มักจะเสียชีวิตจาก
การติดเชื้อที่เข้าทางผิวหนัง
6. โรคลูคีเมีย (Leukemia)
โรคลูคีเมีย หรือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคที่เกิดจาก
ความผิดปกติของไขกระดูก ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาว
จำนวนมากผิดปกติในไขกระดูก จนเบียดบังการสร้างเม็ดเลือดแดง
ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ส่วนเม็ดเลือดขาวที่สร้างเป็นเม็ดเลือดขาว
ตัวอ่อน จึงไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ จึงเป็นไข้บ่อย
สาเหตุของโรคลูคีเมีย มีหลายปัจจัยทั้งพันธุกรรม กัมมันตภาพรังสี
การติดเชื้อ เป็นต้น
ลักษณะอาการ อาการจะแสดงออกมาในหลายรูปแบบ เช่น
มีไข้สูง เป็นหวัดเรื้อรัง หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ตัวซีด
เซลล์ลูคีเมียจะไปสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง
ทำให้เกิดอาการบวมโต บางคนเป็นรุนแรง ทำให้ถึงตายได้
การรักษา ทำได้โดยให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดจำนวนเม็ดเลือดขาว
หรืออาจใช้เคมีบำบัด เพื่อให้ไขกระดูกกลับมาทำหน้าที่ตามปกติ
7. โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ
เนื่องจากขาดฮอร์โมนอินซูลิน ทั้งนี้โรคเบาหวาน ถือเป็นโรคเรื้อรัง
ชนิดหนึ่ง เป็นโรคทางพันธุกรรม และนอกจากแล้วปัจจัยอื่นเช่น
สิ่งแวดล้อม วิธีการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร ก็มีส่วน
ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้เช่นกัน
ลักษณะอาการ คือ ผู้ป่วยจะปัสสาวะบ่อย เนื่องจากน้ำตาลที่
ออกมาทางไตจะดึงเอาน้ำจากเลือดออกมาด้วย จึงทำให้มี
ปัสสาวะมากกว่าปกติ ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำจึงต้องดื่มน้ำบ่อย
และในร่างกายของผู้ป่วย ไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็น
พลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน ทำให้
ร่างกายซูบผอมลง ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ ไม่มีแรง
นอกจากนี้ การมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ จึงทำให้เกิด
ความผิดปกติ และเกิดภาวะแทรกซ้อนมากมาย โดยเฉพาะ
โรคไตวายเรื้อรัง, หลอดเลือดตีบตีน, อัมพฤกษ์ อัมพาต,
ต้อกระจก, เบาหวานขึ้นตา ฯลฯ
การป้องกันโรคทางพันธุกรรม
การป้องกันที่ดีที่สุด คือ ก่อนการแต่งงานและก่อนมีบุตร คู่สมรส
ควรไปตรวจร่างกาย กรองสภาพทางพันธุกรรมเสียก่อน เพื่อทราบ
ระดับเสี่ยง อีกทั้งโรคทางพันธุกรรม บางโรค สามารถตรวจพบได้
ในช่วงก่อนตั้งครรภ์ จึงเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้ทารกที่จะเกิดมา
มีความเสี่ยงในการเป็นโรคทางพันธุกรรมน้อยลง
* * * * *
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-12
ในหัวข้อนี้เราจะมีดูในเรื่องของ สิ่งที่มีผลต่อ
การเจริญเติบของคนเรา
ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์
1. พันธุกรรม (Heredity) คือ ลักษณะต่างๆ ทั้งทางกายและ
ทางพฤติกรรมที่ถ่ายทอดจากจากรุ่นหนึ่ง ไปยังอีกรุ่นหนึ่ง
การถ่ายทอดนี้ผ่านทางเซลล์สืบพันธุ์ของพ่อและแม่ ลักษณะต่างๆ
จากพ่อและแม่จะถ่ายทอดไปสู่ลูก โดยทางเซลล์สืบพันธุ์นี้เรียกว่า
โครโมโซม (Chromosome) สำหรับ มนุษย์จะมีโครโมโซม 23 คู่
หรือ 46 ตัว มีอยู่คู่หนึ่งที่ทำหน้าที่กำหนดเพศหญิงหรือเพศชาย
อิทธิพลของพันธุกรรมที่มีต่อมนุษย์ คือ เป็นตัวกำหนดเพศ รูปร่าง
ชนิดของโลหิต สีผม ผิว ตา และระดับสติปัญญา เป็นต้น
2. วุฒิภาวะ (Maturation) เป็นกระบวนการเจริญเติบโตและ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของบุคคล โดยไม่ต้อง
อาศัยการฝึกหัดหรือประสบการณ์ใด ๆ เช่น การยืน การเดิน การวิ่ง
การเปล่งเสียง ซึ่งเป็นพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นไป
ตามปกติเมื่อถึงวัยที่สามารถจะกระทำได้
3. การเรียนรู้ (Learning) เป็นพัฒนาการที่เกิดจากประสบการณ์
และการฝึกหัด หรือความสามารถ ทางทักษะอย่างหนึ่งอย่างใด
โดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกหัดเป็นพื้นฐาน
สำคัญ
4. สิ่งแวดล้อม (Environment) ได้แก่ สิ่งที่อยู่รอบตัวบุคคลนั้นๆ
ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต นอกจากนั้นสิ่งแวดล้อมยัง
หมายรวมถึงระบบและโครงสร้างต่างๆ ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น เช่น
ระบบครอบครัว ระบบสังคม ระบบวัฒนธรรม เป็นต้น
การค้นพบยีน
ยีนถูกคิดครั้งแรกในปี 1865 โดยภารดาเกรเกอร์ เมนเดล
(ท่านเป็นบาทหลวง) ได้ทดลองผสมพันธุ์ถั่ว เพื่อศึกษาลักษณะ
ต่างๆ เช่นความสูง และสีดอก ว่าถูกถ่ายทอดไปอย่างไร
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ยีน (gene) คือ หน่วยพันธุกรรมที่อยู่บนโครโมโซม (chromosome)
มีลักษณะเรียงกันเหมือนสร้อยลูกปัด ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะต่างๆ
ทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปยังลูกหลาน ในคนจะมียีนประมาณ
50,000 ยีน แต่ละยีนจะควบคุมลักษณะต่างๆ ทางพันธุกรรม
เพียงลักษณะเดียว ยีนที่ควบคุมลักษณะพันธุกรรมบางอย่าง
มี 2 ชนิด คือ
1) ยีนเด่น (dominant gene) คือ ยีนที่แสดงลักษณะนั้นๆ ออกมาได้
แม้มียีนนั้นเพียงยีนเดียว
2) ยีนด้อย (recessive gene) คือ ยีนที่สามารถแสดงลักษณะให้
ปรากฏออกมาได้ ก็ต่อเมื่อมียีนด้อยทั้งสองยีนอยู่บนคู่โครโมโซม
* * * * *
การเจริญเติบของคนเรา
ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของมนุษย์
1. พันธุกรรม (Heredity) คือ ลักษณะต่างๆ ทั้งทางกายและ
ทางพฤติกรรมที่ถ่ายทอดจากจากรุ่นหนึ่ง ไปยังอีกรุ่นหนึ่ง
การถ่ายทอดนี้ผ่านทางเซลล์สืบพันธุ์ของพ่อและแม่ ลักษณะต่างๆ
จากพ่อและแม่จะถ่ายทอดไปสู่ลูก โดยทางเซลล์สืบพันธุ์นี้เรียกว่า
โครโมโซม (Chromosome) สำหรับ มนุษย์จะมีโครโมโซม 23 คู่
หรือ 46 ตัว มีอยู่คู่หนึ่งที่ทำหน้าที่กำหนดเพศหญิงหรือเพศชาย
อิทธิพลของพันธุกรรมที่มีต่อมนุษย์ คือ เป็นตัวกำหนดเพศ รูปร่าง
ชนิดของโลหิต สีผม ผิว ตา และระดับสติปัญญา เป็นต้น
2. วุฒิภาวะ (Maturation) เป็นกระบวนการเจริญเติบโตและ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของบุคคล โดยไม่ต้อง
อาศัยการฝึกหัดหรือประสบการณ์ใด ๆ เช่น การยืน การเดิน การวิ่ง
การเปล่งเสียง ซึ่งเป็นพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นไป
ตามปกติเมื่อถึงวัยที่สามารถจะกระทำได้
3. การเรียนรู้ (Learning) เป็นพัฒนาการที่เกิดจากประสบการณ์
และการฝึกหัด หรือความสามารถ ทางทักษะอย่างหนึ่งอย่างใด
โดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกหัดเป็นพื้นฐาน
สำคัญ
4. สิ่งแวดล้อม (Environment) ได้แก่ สิ่งที่อยู่รอบตัวบุคคลนั้นๆ
ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต นอกจากนั้นสิ่งแวดล้อมยัง
หมายรวมถึงระบบและโครงสร้างต่างๆ ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น เช่น
ระบบครอบครัว ระบบสังคม ระบบวัฒนธรรม เป็นต้น
การค้นพบยีน
ยีนถูกคิดครั้งแรกในปี 1865 โดยภารดาเกรเกอร์ เมนเดล
(ท่านเป็นบาทหลวง) ได้ทดลองผสมพันธุ์ถั่ว เพื่อศึกษาลักษณะ
ต่างๆ เช่นความสูง และสีดอก ว่าถูกถ่ายทอดไปอย่างไร
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
ยีน (gene) คือ หน่วยพันธุกรรมที่อยู่บนโครโมโซม (chromosome)
มีลักษณะเรียงกันเหมือนสร้อยลูกปัด ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะต่างๆ
ทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปยังลูกหลาน ในคนจะมียีนประมาณ
50,000 ยีน แต่ละยีนจะควบคุมลักษณะต่างๆ ทางพันธุกรรม
เพียงลักษณะเดียว ยีนที่ควบคุมลักษณะพันธุกรรมบางอย่าง
มี 2 ชนิด คือ
1) ยีนเด่น (dominant gene) คือ ยีนที่แสดงลักษณะนั้นๆ ออกมาได้
แม้มียีนนั้นเพียงยีนเดียว
2) ยีนด้อย (recessive gene) คือ ยีนที่สามารถแสดงลักษณะให้
ปรากฏออกมาได้ ก็ต่อเมื่อมียีนด้อยทั้งสองยีนอยู่บนคู่โครโมโซม
* * * * *
7 ก.ย. 2554
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-11
ในตอนมีมาดูเกี่ยวกับการเจิรญเติบของเรากัน
การเจริญเติบโตของร่างกายในวัยต่างๆ
ร่างกายคนเรามีการเจริญเติบโตจากวัยทารกสู่วัยเด็ก วัยรุ่น
และวัยผู้ใหญ่ สังเกตได้จากสิ่งต่อไปนี้ น้ำหนัก ส่วนสูง ความยาวของลำตัว
ความยาวของช่วงแขนเมื่อกางเต็มที่ ความยาวของเส้นรอบวงศีรษะ
ความยาวของเส้นรอบอก การขึ้นของฟันแท้
1. การเปลี่ยนแปลงทางขนาด เด็กจะค่อยๆ สูงขึ้น มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ทั้งชายและหญิงจะมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
เพศชาย จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่ออายุประมาณ 15 ปี
4) รู้จักตนดีขึ้นกว่าวัยรุ่น
5) รู้จักคิดอย่างซับซ้อนขึ้น
1) สมรรถภาพทางกายเริ่มเสื่อมอย่างเห็นได้ชัดเจน
2) สติปัญญาและความจำอาจเริ่มเสื่อม
6) ปรับตัวใหม่ต่อสัมพันธ์ระหว่างสามี-ภรรยา
7) ค้นหาความหมายของการดำรงชีวิต
8) เผชิญความสูญเสียคนที่รัก
9) เตรียมตัวตายของตนเองอย่างสงบและมีสติ
* * * *
การเจริญเติบโตของร่างกายในวัยต่างๆ
ร่างกายคนเรามีการเจริญเติบโตจากวัยทารกสู่วัยเด็ก วัยรุ่น
และวัยผู้ใหญ่ สังเกตได้จากสิ่งต่อไปนี้ น้ำหนัก ส่วนสูง ความยาวของลำตัว
ความยาวของช่วงแขนเมื่อกางเต็มที่ ความยาวของเส้นรอบวงศีรษะ
ความยาวของเส้นรอบอก การขึ้นของฟันแท้
ลักษณะการเจริญเติบโต
แบ่งออกเป็น 4 แบบใหญ่ๆ คือ1. การเปลี่ยนแปลงทางขนาด เด็กจะค่อยๆ สูงขึ้น มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น
รูปร่างขยายขึ้น อวัยวะภาย ใน เช่น หัวใจ ปอด ก็จะใหญ่ขึ้น
2. การเปลี่ยนแปลงทางด้านสัดส่วนและสติปัญญา สัดส่วนของเด็กจะต่างจากผู้ใหญ่ โดย เฉพาะในวัยทารกกัยวัยผู้ใหญ่ ส่วนใน
ด้านสติปัญญาก็จะเปลี่ยนไปตามวัย จากคำพูด ไปสู่การเล่น
และในวัยรุ่นจะชอบเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว
3. ลักษณะเดิมหายไป นั่นคือ การเติบโตทำให้อวัยวะหรือสิ่งที่ติดมาตั้งแต่แรกเกิดหายไป เช่น ฟันน้ำนม และขนอ่อนตอนที่เป็นเด็ก
4. ลักษณะใหม่เกิดขึ้น นั่นคือ เมื่อฟันน้ำนมและขนอ่อนหลุดไป ก็จะได้ฟันแท้มาแทนและอยู่กับ เราไปจนตลอดชีวิต
เด็กวัยแรกเกิด จะมีอายุอยู่ในช่วงตั้งแต่ 0 - 3 ปี
จะมีการเจริญเติบโตโดยมีสัดส่วนของศีรษะต่อลำตัวเป็น 1 ต่อ 4
เด็กก่อนวัยเรียน จะมีอายุอยู่ในช่วง 3-6 ปี รูปร่างและสัดส่วนของเด็ก
จะเปลี่ยนไปจากวัยแรกเกิด คือ รูปร่างค่อยๆ ยืดตัวออกใบหน้าและ
ศีรษะเล็กลงเมื่อเทียบกับลำตัว มือและเท้าใหญ่และแข็งแรง
ส่วนอกและไหล่ขยายกว้างขึ้น แต่หน้าท้องแฟบลง
เด็กวัยเรียน จะมีอายุระหว่าง 6-12 ปี จะมีการเจริญเติบโตโดย
น้ำหนักโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 กิโลกรัมต่อปีส่วนสูงเพิ่มประมาณ 4-5 เซนติเมตรต่อปี ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุด
เมื่ออายุประมาณ 6 ปี และจะมีฟันแท้ขึ้นมาแทนที่
เด็กวัยรุ่น จะมีอายุอยู่ในช่วงอายุประมาณ 12 - 20 ปี วัยรุ่นเป็นวัย
ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นวัยที่ร่างกายและจิตใจเริ่มเปลี่ยน
จากวัยเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของชีวิต
ซึ่งถ้าวัยรุ่นไม่ได้รับการแนะนำอย่างถูกต้อง อาจทำให้ประพฤติในสิ่งที่ผิดได้
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ทั้งชายและหญิงจะมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
เพศชาย จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่ออายุประมาณ 15 ปี
ร่างกายจะขยายใหญ่ขึ้นมีกล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัด แขนขาขาวใหญ่ขึ้น
มีหนวดเครา นมแตกพานเสียงห้าว มีขนขึ้น
เพศหญิง จะมีส่วนสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมืออายุประมาณ 15 ปี
หน้าอกจะขยายใหญ่ขึ้น เอวคอด สะโพกพาย ใบหน้าและผิวพรรณ
เปล่งปลั่งขึ้น มีสิวขึ้นที่ใบหน้าและมีประจำเดือน
วัยผู้ใหญ่ (ตั้งแต่อายุ 21-40 ปี)
พฤติกรรมวัยผู้ใหญ่ 1) เริ่มแสวงหาเพื่อนสนิทคู่ใจอย่างจริงจัง
2) พัฒนาการทางกายสมบูรณ์ถึงขีดสูงสุด และจะเริ่มลด ความเข้มแข็งในตอนท้ายของวัย
3) การตัดสินใจเกี่ยวกับอาชีพ4) รู้จักตนดีขึ้นกว่าวัยรุ่น
5) รู้จักคิดอย่างซับซ้อนขึ้น
วัยชรา (ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไปจนตาย)
พฤติกรรมวัยชรา1) สมรรถภาพทางกายเริ่มเสื่อมอย่างเห็นได้ชัดเจน
2) สติปัญญาและความจำอาจเริ่มเสื่อม
3) การเคลื่อนไหวช้าลง
4) ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวกับการสูญเสียต่างๆ เช่น ความเสื่อมทางพละกำลัง การออกจากงาน ความเจ็บไข้น้อยลง
5) รู้จักปรับตัวต่อการเกษียณอายุสำหรับคนทำงานในระบบเกษียณอายุ6) ปรับตัวใหม่ต่อสัมพันธ์ระหว่างสามี-ภรรยา
7) ค้นหาความหมายของการดำรงชีวิต
8) เผชิญความสูญเสียคนที่รัก
9) เตรียมตัวตายของตนเองอย่างสงบและมีสติ
* * * *
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-10
ในตอนนี้จะมาดูกันในเรื่องของระบบที่มีความสำคัญใน
การดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
ระบบสืบพันธุ์
การสืบพันธุ์ หมายถึง การผลิตสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน เพื่อให้สิ่งมีชีวิตนั้นๆ
ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป มี 2 แบบคือ
1. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ การสืบพันธุ์ที่ไม่มีการผสมกัน
ระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเพศเมีย
2. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ การสืบพันธุ์ที่มีการผสมกันระหว่าง
เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเพศเมีย
การสืบพันธุ์ของคนเป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยวิธีการปฏิสนธิภายใน
เมื่อชายและหญิงย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนกระตุ้น
ต่อมเพศ ชายคืออัณฑะ หญิงคือรังไข่ ให้ผลิตฮอร์โมนเพศและผลิตเซลล์สืบพันธุ์
ระบบสืบพันธุ์เพศชาย (Female Reproductive System)
1. อัณฑะ (Testis) มี 2 อัน ภายในมีหลอดสร้างอสุจิ ทำหน้าที่สร้าง
ตัวอสุจิและผลิตฮอร์โมนเพศชาย
2. ถุงหุ้มอัณฑะ (Scrotum) ควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในการสร้างอสุจิ
คือ 34 องศาเซลเซียส
3. หลอดเก็บอสุจิ (Epididymis) มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆยาวมาก
ทำหน้าที่เก็บตัวอสุจิเพื่อให้แข็งแรงมากขึ้น
4. หลอดนำอสุจิ (Vas deferens) เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
5. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (Seminal vesicle) ทำหน้าที่สร้างอาหาร
เพื่อใช้หล่อเลี้ยงตัวอสุจิ ได้แก่ วิตามินซี, น้ำตาลฟรุกโตสและ
โปรตีนโกลบูลิน
6. ต่อมลูกหมาก (Prostate gland) มีหน้าที่สร้างสารที่มีฤทธิ์เป็น
เบส(ด่าง)อ่อนๆ เพื่อใช้ล้างความเป็นกรดที่ท่อปัสสาวะของ
เพศชายและช่องคลอดของเพศหญิง
7. ต่อมคาวเปอร์ (Cowper gland) ทำหน้าที่หลั่งสารหล่อลื่นในท่อปัสสาวะ
8. ลึงค์หรือองคชาติ (Penis) เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากร่างกาย อยู่ระหว่าง
อัณฑะทั้ง 2 ข้าง ภายในมีท่อปัสสาวะ มีช่องเปิดสำหรับขับน้ำอสุจิ
และน้ำปัสสาวะออกมา
โดยทั่วไปเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิได้เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นประมาณ
12-13 ปีและจะสร้างไปจนตลอดชีวิต ตัวอสุจิประกอบด้วยด้านส่วนหัว
ซึ่งภายในมีนิวเคลียสและส่วนหางที่ยาวช่วยในการเคลื่อนที่
ในการหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้ง จะมีน้ำอสุจิประมาณ 3-4 ลูกบาศก์เซนติเมตร
มีตัวอสุจิประมาณ 350-500 ล้านตัว ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาจะมีชีวิตอยู่ได้
ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่อยู่ในร่างกายเพศหญิงได้ประมาณ 2 วันหรือ 48 ชั่วโมง
ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง (Female Reproductive System)
แบ่งได้ 2 ส่วน คือ
1. อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงภายนอก ประกอบด้วย
1.1) คลิทอริส (clitoris) เป็นส่วนที่ปรากฎอยู่ทางส่วนบนของแคมเล็ก
มีลักษณะการเจริญเช่นเดียวกับลึงค์ของผู้ชาย คือมีเนื้อเยื่อที่แข็งตัวได้
มีปลายประสาทมาสิ้นสุดมากจึงรับความรู้สึกต่างๆ ได้เร็ว
1.2) แคมใหญ่ (labia majora) เป็นส่วนของผิวหนังที่มีก้อนไขมัน
ด้านหน้าของแคมใหญ่ทั้งสองข้างจะติดกับเนินหัวเหน่า แคมใหญ่
จะมีการเจริญมาเช่นเดียวกับถุงอัณฑะของเพศชาย
1.3) แคมเล็ก (labia minora) เป็นส่วนของผิวหนังที่อยู่ด้านในของ
แคมใหญ่และถูกแคมใหญ่ปิดทับอยู่ แคมเล็กมีต่อมไขมันมาก
เพื่อช่วยให้เกิดการหล่อลื่นและป้องกันการเสียดสีขณะเกิดการร่วมเพศ
2. อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงภายใน ประกอบด้วย
2.1) รังไข่ (Ovary) มี 2 อันอยู่คนละข้างของมดลูก ทำหน้าที่สร้างไข่
และฮอร์โมนเพศหญิง โดยปกติจะมีการตกไข่ทุกๆ 28 วัน โดยแต่ละครั้ง
จะตกเพียงใบเดียวจากรังไข่แต่ละข้างสลับกันทุกเดือน
2.2) ท่อนำไข่หรือปีกมดลูก (Ovulation / Fallopian tube) บุด้วยเซลล์
ที่มีขนสั้นๆ ทำหน้าที่พัดโบกไข่ที่ตกจากรังไข่ให้เข้าไปในปีกมดลูก
เป็นบริเวณที่เกิดการปฏิสนธิ
2.3) มดลูก (Uterus) ภายในเป็นโพรงสำหรับรองรับการฝังตัวของ
ตัวอ่อนจนถึงกำหนดคลอด มีขนาดเท่าผลชมพู่ ถ้ามีไข่ตก ผนังของ
มดลูกจะมีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก
2.4) ช่องคลอด (Vagina) เป็นทางผ่านของสเปิร์มเข้าไปในร่างกาย,
เป็นทางคลอดของทารกและเป็นทางออกของประจำเดือน
การปฏิสนธิ คือ กระบวนการที่เซลล์ของเพศชาย รวมกับเซลล์
ของเพศหญิง ทำให่เกิดเซลล์ใหม่
การตกไข่ คือ การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่
ในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน ถ้านับวันแรกที่มีประจำเดือนเป็น
วันที่ 1 การตกไข่จะเกิดขึ้นประมาณ วันที่ 13-15
การเจริญเจริญโตของไข่ที่ได้รับการผสมกับอสุจิ(เอ็มบริโอ)
1. เมื่อไข่ได้รับการผสม จะมีการแบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 เป็น 4 ไปเรื่อยๆ
พร้อมกับจะเคลื่อนที่จากท่อนำไข่เพื่อไปฝังตัวที่ผนังมดลูก ซึ่งมี
ลักษณะที่หนามากขึ้นเพื่อเตรียมตัวสำหรับรับไข่ที่ได้รับการผสม
2. เมื่อเอ็มบริโอฝังตัวกับผนังมดลุกแล้วนั้น ก็ยังคงมีการเปลี่ยนแปลง
รูปร่างต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่ง มีอายุได้ 8 สัปดาห์
3. เอ็มบริโอจะมีลักษณะทุกอย่างเหมือนกับคนและกระดูกในร่างกาย
จะเปลี่ยนจากกระดูกอ่อนเป็นกระดูกแข็ง โดยมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
สัปดาห์ที่ 3 เริ่มมีหัวใจ สมอง และกระดูกไขสันหลัง
สัปดาห์ที่ 4 เริ่มมี ตา ปุ่มแขน และปุ่มขา
สัปดาห์ที่ 5 ปุ่มแขนและปุ่มขาขยาายขนาดใหญ่ขึ้น เรื่อยๆ
สัปดาห์ที่ 6 เริ่มมีหู
สัปดาห์ที่ 7 เริ่มมีแผดานในช่องปาก
สัปดาห์ที่ 8 เริ่มปรากฏอวัยวะเพศภายนอก กนะดูกในช่องปาก
เปลี่ยนจากกระดูกอ่อนเป็นกระดุกแข็งและมีทุกอย่างเหมือนคน
หลังจากนั้นเป็นการเจริยเติบโตของอวัยวะต่างๆทั้งภายนอกและ
ภายใน เพื่อให้สมบูรณ์และพร้อมที่จะทำงานได้
สัปดาห์ที่ 38 (เดือนที่9) คลอดออกมาเป็นทารก
การท้องนอกมดลูก คือ การที่ไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้วไม่ไป
ฝังตัวที่ผนังมดลุกแต่กลับไปฝังตัวที่อื่นเช่น บริเวณช่องท้อง
บริเวณปีกมดลูก ซึ่งทำให้ผู้เป็นมารดามีอาการปวดท้อง
อย่างรุนแรงและอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้
* * * * *
การดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
ระบบสืบพันธุ์
การสืบพันธุ์ หมายถึง การผลิตสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน เพื่อให้สิ่งมีชีวิตนั้นๆ
ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป มี 2 แบบคือ
1. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ การสืบพันธุ์ที่ไม่มีการผสมกัน
ระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเพศเมีย
2. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ การสืบพันธุ์ที่มีการผสมกันระหว่าง
เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเพศเมีย
การสืบพันธุ์ของคนเป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยวิธีการปฏิสนธิภายใน
เมื่อชายและหญิงย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนกระตุ้น
ต่อมเพศ ชายคืออัณฑะ หญิงคือรังไข่ ให้ผลิตฮอร์โมนเพศและผลิตเซลล์สืบพันธุ์
ระบบสืบพันธุ์เพศชาย (Female Reproductive System)
1. อัณฑะ (Testis) มี 2 อัน ภายในมีหลอดสร้างอสุจิ ทำหน้าที่สร้าง
ตัวอสุจิและผลิตฮอร์โมนเพศชาย
2. ถุงหุ้มอัณฑะ (Scrotum) ควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในการสร้างอสุจิ
คือ 34 องศาเซลเซียส
3. หลอดเก็บอสุจิ (Epididymis) มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆยาวมาก
ทำหน้าที่เก็บตัวอสุจิเพื่อให้แข็งแรงมากขึ้น
4. หลอดนำอสุจิ (Vas deferens) เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
5. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (Seminal vesicle) ทำหน้าที่สร้างอาหาร
เพื่อใช้หล่อเลี้ยงตัวอสุจิ ได้แก่ วิตามินซี, น้ำตาลฟรุกโตสและ
โปรตีนโกลบูลิน
6. ต่อมลูกหมาก (Prostate gland) มีหน้าที่สร้างสารที่มีฤทธิ์เป็น
เบส(ด่าง)อ่อนๆ เพื่อใช้ล้างความเป็นกรดที่ท่อปัสสาวะของ
เพศชายและช่องคลอดของเพศหญิง
7. ต่อมคาวเปอร์ (Cowper gland) ทำหน้าที่หลั่งสารหล่อลื่นในท่อปัสสาวะ
8. ลึงค์หรือองคชาติ (Penis) เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากร่างกาย อยู่ระหว่าง
อัณฑะทั้ง 2 ข้าง ภายในมีท่อปัสสาวะ มีช่องเปิดสำหรับขับน้ำอสุจิ
และน้ำปัสสาวะออกมา
โดยทั่วไปเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิได้เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นประมาณ
12-13 ปีและจะสร้างไปจนตลอดชีวิต ตัวอสุจิประกอบด้วยด้านส่วนหัว
ซึ่งภายในมีนิวเคลียสและส่วนหางที่ยาวช่วยในการเคลื่อนที่
ในการหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้ง จะมีน้ำอสุจิประมาณ 3-4 ลูกบาศก์เซนติเมตร
มีตัวอสุจิประมาณ 350-500 ล้านตัว ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาจะมีชีวิตอยู่ได้
ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่อยู่ในร่างกายเพศหญิงได้ประมาณ 2 วันหรือ 48 ชั่วโมง
ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง (Female Reproductive System)
แบ่งได้ 2 ส่วน คือ
1. อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงภายนอก ประกอบด้วย
1.1) คลิทอริส (clitoris) เป็นส่วนที่ปรากฎอยู่ทางส่วนบนของแคมเล็ก
มีลักษณะการเจริญเช่นเดียวกับลึงค์ของผู้ชาย คือมีเนื้อเยื่อที่แข็งตัวได้
มีปลายประสาทมาสิ้นสุดมากจึงรับความรู้สึกต่างๆ ได้เร็ว
1.2) แคมใหญ่ (labia majora) เป็นส่วนของผิวหนังที่มีก้อนไขมัน
ด้านหน้าของแคมใหญ่ทั้งสองข้างจะติดกับเนินหัวเหน่า แคมใหญ่
จะมีการเจริญมาเช่นเดียวกับถุงอัณฑะของเพศชาย
1.3) แคมเล็ก (labia minora) เป็นส่วนของผิวหนังที่อยู่ด้านในของ
แคมใหญ่และถูกแคมใหญ่ปิดทับอยู่ แคมเล็กมีต่อมไขมันมาก
เพื่อช่วยให้เกิดการหล่อลื่นและป้องกันการเสียดสีขณะเกิดการร่วมเพศ
2. อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงภายใน ประกอบด้วย
2.1) รังไข่ (Ovary) มี 2 อันอยู่คนละข้างของมดลูก ทำหน้าที่สร้างไข่
และฮอร์โมนเพศหญิง โดยปกติจะมีการตกไข่ทุกๆ 28 วัน โดยแต่ละครั้ง
จะตกเพียงใบเดียวจากรังไข่แต่ละข้างสลับกันทุกเดือน
2.2) ท่อนำไข่หรือปีกมดลูก (Ovulation / Fallopian tube) บุด้วยเซลล์
ที่มีขนสั้นๆ ทำหน้าที่พัดโบกไข่ที่ตกจากรังไข่ให้เข้าไปในปีกมดลูก
เป็นบริเวณที่เกิดการปฏิสนธิ
2.3) มดลูก (Uterus) ภายในเป็นโพรงสำหรับรองรับการฝังตัวของ
ตัวอ่อนจนถึงกำหนดคลอด มีขนาดเท่าผลชมพู่ ถ้ามีไข่ตก ผนังของ
มดลูกจะมีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก
2.4) ช่องคลอด (Vagina) เป็นทางผ่านของสเปิร์มเข้าไปในร่างกาย,
เป็นทางคลอดของทารกและเป็นทางออกของประจำเดือน
การปฏิสนธิ คือ กระบวนการที่เซลล์ของเพศชาย รวมกับเซลล์
ของเพศหญิง ทำให่เกิดเซลล์ใหม่
การตกไข่ คือ การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่
ในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน ถ้านับวันแรกที่มีประจำเดือนเป็น
วันที่ 1 การตกไข่จะเกิดขึ้นประมาณ วันที่ 13-15
การเจริญเจริญโตของไข่ที่ได้รับการผสมกับอสุจิ(เอ็มบริโอ)
1. เมื่อไข่ได้รับการผสม จะมีการแบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 เป็น 4 ไปเรื่อยๆ
พร้อมกับจะเคลื่อนที่จากท่อนำไข่เพื่อไปฝังตัวที่ผนังมดลูก ซึ่งมี
ลักษณะที่หนามากขึ้นเพื่อเตรียมตัวสำหรับรับไข่ที่ได้รับการผสม
2. เมื่อเอ็มบริโอฝังตัวกับผนังมดลุกแล้วนั้น ก็ยังคงมีการเปลี่ยนแปลง
รูปร่างต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่ง มีอายุได้ 8 สัปดาห์
3. เอ็มบริโอจะมีลักษณะทุกอย่างเหมือนกับคนและกระดูกในร่างกาย
จะเปลี่ยนจากกระดูกอ่อนเป็นกระดูกแข็ง โดยมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
สัปดาห์ที่ 3 เริ่มมีหัวใจ สมอง และกระดูกไขสันหลัง
สัปดาห์ที่ 4 เริ่มมี ตา ปุ่มแขน และปุ่มขา
สัปดาห์ที่ 5 ปุ่มแขนและปุ่มขาขยาายขนาดใหญ่ขึ้น เรื่อยๆ
สัปดาห์ที่ 6 เริ่มมีหู
สัปดาห์ที่ 7 เริ่มมีแผดานในช่องปาก
สัปดาห์ที่ 8 เริ่มปรากฏอวัยวะเพศภายนอก กนะดูกในช่องปาก
เปลี่ยนจากกระดูกอ่อนเป็นกระดุกแข็งและมีทุกอย่างเหมือนคน
หลังจากนั้นเป็นการเจริยเติบโตของอวัยวะต่างๆทั้งภายนอกและ
ภายใน เพื่อให้สมบูรณ์และพร้อมที่จะทำงานได้
สัปดาห์ที่ 38 (เดือนที่9) คลอดออกมาเป็นทารก
การท้องนอกมดลูก คือ การที่ไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้วไม่ไป
ฝังตัวที่ผนังมดลุกแต่กลับไปฝังตัวที่อื่นเช่น บริเวณช่องท้อง
บริเวณปีกมดลูก ซึ่งทำให้ผู้เป็นมารดามีอาการปวดท้อง
อย่างรุนแรงและอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้
* * * * *
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-09
ตอนนี้มาดูระบบต่างๆในร่างกายของเรากันบ้าง
1. ระบบไหลเวียนโลหิต
ระบบไหลเวียนโลหิต ทำหน้าที่ลำเลียงก๊าซออกซิเจน(O2)และ
สารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และนำก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)และของเสียออกนอกร่างกาย
ระบบวงจรเลือดประกอบด้วย
1) หัวใจ เป็นอวัยวะสำคัญที่สุดของระบบวงจรเลือด หัวใจทำหน้าที่สูบฉีด
เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
2 หลอดเลือด มีอยู่ทั่วร่างกาย ประกอบด้วยหลอดเลือดแดงและ
หลอดเลือดดำ
หลอดเลือดแดง ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดที่ถูกสูบฉีดออกจากหัวใจ
ไปสู่อวัยวะต่างๆ โดยภายในหลอดเลือดแดงมีเลือดที่มีก๊าซออกซิเจนมาก
หลอดเลือดดำ ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดกลับสู่หัวใจ โดยในหลอดเลือด
ดำมีเลือดที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก
3 เลือด เป็นของเหลวอยู่ในหลอดเลือด ประกอบด้วย น้ำเลือดและเม็ดเลือด
ซึ่งมี 2 ชนิด ได้แก่
เม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ลำเลียงก๊าซออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
เม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย และ
สร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกายของเรา
2. ระบบหายใจ
ระบบหายใจ ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์
ในระบบนี้ประกอบด้วยอวัยวะสำคัญ ได้แก่
2.1) จมูก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศ ช่วยกรองฝุ่นละออง
และเชื้อโรคบางส่วนก่อนอากาศจะผ่านไปสู่อวัยวะอื่น
2.2) หลอดลม เป็นท่อกลวงเชื่อมต่อกับขั้วปอดทั้ง 2 ข้าง
ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศเพื่อนำไปสู่ปอด
2.3) ปอด เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของระบบหายใจ ปอดมี 2 ข้าง
อยู่ในทรวงอกด้านซ้ายและขวา ทำหน้าที่เป็นฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง
การทำงานของระบบหายใจยังต้องอาศัยกล้ามเนื้อซี่โครงและ
กล้ามเนื้อกะบังลมทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดการหายใจเข้าและหายใจออก
3. ระบบขับถ่าย
ระบบกำจัดเป็นระบบการกำจัดของเสียออกจากร่างกายและ
ช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอบด้วย
3.1 การกำจัดของเสียออกทางผิวหนัง ในรูปของเหงื่อ เหงื่อประกอบ
ด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ เหงื่อจะถูกขับออกจากร่างกายทางผิวหนัง
โดยผ่านต่อมเหงื่อซึ่งอยู่ใต้ผิวหนัง ต่อมเหงื่อมี 2 ชนิด คือ
1) ต่อมเหงื่อขนาดเล็ก มีอยู่ทั่วผิวหนังในร่างกาย ยกเว้นที่ริมฝีปาก
และอวัยวะสืบพันธุ์ มีการขับเหงื่อออกมาตลอดเวลา เหงื่อที่ออกจาก
ต่อมนี้ประกอบด้วยน้ำร้อยละ 99 สารอื่นๆ ร้อยละ 1 ได้แก่ เกลือโซเดียม
และยูเรีย
2) ต่อมเหงื่อขนาดใหญ่ จะอยู่ที่รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ
ช่องหูส่วนนอก อวัยวะเพศบางส่วน ต่อมนี้มีท่อขับถ่ายที่ใหญ่กว่า
สารที่ขับถ่ายมักมีกลิ่น ซึ่งก็คือ กลิ่นตัวเหงื่อ จะถูกลำเลียงไปตาม
ท่อที่เปิดอยู่ ที่เรียกว่า รูเหงื่อ
3.2 การกำจัดของเสียออกทางลำไส้ใหญ่
ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่สะสมกากอาหารและจะดูดซึมสารอาหาร
ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้แก่ น้ำ แร่ธาตุ วิตามิน และกลูโคส
ออกจากกากอาหาร ทำให้กากอาหารเหนียวและข้นจนเป็นก้อนแข็ง
และจะบีบตัวเพื่อให้กากอาหารเคลื่อนที่ไปรวมกันที่ลำไส้ตรง และ
ขับถ่ายออกจากกร่างกายทางทวารหนัก ที่เรียกว่า อุจจาระ
3.3 การกำจัดของเสียทางปอด
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำซึ่งเกิดจากการเผาผลาญอาหาร
ภายในเซลล์จะถูกส่งมาที่เลือด จากนั้นหัวใจจะสูบเลือดที่มี
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปไว้ที่ปอด จากนั้นปอดจะทำการกรอง
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เก็บไว้ แล้วขับออกจากร่างกายโดย
การหายใจออก
* * * * *
1. ระบบไหลเวียนโลหิต
ระบบไหลเวียนโลหิต ทำหน้าที่ลำเลียงก๊าซออกซิเจน(O2)และ
สารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และนำก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)และของเสียออกนอกร่างกาย
ระบบวงจรเลือดประกอบด้วย
1) หัวใจ เป็นอวัยวะสำคัญที่สุดของระบบวงจรเลือด หัวใจทำหน้าที่สูบฉีด
เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
2 หลอดเลือด มีอยู่ทั่วร่างกาย ประกอบด้วยหลอดเลือดแดงและ
หลอดเลือดดำ
หลอดเลือดแดง ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดที่ถูกสูบฉีดออกจากหัวใจ
ไปสู่อวัยวะต่างๆ โดยภายในหลอดเลือดแดงมีเลือดที่มีก๊าซออกซิเจนมาก
หลอดเลือดดำ ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดกลับสู่หัวใจ โดยในหลอดเลือด
ดำมีเลือดที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก
3 เลือด เป็นของเหลวอยู่ในหลอดเลือด ประกอบด้วย น้ำเลือดและเม็ดเลือด
ซึ่งมี 2 ชนิด ได้แก่
เม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ลำเลียงก๊าซออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
เม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย และ
สร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกายของเรา
2. ระบบหายใจ
ระบบหายใจ ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์
ในระบบนี้ประกอบด้วยอวัยวะสำคัญ ได้แก่
2.1) จมูก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศ ช่วยกรองฝุ่นละออง
และเชื้อโรคบางส่วนก่อนอากาศจะผ่านไปสู่อวัยวะอื่น
2.2) หลอดลม เป็นท่อกลวงเชื่อมต่อกับขั้วปอดทั้ง 2 ข้าง
ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศเพื่อนำไปสู่ปอด
2.3) ปอด เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของระบบหายใจ ปอดมี 2 ข้าง
อยู่ในทรวงอกด้านซ้ายและขวา ทำหน้าที่เป็นฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง
การทำงานของระบบหายใจยังต้องอาศัยกล้ามเนื้อซี่โครงและ
กล้ามเนื้อกะบังลมทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดการหายใจเข้าและหายใจออก
3. ระบบขับถ่าย
ระบบกำจัดเป็นระบบการกำจัดของเสียออกจากร่างกายและ
ช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอบด้วย
3.1 การกำจัดของเสียออกทางผิวหนัง ในรูปของเหงื่อ เหงื่อประกอบ
ด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ เหงื่อจะถูกขับออกจากร่างกายทางผิวหนัง
โดยผ่านต่อมเหงื่อซึ่งอยู่ใต้ผิวหนัง ต่อมเหงื่อมี 2 ชนิด คือ
1) ต่อมเหงื่อขนาดเล็ก มีอยู่ทั่วผิวหนังในร่างกาย ยกเว้นที่ริมฝีปาก
และอวัยวะสืบพันธุ์ มีการขับเหงื่อออกมาตลอดเวลา เหงื่อที่ออกจาก
ต่อมนี้ประกอบด้วยน้ำร้อยละ 99 สารอื่นๆ ร้อยละ 1 ได้แก่ เกลือโซเดียม
และยูเรีย
2) ต่อมเหงื่อขนาดใหญ่ จะอยู่ที่รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ
ช่องหูส่วนนอก อวัยวะเพศบางส่วน ต่อมนี้มีท่อขับถ่ายที่ใหญ่กว่า
สารที่ขับถ่ายมักมีกลิ่น ซึ่งก็คือ กลิ่นตัวเหงื่อ จะถูกลำเลียงไปตาม
ท่อที่เปิดอยู่ ที่เรียกว่า รูเหงื่อ
3.2 การกำจัดของเสียออกทางลำไส้ใหญ่
ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่สะสมกากอาหารและจะดูดซึมสารอาหาร
ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้แก่ น้ำ แร่ธาตุ วิตามิน และกลูโคส
ออกจากกากอาหาร ทำให้กากอาหารเหนียวและข้นจนเป็นก้อนแข็ง
และจะบีบตัวเพื่อให้กากอาหารเคลื่อนที่ไปรวมกันที่ลำไส้ตรง และ
ขับถ่ายออกจากกร่างกายทางทวารหนัก ที่เรียกว่า อุจจาระ
3.3 การกำจัดของเสียทางปอด
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำซึ่งเกิดจากการเผาผลาญอาหาร
ภายในเซลล์จะถูกส่งมาที่เลือด จากนั้นหัวใจจะสูบเลือดที่มี
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปไว้ที่ปอด จากนั้นปอดจะทำการกรอง
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เก็บไว้ แล้วขับออกจากร่างกายโดย
การหายใจออก
* * * * *
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-08
ในตอนนี้จะเป็นเรื่องของลิ้นที่เราใช้ในการรับรสชาติของสิ่งต่างๆ
ลิ้น (Tongue)
ลิ้นเป็นอวัยวะในช่องปาก ทำหน้าที่ช่วยคลุกเคล้าอาหารและ
รับความรู้สึกเกี่ยวกับรสชาติของอาหาร ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ
ลิ้นมีอวัยวะในการรับรู้รส เรียกว่า ตุ่มรับรส (taste buds) อยู่บนลิ้น
ตุ่มรับรส
มีลักษณะกลมรี ประกอบด้วยเซลล์รูปทรงกระสวย และปลายเส้น
ประสาทที่รับรู้รสสามเส้น
ตุ่มรับรสส่วนใหญ่พบที่ด้านหน้า และด้านข้างของลิ้น ส่วนบนของ
ต่อมทอนซิล เพดานปากและหลอดคอ พบเป็นส่วนน้อย ตุ่มรับรส
มีอย่างน้อยที่สุด ประมาณ 4 ชนิดด้วยกัน คือ
1) รสหวาน (sweet)อยู่บริเวณปลายลิ้น
2) รสเค็ม (salty) อยู่บริเวณปลายลิ้นและข้างลิ้น
3) รสเปรี้ยว (sour)อยู่บริเวณข้างลิ้น
4) รสขม (bitter) อยู่บริเวณโคนลิ้น
การดูแลรักษาลิ้น
1) ทำความสะอาดลิ้นอยู่เสมอ
2) ขณะทานอาหารควรค่อยๆ เคี้ยว เพราะอาจกัดลิ้นเป็นแผลได้
3) ไม่ควรทาน อาหารที่ร้อนมากๆ หรืออาหารที่มีรสจัด
เพราะทำให้ลิ้นชาได้
4) หมั่นสังเกตว่าลิ้นเป็นฝ้าขาวหรือเป็นแผลหรือไม่
* * * * *
ลิ้น (Tongue)
ลิ้นเป็นอวัยวะในช่องปาก ทำหน้าที่ช่วยคลุกเคล้าอาหารและ
รับความรู้สึกเกี่ยวกับรสชาติของอาหาร ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ
ลิ้นมีอวัยวะในการรับรู้รส เรียกว่า ตุ่มรับรส (taste buds) อยู่บนลิ้น
ตุ่มรับรส
มีลักษณะกลมรี ประกอบด้วยเซลล์รูปทรงกระสวย และปลายเส้น
ประสาทที่รับรู้รสสามเส้น
ตุ่มรับรสส่วนใหญ่พบที่ด้านหน้า และด้านข้างของลิ้น ส่วนบนของ
ต่อมทอนซิล เพดานปากและหลอดคอ พบเป็นส่วนน้อย ตุ่มรับรส
มีอย่างน้อยที่สุด ประมาณ 4 ชนิดด้วยกัน คือ
1) รสหวาน (sweet)อยู่บริเวณปลายลิ้น
2) รสเค็ม (salty) อยู่บริเวณปลายลิ้นและข้างลิ้น
3) รสเปรี้ยว (sour)อยู่บริเวณข้างลิ้น
4) รสขม (bitter) อยู่บริเวณโคนลิ้น
การดูแลรักษาลิ้น
1) ทำความสะอาดลิ้นอยู่เสมอ
2) ขณะทานอาหารควรค่อยๆ เคี้ยว เพราะอาจกัดลิ้นเป็นแผลได้
3) ไม่ควรทาน อาหารที่ร้อนมากๆ หรืออาหารที่มีรสจัด
เพราะทำให้ลิ้นชาได้
4) หมั่นสังเกตว่าลิ้นเป็นฝ้าขาวหรือเป็นแผลหรือไม่
* * * * *
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-07
ในตอนนี้เป็นเรื่องของอวัยวะที่ใช้ในการมองเห็น
นัยน์ตา (eye)
นัยน์ตา หรือ ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้
มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ
1. ส่วนประกอบภายนอกตา ได้แก่
1.1 คิ้ว ทำหน้าที่ป้องกันมิให้เหงื่อไหลเข้าตา
1.2 ขนตา ช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตา
1.3 หนังตา ทำหน้าที่ช่วยปิด-เปิดรับแสงและควบคุมปริมาณ
ของแสงสู่นัยน์ตา ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับตาและการหลับตา
เพื่อให้นัยน์ตาได้พักผ่อน นอกจากนี้การกระพริบตายังจะช่วย
รักษาให้นัยน์ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยปกติเรากระพริบตา 25 ครั้ง/นาที
1.4 ต่อมน้ำตา เป็นต่อมเล็กๆอยู่ใต้หางคิ้ว ต่อมนี้จะขับน้ำตา
มาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา น้ำตาส่วนใหญ่จะระเหยไปในอากาศ
ส่วนที่เหลือระบายออกที่รูระบายน้ำตา ซึ่งอยู่ที่หัวตา รูนี้เชื่อมกับ
ท่อน้ำตาที่ต่อไปถึงในจมูก ถ้าต่อมน้ำตาขับน้ำตาออกมามาก
2. ส่วนประกอบภายในดวงตา คือ ส่วนที่เรียกว่าลูกตา มีรูปร่างเป็น
ทรงกลมรี ภายในมีของเหลว ลักษณะเป็นวุ้นใสคล้ายไข่ดาวบรรจุ
อยู่เต็ม อวัยวะที่สำคัญของส่วนประกอบภายในลูกตา ได้แก่
2.1 ตาขาว (Sclera) คือส่วนสีขาวของนัยน์ตา ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ
เหนียวไม่ยืดหยุ่นแต่แข็งแรง ทำหน้าที่หุ้มลูกตาไว้ ด้านหลังลูกตา
มีกล้ามเนื้อยืดอยู่ 6 มัด ทำให้กลอกตาไปทางซ้ายขวา หรือขึ้น-ลงได้
ผนังด้านหน้าของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อใสเรัยกว่า กระจกตา (Cornea)
ซึ่งหากมีจุดหรือรอยถลอกเพียงเล็กน้อยจะรบกวน การมองเห็น
และทำให้เคืองตาได้มากถ้าเป็นฝ้าขาวทำให้ตาบอดได้
2.2 ตาดำ คือส่วนที่เป็นม่านตา (Iris) มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อยืดหดได้
และมีสีตามชาติพันธุ์ คนไทยส่วนใหญ่มีตาสีน้ำตาลเข้ม ดูเผินๆ คล้ายสีดำ
จึงเรียกว่าตาดำ ตรงกลางม่านตามีรูกลม เรียกว่า รูม่านตา (Pupil)
ซึ่งเป็นทางให้แสงผ่านเข้าทำให้เข้ารูม่านตาได้เหมาะ คือถ้าเราอยู่ใน
ที่สว่างมาก ม่านตาจะหดแคบ รูม่านตาก็จะเล็กลง ทำให้แสงผ่านเข้า
ลูกตาได้น้อยลง เราจึงต้องทำตาหรี่ หรือหรี่ตาลง ถ้าอยู่ในที่สว่างน้อย
ม่านตาจะเปิดกว้าง ทำให้แสงผ่านเข้าตาได้มากและทำให้มองเห็นภาพ
ได้ชัดเจนขึ้น เราจึงต้องเบิกตากว้าง
2.3 แก้วตา (Lens) อยู่หลังรูม่านตา มีลักษณะเป็นแผ่นใสๆเหมือนแก้ว
คล้ายเลนส์นูนธรรมดา มีเอ็นยึดแก้วตา (Ciliary muscle) ยึดระหว่าง
แก้วตาและกล้ามเนื้อ และกล้ามนี้ยึดอยู่โดยรอบที่ขอบของแก้วตา
กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ปรับแก้วตาให้โค้งออกมาเมื่อมาเมื่อมองภาพใน
ระยะใกล้ และปรับแก้วตาให้แบนเมื่อมองในระยะไกล ทำให้มองเห็น
ภาพได้ชัดเจนทุกระยะ
2.4 จอตา หรือฉากตา (Ratina) อยู่ด้านหลังแก้วตา มัลักษณะเป็นผนัง
ที่ประกอบด้วยใยประสาทซึ่งไวต่อแสง เซลล์ของประสาทเหล่านี้
ทำหน้าทั่เป็น จอรับภาพตามที่เป็นแล้วส่งความรู้สึกผ่านเส้นประสาทตา
ซึ่งทอดทะลุออกทางหลังกระบอกตาโยงไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมาย
ให้เกิดความรู้สึกเห็นภาพ
การมองเห็นภาพ
เรามองเห็นภาพต่างๆได้เพราะแสงไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้า
สู่นัยน์ตาเรา ผ่านกระจกตา รูม่านตา แก้วตา ไปตกที่จอตา เซลล์รับ
ภาพที่จอตาจะรับภาพ ในลักษณะหัวกลับแล้วส่งไปตามเส้นประสาท
สู่สมองส่วนท้ายทอย สมองทำหน้าที่แปลภาพหัวกลับเป็นหัวตั้งตาม
เดิมของสิ่งที่เห็น
ความผิดปกติของสายตา
1. สายตาสั้น คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้ๆได้แต่สิ่งที่อยู่ไกล
จะเห็นไม่ชัด
สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความยาวมากกว่าปกติ ทำให้ระยะระหว่างแก้วตา
และจอตาอยู่ห่างกันเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกก่อนจะถึงจอตา
การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์เว้า เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
2. สายตายาว คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ไกลๆ สิ่งที่อยู่ใกล้จะเห็นไม่ชัด
สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความสั้นกว่าปกติ หรือผิวของแก้วตาโค้งนูนน้อยเกินไป
ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกเลยจอตาไป ทำให้มองเห็นภาพใกล้ๆไม่ชัดเจน
การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูน เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
3. สายตาเอียง คือ การที่มองเห็นบิดเบี้ยวจากรูปทรงที่แท้จริง บางคนมอง
เห็นภาพในแนวดิ่งชัด แต่มองภาพในแนวระดับมองไม่ชัด เช่น มองดูนาฬิกา
เห็นเลข 3,9 ชัด แต่เห็นเลข 6,12 ไม่ชัด
สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากความโค้งนูนของแก้วตาไม่สม่ำเสมอ
จอตาจึงรับภาพได้ไม่ชัดเจนเท่าทุกแนว
การแก้ไข ใส่แว่นตาเลนส์รูปกาบกล้วยหรือรูปทรงกระบอก
แก้ไขภาพเฉพาะส่วนที่ตกนอกจอตา ให้ตกลงบนจอตาให้หมด
4. ตาส่อน ตาเอก ตาเข ตาเหล่
ตาส่อนและตาเอก หมายถึง คนที่มีตาดำสองข้างอยู่ในตำแหน่ง
ไม่ตรงกัน ถ้าเป็นมากขึ้นเรียกว่า ตาเข และถ้าตาเขมากๆ เรียกว่า
ตาเหล่ ซึ่งจะมองเห็นภาพเดียวกันเป็น 2 ภาพ เพราะภาพจาก
ตาสองข้างทับกัน ไม่สนิท
สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อบางมัดที่ใช้กลอกตา อ่อนกำลัง
กล้ามเนื้อมัดตรงข้าม ยังทำงานปกติ จะดึงลูกตาให้เอียงไป ทำให้
สมองไม่สามารถบังคับตาดำให้มองไป ยังสิ่งที่ต้องการเหมือนลูกตา
ข้างที่ดีได้
การแก้ไข แพทย์อาจรักษาโดยการใช้แว่นตาหรือฝึกกล้ามเนื้อที่
อ่อนกำลังให้ทำงานดีขึ้นหรืออาจรักษาโดยการผ่าตัด
การถนอมดวงตา
1. อย่าใช้สายตานานเกินควรหรือไม่ควรเพ่งดูสิ่งใดนานๆ
ควรพักสายตาเป็นระยะๆ
2. การอ่านหนังสือ ต้องมีแสงสว่างเพียงพอ ควรมีแสงส่องจากทางซ้าย
ค่อนไปหลังเล็กน้อย ตาควรห่างจากหนังสือประมาณ 1 ฟุต
3. การดูโทรทัศน์ ควรดูในห้องที่มีแสงสว่างพอสมควร และควรนั่ง
ห่างจากโทรทัศน์ประมาณ 5 เท่าของของขนาดโทรทัศน์ เช่น
โทรทัศน์ขนาด 14 นิ้ว (วัดทแยงมุม) ควรนั่งห่างจากโทรทัศน์
14 x 5 = 70 นิ้ว = 70/12 ฟุต = 5.83 นิ้ว หรือประมาณ 6 ฟุต
4. เมื่อมีฝุ่นละอองหรือเศษผงเข้าตา อย่าใช้มือขยี้ตา ควรใช้
น้ำสะอาดหรือน้ำยาล้างตาล้างเอาฝุ่นออก
5. หลีกเลี่ยงการมองแสงจ้า เช่น ดวงอาทิตย์ เพราะจะทำให้
เซลล์ประสาทตาเสื่อมได้
6. อย่าให้ของแหลมอยู่ใกล้ตา เช่น ดินสอ ปากกา
7. ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น แว่นตา ผ้าเช็ดหน้า
8. เวลานอนควรปิดไฟ เพื่อให้ดวงตาได้พักผ่อนเต็มที่
9. ควรกินอาหารที่ให้วิตามินเอประจำ เช่น ไข่ นม น้ำมันตับปลา
ผักผลไม้สีเหลือง เป็นต้น
* * * * *
นัยน์ตา (eye)
นัยน์ตา หรือ ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้
มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ
1. ส่วนประกอบภายนอกตา ได้แก่
1.1 คิ้ว ทำหน้าที่ป้องกันมิให้เหงื่อไหลเข้าตา
1.2 ขนตา ช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตา
1.3 หนังตา ทำหน้าที่ช่วยปิด-เปิดรับแสงและควบคุมปริมาณ
ของแสงสู่นัยน์ตา ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับตาและการหลับตา
เพื่อให้นัยน์ตาได้พักผ่อน นอกจากนี้การกระพริบตายังจะช่วย
รักษาให้นัยน์ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยปกติเรากระพริบตา 25 ครั้ง/นาที
1.4 ต่อมน้ำตา เป็นต่อมเล็กๆอยู่ใต้หางคิ้ว ต่อมนี้จะขับน้ำตา
มาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา น้ำตาส่วนใหญ่จะระเหยไปในอากาศ
ส่วนที่เหลือระบายออกที่รูระบายน้ำตา ซึ่งอยู่ที่หัวตา รูนี้เชื่อมกับ
ท่อน้ำตาที่ต่อไปถึงในจมูก ถ้าต่อมน้ำตาขับน้ำตาออกมามาก
2. ส่วนประกอบภายในดวงตา คือ ส่วนที่เรียกว่าลูกตา มีรูปร่างเป็น
ทรงกลมรี ภายในมีของเหลว ลักษณะเป็นวุ้นใสคล้ายไข่ดาวบรรจุ
อยู่เต็ม อวัยวะที่สำคัญของส่วนประกอบภายในลูกตา ได้แก่
2.1 ตาขาว (Sclera) คือส่วนสีขาวของนัยน์ตา ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ
เหนียวไม่ยืดหยุ่นแต่แข็งแรง ทำหน้าที่หุ้มลูกตาไว้ ด้านหลังลูกตา
มีกล้ามเนื้อยืดอยู่ 6 มัด ทำให้กลอกตาไปทางซ้ายขวา หรือขึ้น-ลงได้
ผนังด้านหน้าของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อใสเรัยกว่า กระจกตา (Cornea)
ซึ่งหากมีจุดหรือรอยถลอกเพียงเล็กน้อยจะรบกวน การมองเห็น
และทำให้เคืองตาได้มากถ้าเป็นฝ้าขาวทำให้ตาบอดได้
2.2 ตาดำ คือส่วนที่เป็นม่านตา (Iris) มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อยืดหดได้
และมีสีตามชาติพันธุ์ คนไทยส่วนใหญ่มีตาสีน้ำตาลเข้ม ดูเผินๆ คล้ายสีดำ
จึงเรียกว่าตาดำ ตรงกลางม่านตามีรูกลม เรียกว่า รูม่านตา (Pupil)
ซึ่งเป็นทางให้แสงผ่านเข้าทำให้เข้ารูม่านตาได้เหมาะ คือถ้าเราอยู่ใน
ที่สว่างมาก ม่านตาจะหดแคบ รูม่านตาก็จะเล็กลง ทำให้แสงผ่านเข้า
ลูกตาได้น้อยลง เราจึงต้องทำตาหรี่ หรือหรี่ตาลง ถ้าอยู่ในที่สว่างน้อย
ม่านตาจะเปิดกว้าง ทำให้แสงผ่านเข้าตาได้มากและทำให้มองเห็นภาพ
ได้ชัดเจนขึ้น เราจึงต้องเบิกตากว้าง
2.3 แก้วตา (Lens) อยู่หลังรูม่านตา มีลักษณะเป็นแผ่นใสๆเหมือนแก้ว
คล้ายเลนส์นูนธรรมดา มีเอ็นยึดแก้วตา (Ciliary muscle) ยึดระหว่าง
แก้วตาและกล้ามเนื้อ และกล้ามนี้ยึดอยู่โดยรอบที่ขอบของแก้วตา
กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ปรับแก้วตาให้โค้งออกมาเมื่อมาเมื่อมองภาพใน
ระยะใกล้ และปรับแก้วตาให้แบนเมื่อมองในระยะไกล ทำให้มองเห็น
ภาพได้ชัดเจนทุกระยะ
2.4 จอตา หรือฉากตา (Ratina) อยู่ด้านหลังแก้วตา มัลักษณะเป็นผนัง
ที่ประกอบด้วยใยประสาทซึ่งไวต่อแสง เซลล์ของประสาทเหล่านี้
ทำหน้าทั่เป็น จอรับภาพตามที่เป็นแล้วส่งความรู้สึกผ่านเส้นประสาทตา
ซึ่งทอดทะลุออกทางหลังกระบอกตาโยงไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมาย
ให้เกิดความรู้สึกเห็นภาพ
การมองเห็นภาพ
เรามองเห็นภาพต่างๆได้เพราะแสงไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้า
สู่นัยน์ตาเรา ผ่านกระจกตา รูม่านตา แก้วตา ไปตกที่จอตา เซลล์รับ
ภาพที่จอตาจะรับภาพ ในลักษณะหัวกลับแล้วส่งไปตามเส้นประสาท
สู่สมองส่วนท้ายทอย สมองทำหน้าที่แปลภาพหัวกลับเป็นหัวตั้งตาม
เดิมของสิ่งที่เห็น
ความผิดปกติของสายตา
1. สายตาสั้น คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้ๆได้แต่สิ่งที่อยู่ไกล
จะเห็นไม่ชัด
สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความยาวมากกว่าปกติ ทำให้ระยะระหว่างแก้วตา
และจอตาอยู่ห่างกันเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกก่อนจะถึงจอตา
การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์เว้า เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
2. สายตายาว คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ไกลๆ สิ่งที่อยู่ใกล้จะเห็นไม่ชัด
สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความสั้นกว่าปกติ หรือผิวของแก้วตาโค้งนูนน้อยเกินไป
ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกเลยจอตาไป ทำให้มองเห็นภาพใกล้ๆไม่ชัดเจน
การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูน เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี
3. สายตาเอียง คือ การที่มองเห็นบิดเบี้ยวจากรูปทรงที่แท้จริง บางคนมอง
เห็นภาพในแนวดิ่งชัด แต่มองภาพในแนวระดับมองไม่ชัด เช่น มองดูนาฬิกา
เห็นเลข 3,9 ชัด แต่เห็นเลข 6,12 ไม่ชัด
สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากความโค้งนูนของแก้วตาไม่สม่ำเสมอ
จอตาจึงรับภาพได้ไม่ชัดเจนเท่าทุกแนว
การแก้ไข ใส่แว่นตาเลนส์รูปกาบกล้วยหรือรูปทรงกระบอก
แก้ไขภาพเฉพาะส่วนที่ตกนอกจอตา ให้ตกลงบนจอตาให้หมด
4. ตาส่อน ตาเอก ตาเข ตาเหล่
ตาส่อนและตาเอก หมายถึง คนที่มีตาดำสองข้างอยู่ในตำแหน่ง
ไม่ตรงกัน ถ้าเป็นมากขึ้นเรียกว่า ตาเข และถ้าตาเขมากๆ เรียกว่า
ตาเหล่ ซึ่งจะมองเห็นภาพเดียวกันเป็น 2 ภาพ เพราะภาพจาก
ตาสองข้างทับกัน ไม่สนิท
สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อบางมัดที่ใช้กลอกตา อ่อนกำลัง
กล้ามเนื้อมัดตรงข้าม ยังทำงานปกติ จะดึงลูกตาให้เอียงไป ทำให้
สมองไม่สามารถบังคับตาดำให้มองไป ยังสิ่งที่ต้องการเหมือนลูกตา
ข้างที่ดีได้
การแก้ไข แพทย์อาจรักษาโดยการใช้แว่นตาหรือฝึกกล้ามเนื้อที่
อ่อนกำลังให้ทำงานดีขึ้นหรืออาจรักษาโดยการผ่าตัด
การถนอมดวงตา
1. อย่าใช้สายตานานเกินควรหรือไม่ควรเพ่งดูสิ่งใดนานๆ
ควรพักสายตาเป็นระยะๆ
2. การอ่านหนังสือ ต้องมีแสงสว่างเพียงพอ ควรมีแสงส่องจากทางซ้าย
ค่อนไปหลังเล็กน้อย ตาควรห่างจากหนังสือประมาณ 1 ฟุต
3. การดูโทรทัศน์ ควรดูในห้องที่มีแสงสว่างพอสมควร และควรนั่ง
ห่างจากโทรทัศน์ประมาณ 5 เท่าของของขนาดโทรทัศน์ เช่น
โทรทัศน์ขนาด 14 นิ้ว (วัดทแยงมุม) ควรนั่งห่างจากโทรทัศน์
14 x 5 = 70 นิ้ว = 70/12 ฟุต = 5.83 นิ้ว หรือประมาณ 6 ฟุต
4. เมื่อมีฝุ่นละอองหรือเศษผงเข้าตา อย่าใช้มือขยี้ตา ควรใช้
น้ำสะอาดหรือน้ำยาล้างตาล้างเอาฝุ่นออก
5. หลีกเลี่ยงการมองแสงจ้า เช่น ดวงอาทิตย์ เพราะจะทำให้
เซลล์ประสาทตาเสื่อมได้
6. อย่าให้ของแหลมอยู่ใกล้ตา เช่น ดินสอ ปากกา
7. ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น แว่นตา ผ้าเช็ดหน้า
8. เวลานอนควรปิดไฟ เพื่อให้ดวงตาได้พักผ่อนเต็มที่
9. ควรกินอาหารที่ให้วิตามินเอประจำ เช่น ไข่ นม น้ำมันตับปลา
ผักผลไม้สีเหลือง เป็นต้น
* * * * *
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-06
ในตอนที่มาดูต่อในเรื่องของอวัยวะในการดมกลิ่มกันบ้าง
จมูก
จมูกมีหน้าที่รับกลิ่นต่างๆที่อยู่รอบๆตัวเรา เช่น กลิ่นอาหาร กลิ่นจาก
สิ่งที่เน่าเหม็น ฯลฯ และใช้เป็นทางผ่านของอากาศที่เราหายใจ
โดยทำหน้าที่กรองอากาศ ปรับอุณหภูมิ และความชื้นของอากาศ
ก่อนที่จะเข้าสู่ปอด และจมูกยังช่วยในการปรับเสียงที่เราพูดให้
ใสกังวานน่าฟัง
ส่วนประกอบของจมูก
จมูก มีโครงร่างเป็นกระดูกแข็งและกระดูกอ่อน ภายนอกหุ้มด้วย
ผิวหนัง ภายโนบุด้วยแผ่นเยื่อเมือกโดยตลอด มีส่วนประกอบมีดังนี้
1. สันจมูก เป็นกระดูกอ่อนที่เริ่มตั้งแต่ใต้หัวคิ้ว ส่วนบนเป็นกระดูกที่
เรียกว่าดั้งจมูก ส่วนล่างเป็นกระดูกอ่อน มีเนื้อเยื่อและผิวหนังปกคลุม
อยู่ภายนอก
2. รูจมูก เป็นส่วนที่มีขนที่มีเมือกทำหน้าที่จับฝุ่นละอองในขณะหายใจเข้า
3. โพรงจมูก เป็นที่พักของอากาศก่อนจะถูกสูดเข้าปอด ทำหน้าที่ควบคุม
อุณหภูมิและความชึ้นของอากาศ โดยหลอดเลือดฝอยชึ่งมีอยู่มากมาย
ตามแผ่นเยื่อเมือกจะถ่ายเทความร้อนออกมาทำให้อากาศชุ่มชื้น
แผ่นเยื่อเมือกเองก็จะทำหน้าที่ปรับความชื้นให้กับอากาศพร้อมทั้ง
ดักจับฝุ่นละอองที่เล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าไปแล้วขับทิ้งออกมาเป็นน้ำมูก
บริเวณด้านบนของโพรงจมูกมีปลายประสาท ทำหน้าที่รับกลิ่นอยู่มากมาย
ภายในจมูกยังมีรูเปิดของท่อน้ำตาชึ่งเป็นที่ระบายน้ำตาลงมาในโพรงจมูก
เพื่อไม่ให้ล้นออกมานอกลูกตา
4. โพรงอากาศรอบจมูก (ไชนัส) เป็นโพรงกระดูกที่อยู่โนบริเวณรอบๆ
จมูก มีอยู่ 4 คู่ คือ บริเวณกึ่งกลางหน้าผากเหนือคิ้วทั้งสองข้าง 1 คู่
บริเวณใต้สมองทั้งสองข้าง 1 คู่ บริเวณค่อนไปข้าง หลังของกระดูก
จมูก 1 คู่ และอยู่บริเวณสองข้างของจมูกอีก 1 คู่ และนี้มีเยื่อบางๆ
อยู่ลักษณะเดียวกับช่องจมูก
การได้รับกลิ่น
กระเปาะรับกลิ่น คือบริเวณที่เยื่อบุภายในโพรงจมูกมีประสาทสำหรับ
รับกลิ่นอยู่ทั่วไปซึ่งเชื่อมโยงไปสู่สมอง เมื่อกลิ่นผ่านเข้าไปในโพรงจมูก
กลิ่นจะกระทบปลายประสาทสัมผัสรับกลิ่นและส่งกระแสประสาท
ไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมายของสิ่งที่ได้รับ
การดูแลรักษาจมูก
1. รักษาจมูกให้สะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงสถาทีที่ๆมีฝุ่นมากๆ เช่น
ถนนที่มีการจราจรคับคั่ง วัดที่มีการจุดธูปมากๆ
2. ไม่ไปในบริเวณที่มีกลิ่นฉุน เหม็นหรือใส่น้ำหอมกลิ่นแรง
เพราะทำให้ประสาทรับกลิ่นเสื่อมลง
3. ไม่ใช้นิ้วหรือของอื่นๆ แหย่จมูกเล่น เพราะอาจทำให้อักเสบ
4. ไม่ถอนขนจมูกหรือตัดให้สั้น เพราะขนจมูกช่วยดักจับและกรอง
ฝุ่นละออง เชื้อโรค และสิ่งอื่นๆ ที่อาจปนเข้ามากับอากาศ
5. เวลาจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากไว้ อย่าใช้มือบีบจมูกไว้จนแน่น
6. เวลาสั่งน้ำมูกให้ใช้ผ้าเช็ดหน้า รองไว้ที่จมูกแล้วค่อยๆสั่งน้ำมูก
7. เมื่อต้องการดมกลิ่นของบางอย่าง ควรให้จมูกอยู่ห่างของนั้น
พอสมควร แล้วใช้ มือโบกให้กลิ่นโชยเข้าจมูกแทนและสูดกลิ่น
นั้นเพียงเล็กน้อย
* * * * *
จมูก
จมูกมีหน้าที่รับกลิ่นต่างๆที่อยู่รอบๆตัวเรา เช่น กลิ่นอาหาร กลิ่นจาก
สิ่งที่เน่าเหม็น ฯลฯ และใช้เป็นทางผ่านของอากาศที่เราหายใจ
โดยทำหน้าที่กรองอากาศ ปรับอุณหภูมิ และความชื้นของอากาศ
ก่อนที่จะเข้าสู่ปอด และจมูกยังช่วยในการปรับเสียงที่เราพูดให้
ใสกังวานน่าฟัง
ส่วนประกอบของจมูก
จมูก มีโครงร่างเป็นกระดูกแข็งและกระดูกอ่อน ภายนอกหุ้มด้วย
ผิวหนัง ภายโนบุด้วยแผ่นเยื่อเมือกโดยตลอด มีส่วนประกอบมีดังนี้
1. สันจมูก เป็นกระดูกอ่อนที่เริ่มตั้งแต่ใต้หัวคิ้ว ส่วนบนเป็นกระดูกที่
เรียกว่าดั้งจมูก ส่วนล่างเป็นกระดูกอ่อน มีเนื้อเยื่อและผิวหนังปกคลุม
อยู่ภายนอก
2. รูจมูก เป็นส่วนที่มีขนที่มีเมือกทำหน้าที่จับฝุ่นละอองในขณะหายใจเข้า
3. โพรงจมูก เป็นที่พักของอากาศก่อนจะถูกสูดเข้าปอด ทำหน้าที่ควบคุม
อุณหภูมิและความชึ้นของอากาศ โดยหลอดเลือดฝอยชึ่งมีอยู่มากมาย
ตามแผ่นเยื่อเมือกจะถ่ายเทความร้อนออกมาทำให้อากาศชุ่มชื้น
แผ่นเยื่อเมือกเองก็จะทำหน้าที่ปรับความชื้นให้กับอากาศพร้อมทั้ง
ดักจับฝุ่นละอองที่เล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าไปแล้วขับทิ้งออกมาเป็นน้ำมูก
บริเวณด้านบนของโพรงจมูกมีปลายประสาท ทำหน้าที่รับกลิ่นอยู่มากมาย
ภายในจมูกยังมีรูเปิดของท่อน้ำตาชึ่งเป็นที่ระบายน้ำตาลงมาในโพรงจมูก
เพื่อไม่ให้ล้นออกมานอกลูกตา
4. โพรงอากาศรอบจมูก (ไชนัส) เป็นโพรงกระดูกที่อยู่โนบริเวณรอบๆ
จมูก มีอยู่ 4 คู่ คือ บริเวณกึ่งกลางหน้าผากเหนือคิ้วทั้งสองข้าง 1 คู่
บริเวณใต้สมองทั้งสองข้าง 1 คู่ บริเวณค่อนไปข้าง หลังของกระดูก
จมูก 1 คู่ และอยู่บริเวณสองข้างของจมูกอีก 1 คู่ และนี้มีเยื่อบางๆ
อยู่ลักษณะเดียวกับช่องจมูก
การได้รับกลิ่น
กระเปาะรับกลิ่น คือบริเวณที่เยื่อบุภายในโพรงจมูกมีประสาทสำหรับ
รับกลิ่นอยู่ทั่วไปซึ่งเชื่อมโยงไปสู่สมอง เมื่อกลิ่นผ่านเข้าไปในโพรงจมูก
กลิ่นจะกระทบปลายประสาทสัมผัสรับกลิ่นและส่งกระแสประสาท
ไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมายของสิ่งที่ได้รับ
การดูแลรักษาจมูก
1. รักษาจมูกให้สะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงสถาทีที่ๆมีฝุ่นมากๆ เช่น
ถนนที่มีการจราจรคับคั่ง วัดที่มีการจุดธูปมากๆ
2. ไม่ไปในบริเวณที่มีกลิ่นฉุน เหม็นหรือใส่น้ำหอมกลิ่นแรง
เพราะทำให้ประสาทรับกลิ่นเสื่อมลง
3. ไม่ใช้นิ้วหรือของอื่นๆ แหย่จมูกเล่น เพราะอาจทำให้อักเสบ
4. ไม่ถอนขนจมูกหรือตัดให้สั้น เพราะขนจมูกช่วยดักจับและกรอง
ฝุ่นละออง เชื้อโรค และสิ่งอื่นๆ ที่อาจปนเข้ามากับอากาศ
5. เวลาจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากไว้ อย่าใช้มือบีบจมูกไว้จนแน่น
6. เวลาสั่งน้ำมูกให้ใช้ผ้าเช็ดหน้า รองไว้ที่จมูกแล้วค่อยๆสั่งน้ำมูก
7. เมื่อต้องการดมกลิ่นของบางอย่าง ควรให้จมูกอยู่ห่างของนั้น
พอสมควร แล้วใช้ มือโบกให้กลิ่นโชยเข้าจมูกแทนและสูดกลิ่น
นั้นเพียงเล็กน้อย
* * * * *
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-05
ตอนที่มาดูในเรื่องของอวัยวะที่เกี่ยวกับการฟังกันบ้าง
หู (Ear)
หูเป็นอวัยวะที่ช่วยในการยินเสียงต่างๆและการทรงตัวของร่างกาย
ในขณะที่เราเคลื่อนไหว
ส่วนประกอบของหู
หูแต่ละข้างแบ่งออกเป็น 3 ชั้นคือ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน
1. หูชั้นนอก ประกอบไปด้วย
1.1) ใบหู เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มด้วยผิวหนังบางๆ ทำหน้าที่ดัก
และรับเสียงเข้าสู่รูหู
1.2) รูหู เป็นท่อคดเคี้ยวเล็กน้อย ลึกประมาณ 2.5 ซม. ผนังของรูหูบุ
ด้วยเยื่อบาง และใต้เยื่ออ่อนนี้เต็มไปด้วยต่อมน้ำมัน ทำหน้าที่ขับ
ไขมันเหนียวและเหลว มาหล่อเลี้ยงรูหู ไขมันเหล่านี้เมื่อรวมกับ
สิ่งสกปรกต่างๆก็จะกลายเป็น ขี้หู ช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่
เข้ามาทางรูหูไม่ให้เข้าถึงเยื่อแก้วหูได้ง่าย
1.3) เยื่อแก้วหู เป็นเยื่อบางๆ อยู่ลึกเข้าไปในส่วนของรูหู กั้นอยู่
ระหว่างหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง ทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนของ
คลื่นเสียงที่เดินทางเข้ามาทางรูหู
2. หูชั้นกลาง
เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อแก้วหู มีลักษณะเป็นโพรงอากาศบรรจุ
กระดูกเล็กๆ 3 ชิ้นติดต่อกัน คือกระดูกค้อน อยู่ติดกับเยื่อแก้วหู
กระดูกทั่ง อยู่ตรงกลาง และกระดูกโกลน อยู่ติดกับหูชั้นใน
ส่วนล่างของโพรงอากาศตอนปลายของหูชั้นกลางจะมีท่อยูสเตเชี่ยน
ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องอากาศแคบๆ และยาวต่อไปถึงคอ ทำหน้าที่ปรับ
ความกดอากาศ ข้างในและข้างนอกหูให้มีความสมดุลกัน ทำให้เรา
ไม่ปวดหูเวลาอากาศเข้าไปกระทบ แก้วหูขณะที่มีการหายใจ หรือ
กลืนอาหาร
3. หูชั้นใน
เป็นส่วนอยู่ถัดจากกระดูกโกลนเข้ามา หูชั้นนี้ประกอบด้วย
อวัยวะที่สำคัญ 2 ส่วน คือ
3.1) ส่วนที่ทำหน้าที่รับเสียง มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ ที่ขดเป็นวงซ้อนกัน
อยู่หลายชั้นคล้ายหอยโข่ง ภายในมีท่อของเหลวบรรจุอยู่ ตามผนังด้าน
ในของท่อมีอวัยวะรับเสียงอยู่ทั่วไป
3.2) ส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว มีลักษณะเป็นรูปท่อโค้งครึ่ง
วงกลมเล็กๆ 3 วง วางเรียงติดต่อกันตั้งฉากกับผนังภายใน ปลายของ
ครึ่งวงกลมทั้ง 3 นั้น อยู่ติดกัน ท่อครึ่งวงกลมทั้ง 3 นี้บุด้วยเนื้อเยื่อบางๆ
ที่มีประสาทรับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวกระจายอยู่ ส่วนที่เป็น
ส่วนที่เป็นช่องว่างภายในท่อครึ่งวงกลมนี้ บรรจุด้วยของเหลว
เมื่อเราเคลื่อนไหว ศ๊รษะ หูย่อมเอนเอียงไปด้วย ของเหลวที่บรรจุ
ภายในท่อทั้ง 3 นี้ ก็จะเคลื่อนที่ตามทิศทางการเอียงของศีรษะ
ซึ่งจะไปกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวแล้วส่ง
ความรู้สึกไปยังสมองจึงทำให้ ทราบว่าร่างกายของเราทรงตัวอยู่ใน
ลักษณะใด ของเหลวที่บรรจุในท่อครึ่งวงกลมนี้จะปรับไปตาม
ความกดดันของอากาศ ถ้าความกดดันอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
ของเหลวปรับตัวไม่ทันก็จะทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะ เมื่อขึ้นไปอยู่
ที่สูงๆอย่างรวดเร็วเป็นต้น
การได้ยินเสียง
เสียงเกิดขึ้นทุกชนิดอยู่ในลักษณะของ คลื่นเสียง ใบหูรับคลื่นเสียง
เข้าสู่รูหูไปกระทบเยื่อแก้วหู เยื่อแก้วหูถ่ายทอดความสั่นสะเทือน
ของคลื่นเสียงไปยังกระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน ซึ่งอยู่
ในหูชั้นกลางและเลย ไปยังท่อรูปครึ่งวงกลม แล้วต่อไปยังของเหลว
ในท่อรูปหอยโข่ง และประสาทรับเสียงในหูชั้นในตามลำดับ ประสาทรับ
เสียงถูกกระตุ้นแล้วส่งความรู้สึกไปสู่สมองเพื่อแปลความหมายของ
เสียงที่ได้ยิน
โรคและความผิดปกติของหู
1.หูน้ำหนวก พบได้บ่อยมากโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งมักจะเป็นหวัดบ่อยๆ
อาการ หูอื้อ ฟังไม่ค่อยได้ยินและปวดหูมาก เกิดจากการอักเสบในหู
ชั้นกลางแล้วมีหนองอยู่ภายใน ถ้าหนองดันทะลุผ่านเยื่อแก้วหูออกมา
อาการปวดจึงจะทุเลาลง ถ้าไม่รักษาก็จะเป็นหนองไหลออกมาจาก
รูหูอยู่เรื่อยๆ กลายเป็นโรคหูน้ำหนวกชนิดเรื้อรัง ซึ่งอาจลุกลามเข้าสมอง
เกิดฝีในสมองจนเสียชีวิตได้
การป้องกันและการรักษา
1. ควรป้องกันไม่ให้เป็นโรคหวัดและไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ
2. หากมีอาการของโรคหูน้ำหนวกควรปรึกษาแพทย์
3. ในกรณีที่แพทย์รักษาจนหนองแห้งแล้ว ไม่ควรให้น้ำเข้าหู
เพราะแก้วหูยังทะลุอยู่ ถ้าน้ำไม่สะอาดเข้าหูชั้นกลาง
อาจทำให้เกิดการอีกเสบได้อีก
2. แก้วหูทะลุ
สาเหตุ เกิดจากกแรงอัดสูงๆ ในรูหู เช่น ถูกตบที่ข้างหูหรือจาก
การใช้ของแข็งแคะหู ซึ่งอาจทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาด
อาการ รู้สึกปวดหูในระยะแรก และทำให้หูข้างนั้นได้ยินไม่ชัดเจน
หรือหูอื้อ
การป้องกันและการรักษา
1. ไม่ควรใช้ไม้หรือของแข็งอื่นๆ แคะหู
2. หากมีอาการปวดหู หูอื้อ ควรปรึกษาแพทย์
3. เชื้อราในช่องหู
สาเหตุ เกิดจากรูหูสกปรกและเปียกชื้น
อาการ คันในรูหูมาก ทำให้อยากแคะหู ถ้าใช้วัตถุแข็งๆ เข้าไปเกา
จะทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น
การป้องกันและการรักษา
1. ระวังไม่ให้น้ำเข้าหู
2. ไม่ควรใช้ของแข็งแคะหรือเกาหู เพราะอาจทำให้มีการติดเชื้อได้
การดูแลรักษาหู
1. ไม่ควรแคะขี้หูด้วยวัตถุแข็ง เพราะขี้หูเป็นสิ่งที่ขับออกมาตาม
ธรรมชาติ จะมีกลิ่นพิเศษที่ป้องกันไม่ให้แมลงเข้าหูได้ จึงไม่ควรต้อง
แคะออก ควรใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาดๆ เช็ดบริเวณใบหูและรูหูเท่าที่
นิ้วมือจะสอดเข้าไปได้
2. เวลาเป็นหวัดไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดแรงอัด
ดันให้เชื้อโรคเข้าสู่หูชั้นกลางได้
3. หลีกเลี่ยงการฟังเสียงที่ดังเกินไป
4. เมื่อมีแมลงเข้าหู ควรใช้น้ำมันพืชหยอดลงในรูหู แล้วทิ้งไว้สักครู่
เพื่อให้แมลงตาย แล้วจึงเอียงหูให้น้ำมันไหลออกมาพร้อมกับแมลง
แล้วใช้สำลีเช็ดให้แห้ง
5. ในเด็กเล็ก ถ้ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าหู ไม่ควรเอาออกเอง
เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อแก้วหู ควรไปพบแพทย์
* * * * *
หู (Ear)
หูเป็นอวัยวะที่ช่วยในการยินเสียงต่างๆและการทรงตัวของร่างกาย
ในขณะที่เราเคลื่อนไหว
ส่วนประกอบของหู
หูแต่ละข้างแบ่งออกเป็น 3 ชั้นคือ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน
1. หูชั้นนอก ประกอบไปด้วย
1.1) ใบหู เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มด้วยผิวหนังบางๆ ทำหน้าที่ดัก
และรับเสียงเข้าสู่รูหู
1.2) รูหู เป็นท่อคดเคี้ยวเล็กน้อย ลึกประมาณ 2.5 ซม. ผนังของรูหูบุ
ด้วยเยื่อบาง และใต้เยื่ออ่อนนี้เต็มไปด้วยต่อมน้ำมัน ทำหน้าที่ขับ
ไขมันเหนียวและเหลว มาหล่อเลี้ยงรูหู ไขมันเหล่านี้เมื่อรวมกับ
สิ่งสกปรกต่างๆก็จะกลายเป็น ขี้หู ช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่
เข้ามาทางรูหูไม่ให้เข้าถึงเยื่อแก้วหูได้ง่าย
1.3) เยื่อแก้วหู เป็นเยื่อบางๆ อยู่ลึกเข้าไปในส่วนของรูหู กั้นอยู่
ระหว่างหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง ทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนของ
คลื่นเสียงที่เดินทางเข้ามาทางรูหู
2. หูชั้นกลาง
เป็นส่วนที่อยู่ถัดจากเยื่อแก้วหู มีลักษณะเป็นโพรงอากาศบรรจุ
กระดูกเล็กๆ 3 ชิ้นติดต่อกัน คือกระดูกค้อน อยู่ติดกับเยื่อแก้วหู
กระดูกทั่ง อยู่ตรงกลาง และกระดูกโกลน อยู่ติดกับหูชั้นใน
ส่วนล่างของโพรงอากาศตอนปลายของหูชั้นกลางจะมีท่อยูสเตเชี่ยน
ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องอากาศแคบๆ และยาวต่อไปถึงคอ ทำหน้าที่ปรับ
ความกดอากาศ ข้างในและข้างนอกหูให้มีความสมดุลกัน ทำให้เรา
ไม่ปวดหูเวลาอากาศเข้าไปกระทบ แก้วหูขณะที่มีการหายใจ หรือ
กลืนอาหาร
3. หูชั้นใน
เป็นส่วนอยู่ถัดจากกระดูกโกลนเข้ามา หูชั้นนี้ประกอบด้วย
อวัยวะที่สำคัญ 2 ส่วน คือ
3.1) ส่วนที่ทำหน้าที่รับเสียง มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ ที่ขดเป็นวงซ้อนกัน
อยู่หลายชั้นคล้ายหอยโข่ง ภายในมีท่อของเหลวบรรจุอยู่ ตามผนังด้าน
ในของท่อมีอวัยวะรับเสียงอยู่ทั่วไป
3.2) ส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว มีลักษณะเป็นรูปท่อโค้งครึ่ง
วงกลมเล็กๆ 3 วง วางเรียงติดต่อกันตั้งฉากกับผนังภายใน ปลายของ
ครึ่งวงกลมทั้ง 3 นั้น อยู่ติดกัน ท่อครึ่งวงกลมทั้ง 3 นี้บุด้วยเนื้อเยื่อบางๆ
ที่มีประสาทรับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวกระจายอยู่ ส่วนที่เป็น
ส่วนที่เป็นช่องว่างภายในท่อครึ่งวงกลมนี้ บรรจุด้วยของเหลว
เมื่อเราเคลื่อนไหว ศ๊รษะ หูย่อมเอนเอียงไปด้วย ของเหลวที่บรรจุ
ภายในท่อทั้ง 3 นี้ ก็จะเคลื่อนที่ตามทิศทางการเอียงของศีรษะ
ซึ่งจะไปกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวแล้วส่ง
ความรู้สึกไปยังสมองจึงทำให้ ทราบว่าร่างกายของเราทรงตัวอยู่ใน
ลักษณะใด ของเหลวที่บรรจุในท่อครึ่งวงกลมนี้จะปรับไปตาม
ความกดดันของอากาศ ถ้าความกดดันอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
ของเหลวปรับตัวไม่ทันก็จะทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะ เมื่อขึ้นไปอยู่
ที่สูงๆอย่างรวดเร็วเป็นต้น
การได้ยินเสียง
เสียงเกิดขึ้นทุกชนิดอยู่ในลักษณะของ คลื่นเสียง ใบหูรับคลื่นเสียง
เข้าสู่รูหูไปกระทบเยื่อแก้วหู เยื่อแก้วหูถ่ายทอดความสั่นสะเทือน
ของคลื่นเสียงไปยังกระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน ซึ่งอยู่
ในหูชั้นกลางและเลย ไปยังท่อรูปครึ่งวงกลม แล้วต่อไปยังของเหลว
ในท่อรูปหอยโข่ง และประสาทรับเสียงในหูชั้นในตามลำดับ ประสาทรับ
เสียงถูกกระตุ้นแล้วส่งความรู้สึกไปสู่สมองเพื่อแปลความหมายของ
เสียงที่ได้ยิน
โรคและความผิดปกติของหู
1.หูน้ำหนวก พบได้บ่อยมากโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งมักจะเป็นหวัดบ่อยๆ
อาการ หูอื้อ ฟังไม่ค่อยได้ยินและปวดหูมาก เกิดจากการอักเสบในหู
ชั้นกลางแล้วมีหนองอยู่ภายใน ถ้าหนองดันทะลุผ่านเยื่อแก้วหูออกมา
อาการปวดจึงจะทุเลาลง ถ้าไม่รักษาก็จะเป็นหนองไหลออกมาจาก
รูหูอยู่เรื่อยๆ กลายเป็นโรคหูน้ำหนวกชนิดเรื้อรัง ซึ่งอาจลุกลามเข้าสมอง
เกิดฝีในสมองจนเสียชีวิตได้
การป้องกันและการรักษา
1. ควรป้องกันไม่ให้เป็นโรคหวัดและไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ
2. หากมีอาการของโรคหูน้ำหนวกควรปรึกษาแพทย์
3. ในกรณีที่แพทย์รักษาจนหนองแห้งแล้ว ไม่ควรให้น้ำเข้าหู
เพราะแก้วหูยังทะลุอยู่ ถ้าน้ำไม่สะอาดเข้าหูชั้นกลาง
อาจทำให้เกิดการอีกเสบได้อีก
2. แก้วหูทะลุ
สาเหตุ เกิดจากกแรงอัดสูงๆ ในรูหู เช่น ถูกตบที่ข้างหูหรือจาก
การใช้ของแข็งแคะหู ซึ่งอาจทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาด
อาการ รู้สึกปวดหูในระยะแรก และทำให้หูข้างนั้นได้ยินไม่ชัดเจน
หรือหูอื้อ
การป้องกันและการรักษา
1. ไม่ควรใช้ไม้หรือของแข็งอื่นๆ แคะหู
2. หากมีอาการปวดหู หูอื้อ ควรปรึกษาแพทย์
3. เชื้อราในช่องหู
สาเหตุ เกิดจากรูหูสกปรกและเปียกชื้น
อาการ คันในรูหูมาก ทำให้อยากแคะหู ถ้าใช้วัตถุแข็งๆ เข้าไปเกา
จะทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น
การป้องกันและการรักษา
1. ระวังไม่ให้น้ำเข้าหู
2. ไม่ควรใช้ของแข็งแคะหรือเกาหู เพราะอาจทำให้มีการติดเชื้อได้
การดูแลรักษาหู
1. ไม่ควรแคะขี้หูด้วยวัตถุแข็ง เพราะขี้หูเป็นสิ่งที่ขับออกมาตาม
ธรรมชาติ จะมีกลิ่นพิเศษที่ป้องกันไม่ให้แมลงเข้าหูได้ จึงไม่ควรต้อง
แคะออก ควรใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาดๆ เช็ดบริเวณใบหูและรูหูเท่าที่
นิ้วมือจะสอดเข้าไปได้
2. เวลาเป็นหวัดไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดแรงอัด
ดันให้เชื้อโรคเข้าสู่หูชั้นกลางได้
3. หลีกเลี่ยงการฟังเสียงที่ดังเกินไป
4. เมื่อมีแมลงเข้าหู ควรใช้น้ำมันพืชหยอดลงในรูหู แล้วทิ้งไว้สักครู่
เพื่อให้แมลงตาย แล้วจึงเอียงหูให้น้ำมันไหลออกมาพร้อมกับแมลง
แล้วใช้สำลีเช็ดให้แห้ง
5. ในเด็กเล็ก ถ้ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าหู ไม่ควรเอาออกเอง
เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อแก้วหู ควรไปพบแพทย์
* * * * *
วิชาทักษะพัฒนาชัวิต1-04
ในตอนนี้จะมาดูกันในเรื่องของอวัยวะที่อยู่ภายนอกกันบ้าง
ผิวหนัง
ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุดที่ห่อหุ้มร่างกายของเรา
มีความหนาประมาณ 1-4 มิลลิเมตร แตกต่างกันไปตามอวัยวะและ
บริเวณที่ถูกเสียดสี เช่น ผิวหนังที่ศอกและเข่า จะหนากว่าผิวหนังที่
แขนและขา
โครงสร้างของผิวหนัง
ผิวหนังของคนเราแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้น คือ หนังกำพร้าและหนังแท้
1. หนังกำพร้า (Epidermis) เป็นผิวหนังที่อยู่บนสุด บางมากประกอบ
ด้วยเชลล์ เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยเริ่มต้นจากเซลล์ชั้นในสุด ติดกับ
หนังแท้ ขึ่งจะแบ่งตัวเติบโตขึ้นแล้วค่อยๆ เลื่อน มาทดแทนเขลล์ที่อยู่
ชั้นบนจนถึงชั้นบนสุดแล้วก็ กลายเป็นขี้ไคลหลุดออกไป
ชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์ที่เรียกว่า เมลานิน ปะปนอยู่ด้วย เมลานินมี
มากหรือน้อยขึ้น อยู่กับบุคคลและเชื้อชาติ จึงทำให้สีผิวของคนแตกต่าง
ในชั้นของหนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือด เส้นประสาท และต่อมต่างๆ
นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขน และไขมันเท่านั้น
2.หนังแท้ (Dermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่าง ถัดจากหนังกำพร้า
มีความหนากว่าหนังกำพร้ามาก ผิวหนังชั้นนี้ประกอบไปด้วยเนี้อเยื่อ
คอลลาเจน(Collagen) และอีลาสติน (Elastin) หลอดเลือดฝอย
เส้นประสาท กล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และขุมขน
กระจายอยู่ทั่วไป
หน้าที่ของผิวหนัง
1. ป้องกันและปกปิดอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตราย
2. ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายโดยง่าย
3. เป็นที่ขับของเสียออกจากร่างกายในรูปของเหงื่อที่มาจากต่อมเหงื่อ
4. ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
5. รับความรู้สึกสัมผัส เช่น ร้อนหนาว เจ็บ ฯลฯ
6. ช่วยสร้างวิตามินดีให้แก่ร่างกาย โดยแสงแดดจะเปลี่ยน
ไขมันชนิดหนึ่งที่ผิวหนังให้เป็นวิตามินดีได้
7. ขับไขมันออกมาหล่อเลี้ยงเส้นผมและขน ให้เป็นเงางามอและไม่แห้ง
การดูแลรักษาผิวหนัง
1. อาบน้ำให้ร่างกายสะอาดอยู่เสมอ โดยอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
เพื่อช่วยชำระล้างคราบเหงื่อไคลและความสกปรกโดยใช้สบู่ที่มีความ
เป็นด่างอ่อนๆ ถูทั่วร่างกายควรใช้นิ้วมือหรือฝ่ามือ ถูตัวแรงให้พอควร
เพื่อช่วยให้ร่างกายสะอาดแล้ว ยังช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น
2. หลังอาบน้ำแล้ว ควรเช็ดตัวให้แห้งแล้วใส่เสื้อผ้าที่สะอาด
3. กินอาหารให้ถูกต้องและครบถ้วนโดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินเอ
ที่พบมากใน น้ำมันตับปลา ตับ เนย นม ไข่แดง เครื่องในสัตว์
มะเขือเทศ มะละกอ รวมทั้งพืชใบเขียวและใบเหลือง วิตามินเอ
จะช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ไม่เป็นสะเก็ดแห้ง ทำให้เล็บไม่เปราะ
และยังทำให้เส้นผมไม่ร่วงง่ายอีกด้วย
4. ดื่มน้ำมากๆ ช่วยทำให้ผิวหนังเปล่งปลั่ง
5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้u
6. ควรให้ผิวหนังได้รับแสงแดดสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเวลาเช้าซึ่ง
แดดไม่จัดเกินไป และควรเลี่ยงการถูกแสงแดดจัด
7. ระวังในการใช้เครื่องสำอาง เพราะอาจเกิดอาการแพ้และทำให้
ผิวหนังอักเสบ
* * * * *
ผิวหนัง
ผิวหนังเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุดที่ห่อหุ้มร่างกายของเรา
มีความหนาประมาณ 1-4 มิลลิเมตร แตกต่างกันไปตามอวัยวะและ
บริเวณที่ถูกเสียดสี เช่น ผิวหนังที่ศอกและเข่า จะหนากว่าผิวหนังที่
แขนและขา
โครงสร้างของผิวหนัง
ผิวหนังของคนเราแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้น คือ หนังกำพร้าและหนังแท้
1. หนังกำพร้า (Epidermis) เป็นผิวหนังที่อยู่บนสุด บางมากประกอบ
ด้วยเชลล์ เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยเริ่มต้นจากเซลล์ชั้นในสุด ติดกับ
หนังแท้ ขึ่งจะแบ่งตัวเติบโตขึ้นแล้วค่อยๆ เลื่อน มาทดแทนเขลล์ที่อยู่
ชั้นบนจนถึงชั้นบนสุดแล้วก็ กลายเป็นขี้ไคลหลุดออกไป
ชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์ที่เรียกว่า เมลานิน ปะปนอยู่ด้วย เมลานินมี
มากหรือน้อยขึ้น อยู่กับบุคคลและเชื้อชาติ จึงทำให้สีผิวของคนแตกต่าง
ในชั้นของหนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือด เส้นประสาท และต่อมต่างๆ
นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขน และไขมันเท่านั้น
2.หนังแท้ (Dermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่าง ถัดจากหนังกำพร้า
มีความหนากว่าหนังกำพร้ามาก ผิวหนังชั้นนี้ประกอบไปด้วยเนี้อเยื่อ
คอลลาเจน(Collagen) และอีลาสติน (Elastin) หลอดเลือดฝอย
เส้นประสาท กล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และขุมขน
กระจายอยู่ทั่วไป
หน้าที่ของผิวหนัง
1. ป้องกันและปกปิดอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับอันตราย
2. ป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายโดยง่าย
3. เป็นที่ขับของเสียออกจากร่างกายในรูปของเหงื่อที่มาจากต่อมเหงื่อ
4. ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
5. รับความรู้สึกสัมผัส เช่น ร้อนหนาว เจ็บ ฯลฯ
6. ช่วยสร้างวิตามินดีให้แก่ร่างกาย โดยแสงแดดจะเปลี่ยน
ไขมันชนิดหนึ่งที่ผิวหนังให้เป็นวิตามินดีได้
7. ขับไขมันออกมาหล่อเลี้ยงเส้นผมและขน ให้เป็นเงางามอและไม่แห้ง
การดูแลรักษาผิวหนัง
1. อาบน้ำให้ร่างกายสะอาดอยู่เสมอ โดยอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
เพื่อช่วยชำระล้างคราบเหงื่อไคลและความสกปรกโดยใช้สบู่ที่มีความ
เป็นด่างอ่อนๆ ถูทั่วร่างกายควรใช้นิ้วมือหรือฝ่ามือ ถูตัวแรงให้พอควร
เพื่อช่วยให้ร่างกายสะอาดแล้ว ยังช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น
2. หลังอาบน้ำแล้ว ควรเช็ดตัวให้แห้งแล้วใส่เสื้อผ้าที่สะอาด
3. กินอาหารให้ถูกต้องและครบถ้วนโดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินเอ
ที่พบมากใน น้ำมันตับปลา ตับ เนย นม ไข่แดง เครื่องในสัตว์
มะเขือเทศ มะละกอ รวมทั้งพืชใบเขียวและใบเหลือง วิตามินเอ
จะช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ไม่เป็นสะเก็ดแห้ง ทำให้เล็บไม่เปราะ
และยังทำให้เส้นผมไม่ร่วงง่ายอีกด้วย
4. ดื่มน้ำมากๆ ช่วยทำให้ผิวหนังเปล่งปลั่ง
5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้u
6. ควรให้ผิวหนังได้รับแสงแดดสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเวลาเช้าซึ่ง
แดดไม่จัดเกินไป และควรเลี่ยงการถูกแสงแดดจัด
7. ระวังในการใช้เครื่องสำอาง เพราะอาจเกิดอาการแพ้และทำให้
ผิวหนังอักเสบ
* * * * *
วิชาทักษะพัฒนาชัวิต1-03
มาดูกันต่อในเรื่องต่อไปกันนะครับ
ระบบหายใจ
ระบบหายใจ ประกอบด้วย
1.จมูก (Nose)
รูจมูกทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศที่หายใจเข้าไปยังช่องจมูก
และกรองฝุ่นละอองด้วย
2. หลอดคอ (Pharynx)
เมื่ออากาศผ่านรูจมูกแล้วก็ผ่านเข้าสู่หลอดคอ ซึ่งเป็นหลอดตั้งตรง
หลอดคอติดต่อทั้งช่องปากและช่องจมูกจึงแบ่งเป็นหลอดคอส่วนจมูก
กับ หลอดคอส่วนปาก โดยมีเพดานอ่อนเป็นตัวแยกสองส่วนนี้
ออกจากกัน โครงของหลอดคอประกอบด้วยกระดูกอ่อน 9 ชิ้นด้วยกัน
ชิ้นที่ใหญ่ทีสุด คือกระดูกธัยรอยด์ ที่เราเรียกว่า"ลูกกระเดือก"
3. หลอดเสียง (Larynx)
ในผู้ชาย เป็นหลอดยาวประมาณ 4.5 ซ.ม. และ ในผู้หญิง 3.5 ซ.ม.
หลอดเสียงเจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามอายุ ในวัยเริ่มเป็นหนุ่มสาว
หลอดเสียงเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้ชาย เนื่องจาก
สายเสียง (Vocal cord) ซึ่งอยู่ภายในหลอดเสียงนี้ยาวและหนาขึ้น
อย่างรวดเร็วเกินไป จึงทำให้เสียงแตกพร่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิด
จากฮอร์โมนของเพศชาย
4. หลอดลม (Trachea)
เป็นส่วนที่ต่ออกมาจากหลอดเสียง ยาวลงไปในทรวงอก ลักษณะ
รูปร่างเป็นหลอดกลมๆ ประกอบด้วยกระดูกอ่อนรูปวงแหวน หรือ
รูปตัว U ซึ่งมีอยู่ 20 ชิ้น วางอยู่ทางด้านหลังของหลอดลม ช่องว่าง
ระหว่างกระดูกอ่อนรูปตัว U ที่วางเรียงต่อกันมีเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ
เรียบมายึดติดกัน การที่หลอดลมมีกระดูกอ่อนจึงทำให้เปิดอยู่ตลอดเวลา
จึงทำให้อากาศเข้าได้ตลอดเวลา หลอดลม ส่วนที่ตรงกับกระดูกสันหลัง
ช่วงอกแตกแขนงออกเป็นหลอดลมแขนงใหญ่ (Bronchi) ข้างซ้าย
และขวา เมื่อเข้าสู่ปอดก็แตกแขนงเป็นหลอดลมเล็กในปอดหรือที่
เรียกว่า หลอดลมฝอย (Bronchiole) และไปสุดที่ถุงลม (Aveolus)
ซึ่งเป็นการที่อากาศอยู่ ใกล้กับเลือดในปอดมากที่สุด จึงเป็นบริเวณ
แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์
5. ปอด (Lung)
6. เยื่อหุ้มปอด (Pleura)
เป็นเยื่อที่บางและละเอียดอ่อน เปียกชื้นและเป็นมันลื่น หุ้มผิว
ภายนอกของปอด เยื่อหุ้มนี้ ไม่เพียงคลุมปอดเท่านั้น ยังไปบุผิว
หนังด้านในของทรวงอกอีก หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า เยื่อหุ้มปอด
ซึ่งมี 2 ชั้น ระหว่าง 2 ชั้นนี้มี ของเหลวอยู่นิดหน่อย เพื่อลดแรงเสียดสี
ระหว่างเยื่อหุ้มมีโพรงว่าง เรียกว่าช่องระหว่างเยื่อหุ้มปอด
กระบวนการในการหายใจ
ในการหายใจนั้นมีโครงกระดูกส่วนอกและกล้ามเนื้อบริเวณอกเป็น
ตัวช่วยขณะหายใจเข้า กล้ามเนื้อหลายมัดหดตัวทำให้ทรวงอก
ขยายออกไปข้างหน้าและยกขึ้นบน ในเวลาเดียวกันกะบังลมจะ
ลดต่ำลง การกระทำทั้งสองอย่างนี้ทำให้โพรงของทรวงอกขยาย
ใหญ่มากขึ้น เมื่อกล้ามเนึ้อหยุดทำงานและหย่อนตัวลง ทรวงอก
ยุบลงและความดันในช่องท้องจะดันกะบังลม กลับขึ้นมาอยู่ใน
ลักษณะเดิม กระบวนการเช่นนี้ทำให้ ความดันในปอดเพิ่มขึ้น
เมื่อความดันในปอดเพิ่มขึ้นสูง กว่าความดันของบรรยากาศ
อากาศจะถูกดันออกจาก ปอด ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ปัจจัยแรกที่ทำให้
อากาศมีการเคลื่อนไหวเข้าออกจากปอดได้นั้น เกิดจากความดันที่
แตกต่างกันนั่นเอง
การแลกเปลี่ยนก๊าซและการใช้ออกซิเจน
เมื่อหายใจเข้าอากาศภายนอกเข้าสู่อวัยวะ ของระบบหายใจไปยัง
ถุงลมในปอด ที่ผนังของถุงลมมีหลอดเลือดแดงฝอยติดอยู่ ดังนั้น
อากาศจึงมีโอกาสใกล้ชิดกับเม็ดเลือดแดงมากออกชิเจนก็จะผ่าน
ผนังนี้เข้าสู่เม็ดเลือดแดง และคาร์บอนไดออกไชด์ก็จะออกจาก
เม็ดเลือดผ่านผนังออกมาสู่ถุงลม ปกติในอากาศมีออกชิเจนร้อยละ
20 แต่อากาศที่เราหายใจมีออกขิเจนร้อยละ 13
* * * * *
ระบบหายใจ
ระบบหายใจ ประกอบด้วย
1.จมูก (Nose)
รูจมูกทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศที่หายใจเข้าไปยังช่องจมูก
และกรองฝุ่นละอองด้วย
2. หลอดคอ (Pharynx)
เมื่ออากาศผ่านรูจมูกแล้วก็ผ่านเข้าสู่หลอดคอ ซึ่งเป็นหลอดตั้งตรง
หลอดคอติดต่อทั้งช่องปากและช่องจมูกจึงแบ่งเป็นหลอดคอส่วนจมูก
กับ หลอดคอส่วนปาก โดยมีเพดานอ่อนเป็นตัวแยกสองส่วนนี้
ออกจากกัน โครงของหลอดคอประกอบด้วยกระดูกอ่อน 9 ชิ้นด้วยกัน
ชิ้นที่ใหญ่ทีสุด คือกระดูกธัยรอยด์ ที่เราเรียกว่า"ลูกกระเดือก"
3. หลอดเสียง (Larynx)
ในผู้ชาย เป็นหลอดยาวประมาณ 4.5 ซ.ม. และ ในผู้หญิง 3.5 ซ.ม.
หลอดเสียงเจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามอายุ ในวัยเริ่มเป็นหนุ่มสาว
หลอดเสียงเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้ชาย เนื่องจาก
สายเสียง (Vocal cord) ซึ่งอยู่ภายในหลอดเสียงนี้ยาวและหนาขึ้น
อย่างรวดเร็วเกินไป จึงทำให้เสียงแตกพร่า การเปลี่ยนแปลงนี้เกิด
จากฮอร์โมนของเพศชาย
4. หลอดลม (Trachea)
เป็นส่วนที่ต่ออกมาจากหลอดเสียง ยาวลงไปในทรวงอก ลักษณะ
รูปร่างเป็นหลอดกลมๆ ประกอบด้วยกระดูกอ่อนรูปวงแหวน หรือ
รูปตัว U ซึ่งมีอยู่ 20 ชิ้น วางอยู่ทางด้านหลังของหลอดลม ช่องว่าง
ระหว่างกระดูกอ่อนรูปตัว U ที่วางเรียงต่อกันมีเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ
เรียบมายึดติดกัน การที่หลอดลมมีกระดูกอ่อนจึงทำให้เปิดอยู่ตลอดเวลา
จึงทำให้อากาศเข้าได้ตลอดเวลา หลอดลม ส่วนที่ตรงกับกระดูกสันหลัง
ช่วงอกแตกแขนงออกเป็นหลอดลมแขนงใหญ่ (Bronchi) ข้างซ้าย
และขวา เมื่อเข้าสู่ปอดก็แตกแขนงเป็นหลอดลมเล็กในปอดหรือที่
เรียกว่า หลอดลมฝอย (Bronchiole) และไปสุดที่ถุงลม (Aveolus)
ซึ่งเป็นการที่อากาศอยู่ ใกล้กับเลือดในปอดมากที่สุด จึงเป็นบริเวณ
แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์
5. ปอด (Lung)
6. เยื่อหุ้มปอด (Pleura)
เป็นเยื่อที่บางและละเอียดอ่อน เปียกชื้นและเป็นมันลื่น หุ้มผิว
ภายนอกของปอด เยื่อหุ้มนี้ ไม่เพียงคลุมปอดเท่านั้น ยังไปบุผิว
หนังด้านในของทรวงอกอีก หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า เยื่อหุ้มปอด
ซึ่งมี 2 ชั้น ระหว่าง 2 ชั้นนี้มี ของเหลวอยู่นิดหน่อย เพื่อลดแรงเสียดสี
ระหว่างเยื่อหุ้มมีโพรงว่าง เรียกว่าช่องระหว่างเยื่อหุ้มปอด
กระบวนการในการหายใจ
ในการหายใจนั้นมีโครงกระดูกส่วนอกและกล้ามเนื้อบริเวณอกเป็น
ตัวช่วยขณะหายใจเข้า กล้ามเนื้อหลายมัดหดตัวทำให้ทรวงอก
ขยายออกไปข้างหน้าและยกขึ้นบน ในเวลาเดียวกันกะบังลมจะ
ลดต่ำลง การกระทำทั้งสองอย่างนี้ทำให้โพรงของทรวงอกขยาย
ใหญ่มากขึ้น เมื่อกล้ามเนึ้อหยุดทำงานและหย่อนตัวลง ทรวงอก
ยุบลงและความดันในช่องท้องจะดันกะบังลม กลับขึ้นมาอยู่ใน
ลักษณะเดิม กระบวนการเช่นนี้ทำให้ ความดันในปอดเพิ่มขึ้น
เมื่อความดันในปอดเพิ่มขึ้นสูง กว่าความดันของบรรยากาศ
อากาศจะถูกดันออกจาก ปอด ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ปัจจัยแรกที่ทำให้
อากาศมีการเคลื่อนไหวเข้าออกจากปอดได้นั้น เกิดจากความดันที่
แตกต่างกันนั่นเอง
การแลกเปลี่ยนก๊าซและการใช้ออกซิเจน
เมื่อหายใจเข้าอากาศภายนอกเข้าสู่อวัยวะ ของระบบหายใจไปยัง
ถุงลมในปอด ที่ผนังของถุงลมมีหลอดเลือดแดงฝอยติดอยู่ ดังนั้น
อากาศจึงมีโอกาสใกล้ชิดกับเม็ดเลือดแดงมากออกชิเจนก็จะผ่าน
ผนังนี้เข้าสู่เม็ดเลือดแดง และคาร์บอนไดออกไชด์ก็จะออกจาก
เม็ดเลือดผ่านผนังออกมาสู่ถุงลม ปกติในอากาศมีออกชิเจนร้อยละ
20 แต่อากาศที่เราหายใจมีออกขิเจนร้อยละ 13
* * * * *
6 ก.ย. 2554
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-02
ตอนนี้เป็นเรื่องอวัยวะที่สำคัญอีกส่วนที่เราเรียกว่า สมอง
สมอง (Brain)
สมอง คือ อวัยวะสำคัญในสัตว์หลายชนิดตามลักษณะทางกายวิภาค
หรือที่เรียกว่า encephalon จัดว่าเป็นส่วนกลางของระบบประสาท คำว่า
สมอง นั้นส่วนใหญ่จะเรียกระบบประสาทบริเวณหัวของสัตว์มีกระดูกสันหลัง
คำนี้บางทีก็ใช้เรียกอวัยวะในระบบประสาทบริเวณหัวของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอีกด้วย
สมองมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และ
รักษาสมดุลภายในร่างกาย (homeostasis) เช่น การเต้นของหัวใจ,
ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น
หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรู้ (cognition) อารมณ์ ความจำ
การเรียนรู้การเคลื่อนไหว (motor learning) และความสามารถอื่นๆ
ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้
สมองประกอบด้วยเซลล์สองชนิด คือ เซลล์ประสาท และเซลล์เกลีย
เกลียมีหน้าที่ในการดูแลและปกป้องนิวรอน นิวรอนหรือเซลล์ประสาท
เป็นเซลล์หลักที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าที่
เรียกว่า ศักยงาน (action potential) การติดต่อระหว่างนิวรอนนั้น
เกิดขึ้นได้โดยการหลั่งของสารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่รวมเรียกว่า
สารสื่อประสาท (neurotransmitter) ข้ามบริเวณระหว่างนิวรอนสองตัว
ที่เรียกว่า ไซแนปส์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมลงต่าง ๆ ก็มี
นิวรอนอยู่นับล้านในสมอง สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่มักจะมี
นิวรอนมากกว่าหนึ่งร้อยล้านตัวในสมอง สมองของมนุษย์นั้นมี
ความพิเศษกว่าสัตว์ตรงที่ว่ามีความซับซ้อนและใหญ่กว่าเมื่อเทียบ
กับขนาดตัวของมนุษย์
ส่วนประกอบสมองของมนุษย์ แบ่งได้เป็น 3 ส่วนดังนี้
1) สมองส่วนหน้า (Forebrain) มีขนาดใหญ่ที่สุด มีรอยหยัก
เป็นจำนวนมาก สามารถแบ่งออกได้อีกดังนี้
1.1) ออลเฟกทอรีบัลบ์ (olfactory bulb) อยู่ด้านหน้าสุด
ทำหน้าที่ - ดมกลิ่น (ในสัตว์สมองส่วนนี้จะมีขนาดใหญ่) ใน
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมออลแฟกทอรีบัลบ์จะไม่เจริญ แต่จะ
ดมกลิ่นได้ดีโดยอาศัยเยื่อบุในโพรงจมูก
1.2) ซีรีบรัม (Cerebrum) - มีขนาดใหญ่สุด มีรอยหยักเป็น
จำนวนมาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ความสามารถต่างๆ
เป็นศูนย์การทำงานของกล้ามเนื้อ การพูด การมองเห็น การดมกลิ่น
การชิมรส แบ่งเป็นสองซีก แต่ละซีกเรียกว่า Cerebral hemisphere
และแต่ละซีกจะแบ่งได้เป็น 4 พูดังนี้
1. Frontal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การออกเสียง
ความคิด ความจำ สติปัญญา บุคลิก ความรู้สึก พื้นอารมณ์
2. Temporal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการได้ยิน การดมกลิ่น
3. Occipital lobe ทำหน้าที่ควบคุมการมองเห็น
4. Parietal lobe ทำหน้าที่ควมคุมความรู้สึกด้านการสัมผัส
การพูด การรับรส
1.3 ทาลามัส (Thalamus) - อยู่เหนือไฮโปทาลามัส ทำหน้าที่เป็น
สถานีถ่ายทอดกระแสประสาทเพื่อส่งไปจุดต่างๆในสมอง รับรู้และ
ตอบสนองความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้มีการสั่งการแสดงออกพฤติกรรม
ด้านความเจ็บปวด
1.4 ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) - ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของ
ระบบประสาทอัตโนมัติ และสร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมการผลิตฮอร์โมน
จากต่อมใต้สมองซึ่งจะทำการควบคุมสมดุลของปริมาณน้ำและ
สารละลายในเลือด และยังเกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย
อารมณ์ความรู้สึก วงจรการตื่นและการหลับ การหิว การอิ่ม
และความรู้สึกทางเพศ
2. สมองส่วนกลาง (Midbrain) เป็นสมองที่ต่อจากสมองส่วนหน้า
เป็นสถานีรับส่งประสาท ระหว่างสมองส่วนหน้ากับส่วนท้ายและ
ส่วนหน้ากับนัยน์ตาทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลูกตา
และม่านตาจะเจริญดีในสัตว์พวกปลา กบ ฯลฯ ในมนุษย์สมอง
ส่วน obtic lobe นี้จะเจริญไปเป็น Corpora quadrigermia
ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน
3. สมองส่วนท้าย (Hindbrain) ประกอบด้วย
3.1 พอนส์ (Pons) อยู่ด้านหน้าของซีรีเบลลัม ติดกับสมองส่วนกลาง
ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานบางอย่างของร่างกาย เช่น การเคี้ยวอาหาร
การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า การหายใจ
การฟัง
3.2 เมดัลลา (Medulla) เป็นสมองส่วนท้ายสุด ต่อกับไขสันหลัง
เป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างสมองกับไขสันหลัง เป็น
ศูนย์กลางการควบคุมการทำงานเหนืออำนาจจิตใจ เช่น ไอ จาม
สะอึก หายใจ การเต้นของหัวใจ เป็นต้น
3.3 ซีรีเบลลัม (Cerebellum) อยู่ใต้เซรีบรัม ควบคุมระบบกล้ามเนื้อ
ให้สัมพันธ์กันและควบคุมการทรงตัวของร่างกาย
สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย หากสมองได้รับการดูแล
ที่ดีย่อมเป็นผลดีต่อสุขภาพของคนๆนั้น
สารอาหารบำรุงสมอง ได้แก่
โอเมก้า-3 (Omega-3) มีอยู่ในปลาทะเลน้ำลึก เป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัว
พบได้ในปลาแซลมอน ปลาทูน่า ฯลฯ ที่ถูกเรียกรวมๆ ว่า โอเมก้า-3
มีฤทธิ์ต่อจิตใจ ทำให้สมองกระฉับกระเฉงและมีสมาธิดีขึ้น
ช่วยกระตุ้นให้เซลล์สมองมีความไวต่อการรับสัญญาณประสาท
เมื่อทานเข้าไปแล้วจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและถูกส่งต่อไป
ยังตับและสมองเพื่อสร้างเซลล์ประสาททำให้การทำงานของสมองดีขึ้น
โคลีน พบได้ใน ข้าวกล้อง ข้าวโพด ผักใบเขียวต่างๆ โดยโคลีน
จะมีมากในส่วนที่เป็นจมูกข้าวโพด ดังนั้นการนำข้าวโพดมาทำอาหาร
เพื่อให้ได้สารอาหารโคลีนจึงต้องใช้มีดคมฝานให้ลึกถึงซังข้าวโพด
อาการที่ร่างกายขาดโคลีนคือ ปัญหาทางด้านความจำ หลงลืม
เศร้าหมอง ขาดสมาธิและจิตใจหดหู่
แมงกานีส เป็นเกลือแร่ช่วยควบคุมดูแลสุขภาพของสมองและ
ระบบประสาท อาหารบำรุงสมองที่มีแมงกานีสมากได้แก่
อาหารทะเล ตับหมู ผักใบเขียวเข้ม แอปเปิ้ล มะม่วง เป็นต้น
วิตามินบี เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท
และสมอง มีหลายชนิดเช่น
1) วิตามินบี 1 (B1) ช่วยสร้างเซลล์ประสาทให้แข็งแรง พบมากใน
เมล็ดธัญพืชหรืออาหารที่ปรุงจากเมล็ดข้าวเช่น ขนมปัง พาสต้า ฯลฯ
2) วิตามินบี 5 (B5) ช่วยในการสร้างโคเอ็นไซม์ที่ใช้ถ่ายทอดสัญญาณประสาท
พบมากในพืชที่เป็นฝักเช่น กระถิน ถั่ว ฯลฯ
3) วิตามินบี 6 (B6) เป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และ
ความนึกคิดของคน พบได้ใน เครื่องในสัตว์ ปลาและเมล็ดถั่วที่เป็นฝัก
4) วิตามินบี 12 (B12) เป็นสารอาหารที่ช่วยสร้างความสมบูรณ์ให้เซลล์เม็ด
เลือดแดง บำรุงรักษาเนื้อเยื่อประสาท พบมากในไข่ นม ปลา และ
ผลิตภัณฑ์จากนมต่าง ๆ
กรดโฟลิค เป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ พบมากใน
กล้วย ส้ม มะนาว ผักใบเขียว ถั่วเหลืองและธัญพืชต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
กับการทำงานของสมองกรดโฟลิคเป็นสารอาหารสำคัญต่อระบบ
การเผาผลาญกรดไขมันโมเลกุลยาวในสมอง
แมกนีเซียม โปแตสเซียมและแคลเซียม เป็นสารอาหารที่มีผลต่อ
การทำงานของระบบประสาท พบมากในผักใบเขียวเข้ม ผลไม้และ
ธัญพืชต่างๆ
นอกจากนี้การกินผักและผลไม้จะทำให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ
(Antioxidant) ที่มีประโยชน์ในเรื่องชะลอการเสื่อมของสมองที่อายุมากขึ้น
และช่วยป้องกันไม่ให้สมองถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
วิธีการดูแลสมอง1. ทานอาหารที่สารที่ช่วยในการบำรุงสมอง ดังกล่าวข้างต้น
2. การมีพฤติกรรมการบริโภคที่ดีได้แก่ การไม่งดอาหารเช้า
รับประทานอาหารให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
4. ฝึกการใช้สมอง(ความคิด)ด้วยกิจกรรมฝึกสมอง และคิดถึงต่างๆในแง่ที่ดี
หรือ ที่เราเรียกว่า คิดในทางบาง
** เรื่องของร่างกายของเรายังไม่จบ โปรดติดตามในตอนหน้า**
สมอง (Brain)
สมอง คือ อวัยวะสำคัญในสัตว์หลายชนิดตามลักษณะทางกายวิภาค
หรือที่เรียกว่า encephalon จัดว่าเป็นส่วนกลางของระบบประสาท คำว่า
สมอง นั้นส่วนใหญ่จะเรียกระบบประสาทบริเวณหัวของสัตว์มีกระดูกสันหลัง
คำนี้บางทีก็ใช้เรียกอวัยวะในระบบประสาทบริเวณหัวของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอีกด้วย
สมองมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และ
รักษาสมดุลภายในร่างกาย (homeostasis) เช่น การเต้นของหัวใจ,
ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น
หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรู้ (cognition) อารมณ์ ความจำ
การเรียนรู้การเคลื่อนไหว (motor learning) และความสามารถอื่นๆ
ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้
สมองประกอบด้วยเซลล์สองชนิด คือ เซลล์ประสาท และเซลล์เกลีย
เกลียมีหน้าที่ในการดูแลและปกป้องนิวรอน นิวรอนหรือเซลล์ประสาท
เป็นเซลล์หลักที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าที่
เรียกว่า ศักยงาน (action potential) การติดต่อระหว่างนิวรอนนั้น
เกิดขึ้นได้โดยการหลั่งของสารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่รวมเรียกว่า
สารสื่อประสาท (neurotransmitter) ข้ามบริเวณระหว่างนิวรอนสองตัว
ที่เรียกว่า ไซแนปส์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมลงต่าง ๆ ก็มี
นิวรอนอยู่นับล้านในสมอง สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่มักจะมี
นิวรอนมากกว่าหนึ่งร้อยล้านตัวในสมอง สมองของมนุษย์นั้นมี
ความพิเศษกว่าสัตว์ตรงที่ว่ามีความซับซ้อนและใหญ่กว่าเมื่อเทียบ
กับขนาดตัวของมนุษย์
ส่วนประกอบสมองของมนุษย์ แบ่งได้เป็น 3 ส่วนดังนี้
1) สมองส่วนหน้า (Forebrain) มีขนาดใหญ่ที่สุด มีรอยหยัก
เป็นจำนวนมาก สามารถแบ่งออกได้อีกดังนี้
1.1) ออลเฟกทอรีบัลบ์ (olfactory bulb) อยู่ด้านหน้าสุด
ทำหน้าที่ - ดมกลิ่น (ในสัตว์สมองส่วนนี้จะมีขนาดใหญ่) ใน
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมออลแฟกทอรีบัลบ์จะไม่เจริญ แต่จะ
ดมกลิ่นได้ดีโดยอาศัยเยื่อบุในโพรงจมูก
1.2) ซีรีบรัม (Cerebrum) - มีขนาดใหญ่สุด มีรอยหยักเป็น
จำนวนมาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ความสามารถต่างๆ
เป็นศูนย์การทำงานของกล้ามเนื้อ การพูด การมองเห็น การดมกลิ่น
การชิมรส แบ่งเป็นสองซีก แต่ละซีกเรียกว่า Cerebral hemisphere
และแต่ละซีกจะแบ่งได้เป็น 4 พูดังนี้
1. Frontal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การออกเสียง
ความคิด ความจำ สติปัญญา บุคลิก ความรู้สึก พื้นอารมณ์
2. Temporal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการได้ยิน การดมกลิ่น
3. Occipital lobe ทำหน้าที่ควบคุมการมองเห็น
4. Parietal lobe ทำหน้าที่ควมคุมความรู้สึกด้านการสัมผัส
การพูด การรับรส
1.3 ทาลามัส (Thalamus) - อยู่เหนือไฮโปทาลามัส ทำหน้าที่เป็น
สถานีถ่ายทอดกระแสประสาทเพื่อส่งไปจุดต่างๆในสมอง รับรู้และ
ตอบสนองความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้มีการสั่งการแสดงออกพฤติกรรม
ด้านความเจ็บปวด
1.4 ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) - ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของ
ระบบประสาทอัตโนมัติ และสร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมการผลิตฮอร์โมน
จากต่อมใต้สมองซึ่งจะทำการควบคุมสมดุลของปริมาณน้ำและ
สารละลายในเลือด และยังเกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย
อารมณ์ความรู้สึก วงจรการตื่นและการหลับ การหิว การอิ่ม
และความรู้สึกทางเพศ
2. สมองส่วนกลาง (Midbrain) เป็นสมองที่ต่อจากสมองส่วนหน้า
เป็นสถานีรับส่งประสาท ระหว่างสมองส่วนหน้ากับส่วนท้ายและ
ส่วนหน้ากับนัยน์ตาทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลูกตา
และม่านตาจะเจริญดีในสัตว์พวกปลา กบ ฯลฯ ในมนุษย์สมอง
ส่วน obtic lobe นี้จะเจริญไปเป็น Corpora quadrigermia
ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน
3. สมองส่วนท้าย (Hindbrain) ประกอบด้วย
3.1 พอนส์ (Pons) อยู่ด้านหน้าของซีรีเบลลัม ติดกับสมองส่วนกลาง
ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานบางอย่างของร่างกาย เช่น การเคี้ยวอาหาร
การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า การหายใจ
การฟัง
3.2 เมดัลลา (Medulla) เป็นสมองส่วนท้ายสุด ต่อกับไขสันหลัง
เป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างสมองกับไขสันหลัง เป็น
ศูนย์กลางการควบคุมการทำงานเหนืออำนาจจิตใจ เช่น ไอ จาม
สะอึก หายใจ การเต้นของหัวใจ เป็นต้น
3.3 ซีรีเบลลัม (Cerebellum) อยู่ใต้เซรีบรัม ควบคุมระบบกล้ามเนื้อ
ให้สัมพันธ์กันและควบคุมการทรงตัวของร่างกาย
สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย หากสมองได้รับการดูแล
ที่ดีย่อมเป็นผลดีต่อสุขภาพของคนๆนั้น
สารอาหารบำรุงสมอง ได้แก่
โอเมก้า-3 (Omega-3) มีอยู่ในปลาทะเลน้ำลึก เป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัว
พบได้ในปลาแซลมอน ปลาทูน่า ฯลฯ ที่ถูกเรียกรวมๆ ว่า โอเมก้า-3
มีฤทธิ์ต่อจิตใจ ทำให้สมองกระฉับกระเฉงและมีสมาธิดีขึ้น
ช่วยกระตุ้นให้เซลล์สมองมีความไวต่อการรับสัญญาณประสาท
เมื่อทานเข้าไปแล้วจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและถูกส่งต่อไป
ยังตับและสมองเพื่อสร้างเซลล์ประสาททำให้การทำงานของสมองดีขึ้น
โคลีน พบได้ใน ข้าวกล้อง ข้าวโพด ผักใบเขียวต่างๆ โดยโคลีน
จะมีมากในส่วนที่เป็นจมูกข้าวโพด ดังนั้นการนำข้าวโพดมาทำอาหาร
เพื่อให้ได้สารอาหารโคลีนจึงต้องใช้มีดคมฝานให้ลึกถึงซังข้าวโพด
อาการที่ร่างกายขาดโคลีนคือ ปัญหาทางด้านความจำ หลงลืม
เศร้าหมอง ขาดสมาธิและจิตใจหดหู่
แมงกานีส เป็นเกลือแร่ช่วยควบคุมดูแลสุขภาพของสมองและ
ระบบประสาท อาหารบำรุงสมองที่มีแมงกานีสมากได้แก่
อาหารทะเล ตับหมู ผักใบเขียวเข้ม แอปเปิ้ล มะม่วง เป็นต้น
วิตามินบี เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นในการทำงานของระบบประสาท
และสมอง มีหลายชนิดเช่น
1) วิตามินบี 1 (B1) ช่วยสร้างเซลล์ประสาทให้แข็งแรง พบมากใน
เมล็ดธัญพืชหรืออาหารที่ปรุงจากเมล็ดข้าวเช่น ขนมปัง พาสต้า ฯลฯ
2) วิตามินบี 5 (B5) ช่วยในการสร้างโคเอ็นไซม์ที่ใช้ถ่ายทอดสัญญาณประสาท
พบมากในพืชที่เป็นฝักเช่น กระถิน ถั่ว ฯลฯ
3) วิตามินบี 6 (B6) เป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และ
ความนึกคิดของคน พบได้ใน เครื่องในสัตว์ ปลาและเมล็ดถั่วที่เป็นฝัก
4) วิตามินบี 12 (B12) เป็นสารอาหารที่ช่วยสร้างความสมบูรณ์ให้เซลล์เม็ด
เลือดแดง บำรุงรักษาเนื้อเยื่อประสาท พบมากในไข่ นม ปลา และ
ผลิตภัณฑ์จากนมต่าง ๆ
กรดโฟลิค เป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ พบมากใน
กล้วย ส้ม มะนาว ผักใบเขียว ถั่วเหลืองและธัญพืชต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
กับการทำงานของสมองกรดโฟลิคเป็นสารอาหารสำคัญต่อระบบ
การเผาผลาญกรดไขมันโมเลกุลยาวในสมอง
แมกนีเซียม โปแตสเซียมและแคลเซียม เป็นสารอาหารที่มีผลต่อ
การทำงานของระบบประสาท พบมากในผักใบเขียวเข้ม ผลไม้และ
ธัญพืชต่างๆ
นอกจากนี้การกินผักและผลไม้จะทำให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ
(Antioxidant) ที่มีประโยชน์ในเรื่องชะลอการเสื่อมของสมองที่อายุมากขึ้น
และช่วยป้องกันไม่ให้สมองถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
วิธีการดูแลสมอง1. ทานอาหารที่สารที่ช่วยในการบำรุงสมอง ดังกล่าวข้างต้น
2. การมีพฤติกรรมการบริโภคที่ดีได้แก่ การไม่งดอาหารเช้า
รับประทานอาหารให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
4. ฝึกการใช้สมอง(ความคิด)ด้วยกิจกรรมฝึกสมอง และคิดถึงต่างๆในแง่ที่ดี
หรือ ที่เราเรียกว่า คิดในทางบาง
** เรื่องของร่างกายของเรายังไม่จบ โปรดติดตามในตอนหน้า**
วิชาพัฒนาทักษะชีวิต1-01
เนื้อหาในตอนนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของวิชาพัฒนาทักษะชีวิต1
ที่ได้รวบรวมและสรุปมาให้ได้อ่านกัน ไม่ให่เสียเวลามาลุยกัยเลย
อวัยวะภายใน
ปอด (Lung)
ปอดเป็นอวัยวะที่สำคัญปอดมี 2 ข้าง บรรจุอยู่ในโพรงของทรวงอก
ตอนบนทั้งด้านซ้ายและด้านขวา มีรูปร่างคล้ายกรวยมีฐานของปอด
แต่ละข้างจะใหญ่และวางแนบสนิทกับกระบังลม โดยปอดข้างขวา
จะมีขนาดใหญ่กว่าปอดข้างซ้าย ปอดมี 2 ข้าง มีความยืดหยุ่น
คล้ายฟองน้ำและภายในปอด มีถุงลมเล็กๆ เป็นจำนวนมาก
ปอดมีหน้าที่ฟอกเลือดดำเลือด(เลือดที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
หรือ CO2) ให้เป็นเลือดแดง(เลือดที่มีก๊าซออกซิเจนหรือ O2)
โดยรับเลือดดำที่ส่งมาหัวใจด้านขวา มาถ่ายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ออกจากเลือดดำ และส่งก๊าซออกซิเจนให้แทนซึ่งจะทำให้เลือดดำเป็นเลือดแดง
การหายใจเอาอากาศที่มีฝุ่นละออง ควันพิษหรือสารพิษเข้าไป
จะก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น วัณโรค มะเร็งปอด เป็นต้น ดังนั้น
เราจึงควรอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่สูบบุหรี่และ
ไม่อยู่ใกล้ชิดคนที่เป็นวัณโรค
กระเพาะอาหาร (Stomach)
กระเพาะอาหาร ตั้งอยู่บริเวณใต้ทรางอกมีส่วนปลายงอไปทางขวา
มีรูปร่างคล้ายอักษรตัวเจ (J) กระเพาะอาหารมีลักษณะเป็นถุงกล้ามเนื้อ
ขนาดใหญ่ มีความเหนียวและสามารถยืดตัวออก เพื่อรับอาหารจำนวน
มากได้ กระเพาะอาหาร ทำหน้าเก็บอาหารที่ย่อยมาจากปากบ้างส่วน
แล้วมาทำการย่อยต่อ โดยอาหารจะผสมกับน้ำย่อยก่อนที่อาหาร
จะเคลื่อนที่ไปยังส่วนอื่น ๆ
กระเพาะอาหารยังเป็นอวัยวะที่มีสภาพแวดล้อมเป็นกรด โดยมักจะมี
ค่าพีเอชอยู่ที่ประมาณ 1-4 โดยขึ้นกับอาหารที่รับประทานและปัจจัยอื่นๆ
นอกจากนี้ในกระเพาะอาหารยังมีการสร้างเอนไซม์เพื่อช่วยใน
การย่อยอาหารอีกด้วย
หน้าที่การทำงานหน้าที่หลักของกระเพาะอาหารคือการย่อยสลายสา
รอาหารโมเลกุลใหญ่ให้เล็กลงโดยอาศัยการทำงานของกรดเกลือ
(hydrochloric acid) เพื่อให้ง่ายต่อการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก นอกจากนี้
กระเพาะอาหารยังมีหน้าที่ผลิตเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยโปรตีน
คือเอนไซม์เพพซิน (pepsin)
นอกจากนั้นแล้ว กระเพาะอาหารยังทำหน้าที่ในการดูดซึมน้ำ
ไอออนต่างๆ รวมทั้งแอลกอฮอล์ แอสไพริน และกาเฟอีนอีกด้วย
การกินอาหารที่มีรสจัดกินอาหารไม่ตรงเวลา จะเป็นสาเหตุของ
โรคกระเพาะอาหารได้ เราจึงควรกินอาหารให้ตรงเวลา งดกินอาหาร
ที่มีรสจัด ความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร
ดังนั้น เราควรทำจิตใจให้ร่าเริง แจ่มใส ไม่เครียด
ลำไส้ (intestine)
ลำไส้เป็นอวัยวะที่ยาวมาก มีลักษณะขดเป็นท่อลวง อยู่ในช่องท้อง
ตอนบน แบ่งได้ 3 ส่วน คือ ลำไส้ดูโอดีนัม ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่
สำไส้แต่ละส่วนจะทำหน้าที่แตกต่างกัน
1) สำไส้ดูโอดีนัม จะทำหน้าที่เปลี่ยนกรดที่ได้รับจากกระเพาะอาหาร
ให้เป็นกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้ลำไส้ส่วนอื่น ๆ ได้รับอันตราย
2) ลำไส้เล็ก มีรูปร่างเป็นท่อ จะทำหน้าที่ย่อยอาหารในขั้นตอนสุดท้าย
และดูดซึมอาหารที่ถูกย่อยแล้วเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำสารอาหาร
ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายต่อไป โดยที่น้ำย่อยส่วนหนึ่งมาจาก
ตับอ่อนและอีกส่วนมาจากลำไส้เล็กเอง ความยาวของลำใส้เล็ก
ประมาณ 3.3 เมตร
3) ลำไส้ใหญ่ จะทำหน้าที่ดูดน้ำจากกากอาหารที่ผ่านมาจากลำไส้เล็ก
คืนให้แก่ร่างกาย จนเหลือเพียงกากอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการ
และขับถ่ายกากอาหารที่เรียกว่า อุจจาระ ออกทางทวารหนัก
การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีรสจัด
จะช่วยทำให้ลำไส้ทำหน้าที่ได้อย่างปกติ
ไต (kidney)
ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างยิ่งในระบบขับถ่ายปัสสาวะ ไตมี 2 ข้าง
ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาของกระดูกสันหลัง บริเวณเอวด้า
นละ 1 อัน ไตมีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่ว มีสีแดงแกมน้ำตาล ไตมีหน้าที่
กรองของเสียออกจากเลือดและขับถ่ายออกจากร่างกาย ที่เราเรียกว่า
ปัสสาวะ
นอกจากนี้ ไตยังมีหน้าที่ดูดซึมและเก็บสารอาหารที่สำคัญและ
เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย รวมทั้งไตยังทำหน้าที่รักษาปริมาณน้ำ
และเกลือแร่ในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุลอีกด้วย การดูแลรักษา
ไตให้ทำงานได้อย่างปกติ เราควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีรสเค็มจัด
ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เป็นเวลานาน ๆ ควรดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
หัวใจ (Heart)
หัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่งตั้งอยู่กลางทรวงอก ระหว่างปอด
ทั้ง 2 ข้าง ส่วนปลายหัวใจอยู่ค่อนมาทางซ้าย หัวใจมีรูปร้างคล้าย
ดอกบัวตูม มีขนาดเท่ากับกำปั้นแน่นของผู้เป็นเจ้าของภายในหัวใจ
แบ่งเป็น 4 ห้อง ได้แก่ ห้องบนซ้าย ห้องล่างซ้าย ห้องบนขวา ห้องล่างขวา
หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเข้าไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โดยอาศัยโครงสร้างของกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle) และ
ระบบนำไฟฟ้า (conduction system) ภายในหัวใจซึ่งสร้างและ
ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจเมื่อหัวใจคลายตัวก็จะสูบเลือดเข้ามา
เมื่อหัวใจบีบตัวก็จะฉีดเลือดออกไปการบีบและคลายตัวนี้ เราเรียกว่า
การเต้นของหัวใจ
อัตราการเต้นของหัวใจในคนปกติ จะมีการเต้นประมาณ 60-80 ครั้ง/นาที
** พักไว้เพียงเท่านี้ก่อนไว้อ่านต่อในตอนหน้า **
ที่ได้รวบรวมและสรุปมาให้ได้อ่านกัน ไม่ให่เสียเวลามาลุยกัยเลย
อวัยวะภายใน
ปอด (Lung)
ปอดเป็นอวัยวะที่สำคัญปอดมี 2 ข้าง บรรจุอยู่ในโพรงของทรวงอก
ตอนบนทั้งด้านซ้ายและด้านขวา มีรูปร่างคล้ายกรวยมีฐานของปอด
แต่ละข้างจะใหญ่และวางแนบสนิทกับกระบังลม โดยปอดข้างขวา
จะมีขนาดใหญ่กว่าปอดข้างซ้าย ปอดมี 2 ข้าง มีความยืดหยุ่น
คล้ายฟองน้ำและภายในปอด มีถุงลมเล็กๆ เป็นจำนวนมาก
ปอดมีหน้าที่ฟอกเลือดดำเลือด(เลือดที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
หรือ CO2) ให้เป็นเลือดแดง(เลือดที่มีก๊าซออกซิเจนหรือ O2)
โดยรับเลือดดำที่ส่งมาหัวใจด้านขวา มาถ่ายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ออกจากเลือดดำ และส่งก๊าซออกซิเจนให้แทนซึ่งจะทำให้เลือดดำเป็นเลือดแดง
การหายใจเอาอากาศที่มีฝุ่นละออง ควันพิษหรือสารพิษเข้าไป
จะก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น วัณโรค มะเร็งปอด เป็นต้น ดังนั้น
เราจึงควรอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่สูบบุหรี่และ
ไม่อยู่ใกล้ชิดคนที่เป็นวัณโรค
กระเพาะอาหาร (Stomach)
กระเพาะอาหาร ตั้งอยู่บริเวณใต้ทรางอกมีส่วนปลายงอไปทางขวา
มีรูปร่างคล้ายอักษรตัวเจ (J) กระเพาะอาหารมีลักษณะเป็นถุงกล้ามเนื้อ
ขนาดใหญ่ มีความเหนียวและสามารถยืดตัวออก เพื่อรับอาหารจำนวน
มากได้ กระเพาะอาหาร ทำหน้าเก็บอาหารที่ย่อยมาจากปากบ้างส่วน
แล้วมาทำการย่อยต่อ โดยอาหารจะผสมกับน้ำย่อยก่อนที่อาหาร
จะเคลื่อนที่ไปยังส่วนอื่น ๆ
กระเพาะอาหารยังเป็นอวัยวะที่มีสภาพแวดล้อมเป็นกรด โดยมักจะมี
ค่าพีเอชอยู่ที่ประมาณ 1-4 โดยขึ้นกับอาหารที่รับประทานและปัจจัยอื่นๆ
นอกจากนี้ในกระเพาะอาหารยังมีการสร้างเอนไซม์เพื่อช่วยใน
การย่อยอาหารอีกด้วย
หน้าที่การทำงานหน้าที่หลักของกระเพาะอาหารคือการย่อยสลายสา
รอาหารโมเลกุลใหญ่ให้เล็กลงโดยอาศัยการทำงานของกรดเกลือ
(hydrochloric acid) เพื่อให้ง่ายต่อการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก นอกจากนี้
กระเพาะอาหารยังมีหน้าที่ผลิตเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยโปรตีน
คือเอนไซม์เพพซิน (pepsin)
นอกจากนั้นแล้ว กระเพาะอาหารยังทำหน้าที่ในการดูดซึมน้ำ
ไอออนต่างๆ รวมทั้งแอลกอฮอล์ แอสไพริน และกาเฟอีนอีกด้วย
การกินอาหารที่มีรสจัดกินอาหารไม่ตรงเวลา จะเป็นสาเหตุของ
โรคกระเพาะอาหารได้ เราจึงควรกินอาหารให้ตรงเวลา งดกินอาหาร
ที่มีรสจัด ความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร
ดังนั้น เราควรทำจิตใจให้ร่าเริง แจ่มใส ไม่เครียด
ลำไส้ (intestine)
ลำไส้เป็นอวัยวะที่ยาวมาก มีลักษณะขดเป็นท่อลวง อยู่ในช่องท้อง
ตอนบน แบ่งได้ 3 ส่วน คือ ลำไส้ดูโอดีนัม ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่
สำไส้แต่ละส่วนจะทำหน้าที่แตกต่างกัน
1) สำไส้ดูโอดีนัม จะทำหน้าที่เปลี่ยนกรดที่ได้รับจากกระเพาะอาหาร
ให้เป็นกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้ลำไส้ส่วนอื่น ๆ ได้รับอันตราย
2) ลำไส้เล็ก มีรูปร่างเป็นท่อ จะทำหน้าที่ย่อยอาหารในขั้นตอนสุดท้าย
และดูดซึมอาหารที่ถูกย่อยแล้วเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำสารอาหาร
ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายต่อไป โดยที่น้ำย่อยส่วนหนึ่งมาจาก
ตับอ่อนและอีกส่วนมาจากลำไส้เล็กเอง ความยาวของลำใส้เล็ก
ประมาณ 3.3 เมตร
3) ลำไส้ใหญ่ จะทำหน้าที่ดูดน้ำจากกากอาหารที่ผ่านมาจากลำไส้เล็ก
คืนให้แก่ร่างกาย จนเหลือเพียงกากอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการ
และขับถ่ายกากอาหารที่เรียกว่า อุจจาระ ออกทางทวารหนัก
การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีรสจัด
จะช่วยทำให้ลำไส้ทำหน้าที่ได้อย่างปกติ
ไต (kidney)
ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างยิ่งในระบบขับถ่ายปัสสาวะ ไตมี 2 ข้าง
ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาของกระดูกสันหลัง บริเวณเอวด้า
นละ 1 อัน ไตมีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่ว มีสีแดงแกมน้ำตาล ไตมีหน้าที่
กรองของเสียออกจากเลือดและขับถ่ายออกจากร่างกาย ที่เราเรียกว่า
ปัสสาวะ
นอกจากนี้ ไตยังมีหน้าที่ดูดซึมและเก็บสารอาหารที่สำคัญและ
เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย รวมทั้งไตยังทำหน้าที่รักษาปริมาณน้ำ
และเกลือแร่ในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุลอีกด้วย การดูแลรักษา
ไตให้ทำงานได้อย่างปกติ เราควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีรสเค็มจัด
ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เป็นเวลานาน ๆ ควรดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
หัวใจ (Heart)
หัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่งตั้งอยู่กลางทรวงอก ระหว่างปอด
ทั้ง 2 ข้าง ส่วนปลายหัวใจอยู่ค่อนมาทางซ้าย หัวใจมีรูปร้างคล้าย
ดอกบัวตูม มีขนาดเท่ากับกำปั้นแน่นของผู้เป็นเจ้าของภายในหัวใจ
แบ่งเป็น 4 ห้อง ได้แก่ ห้องบนซ้าย ห้องล่างซ้าย ห้องบนขวา ห้องล่างขวา
หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเข้าไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โดยอาศัยโครงสร้างของกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle) และ
ระบบนำไฟฟ้า (conduction system) ภายในหัวใจซึ่งสร้างและ
ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจเมื่อหัวใจคลายตัวก็จะสูบเลือดเข้ามา
เมื่อหัวใจบีบตัวก็จะฉีดเลือดออกไปการบีบและคลายตัวนี้ เราเรียกว่า
การเต้นของหัวใจ
อัตราการเต้นของหัวใจในคนปกติ จะมีการเต้นประมาณ 60-80 ครั้ง/นาที
** พักไว้เพียงเท่านี้ก่อนไว้อ่านต่อในตอนหน้า **
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)