เรื่องของคะแนนครูไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่บอกได้เพียงว่านักศึกษาส่วนใหญ่
ได้คะแนนไม่ค่อยดีตามที่เคาหวัง แต่ไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้มากนัก เพราะทางครูจะ
หาทางอื่นช่วย แต่ก็เอาให้นักศึกษาให้ความร่วมมือตามที่ครูบอก แต่ครูอยากให้
การสอบในครั้งนี้เป็นสิ่งเตือนใจนักศึกษาทุกคนตื่นตัว เตรียมตัวกับการสอบปลายภาค
ซึ่งเป็นของจริง มีผลในการผ่านหรือตกจริง สิ่งที่จะช่วยได้ในขณะนี้ คือ
1. พยายามเข้าเรียนให้บ่อยที่สุด
2. ตรวจสอบรายวิชาต่างๆ ที่นักศึกษาลงเรียนในภาคการเรียนให้ถูกต้อง
3. ส่งงานให้ครบตามที่กำหนด
4. แบ่งเวลาในการอ่านหนังสือวิชาต่างๆ ส่วนวิธีการอ่านให้ไปดูที่
เรื่อง วิธีการอ่านหนังสือ ในหัวข้อถัดไป
* * * * *
9 ส.ค. 2554
4 ส.ค. 2554
ภาษาอังกฤษมต้น-06
มาดูกันต่อกับภาษาอังกฤษม. ต้น
หน้า 39
At the Tour Agent (ที่บริษัททัวร์)
A : Good afternoon! Could I do anything for you, sir?
เอ : สวัสสี(ตอนบ่าย)ครับ.. มีอะไรที่จะให้เรารับใช้ครับ?
B : I’d like to book three round – trip tickets to Songkhla
on Sunday evening at 7 o’clock. Are seats still available?
บี : ผมต้องการจองตั๋วแบบไป-กลับสงขลา 3 ใบของวันอาทิตย์ 7 โมงเย็น?
ยังมีที่นั่งเหลืออยู่(ว่างอยู่)หรือเปล่าครับ?
A : Wait a few minutes, please. I might check first.
เอ : กรุณาขอสักครู่ครับ. ผมขอตรวจสอบดูก่อน
B : All right.
บี : ได้...
A : Oh! Sorry, there are only two seats left. But there are still
a few seats available for 9 o’clock flight. What would you like?
เอ : ต้องขอโทษครับ..มีที่นั่งเหลืออยู่แค่ 2 ที่ แต่มีที่นั่งอีก 2-3 ที่ว่างอยู่
สำหรับเที่ยว 9 โมง คุณต้องการไหมครับ?
B : I have to do some important things before nine o’clock.
May I book those two seats and register stand – by list for
another one?
บี : ผมมีเรื่องสำคัญต้องไปทำก่อน 9 โมง อย่างนี้ผมขอจอง 2 ที่นั่ง
แล้วอีกหนึ่งที่ขอลงทะเบียนสำลองไว้ก่อนได้หรือเปล่า?
A : It depends on your consideration.
เอ : มันขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณครับ
B : Then I’d like to take two round trip tickets. How much should I have to pay?
บี : อย่างนั้นผมซื้อตั๋วแบบไป-กลับ 2 ใบ? ผมต้องจ่ายเท่าไหร่ครับ?
A : One thousand and five hundred Baht, airport tax and insurance fee included.
เอ : 1500 บาท ครับ รวมภาษีสนามบินกับค่าเบี้ยประกันแล้ว
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* book ปกติเป็นคำนาม แต่ในที่เป็นคำกริยา แปลว่า จองตั๋ว, จองที่ห้อง
* round – trip ticket = ตั้วเดินทางแบบไป-กลับ
* one-way ticket = ตั้วเดินทางแบบไปอย่างเดียว
* a few = 2 – 3 ใช้บอกจำนวน
*******
หน้า 46
At the Post office (ที่ทำการไปรษณีย์)
Clerk : Hello. May I help you?
เสมียน : สวัสดีครับ มีอะไรที่ให้ผมช่วยครับ?
Somsri : Hello! I’d like to send this package to Thailand.
สมศรี : ฉันอยากจะส่งพัสดุของนี้ไปประเทศไทย
Clerk : Sure. Would you rather send it by air or ground?
เสมียน : ได้ครับ คุณต้องการส่งมันไปทางอากาศหรือภาคพื้นดินครับ?
Somsri : What is the difference?
สมศรี : แล้ว....ต่างกันอย่างไรค่ะ?
Clerk : It takes up to 60 days to deliver it if it is sent
by ground and about 2 weeks by air.
เสมียน : มันจะใช้เวลาถึง 60 วันที่จะส่งมันถ้ามันถูกส่ง
ทางภาคพื้นดิน แต่ประมาณ 2 สัปดาห์ทางอากาศ
Somsri : Oh, I’d prefer to get it there as soon as possible.
สมศรี : โอ้... ฉันอยากจะส่งมันไปที่นั่นเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
Clerk : Would you like to insure the package?
You can get some money back in case your package gets lost.
เสมียน : คุณต้องการทำประกันพัสดุด้วยหรือเปล่าครับ?
คุณจะได้เงินคืนในกรณีที่พัสดุสูญหาย
Somsri : Oh, yes, certainly.
สมศรี : โอ้...แน่นอน
Clerk : Let’s weigh it now. It’s 20 pounds.
เสมียน : ขอชั่งน้ำหนักก่อนนะครับ มันหนัก 20 ปอนด์
Somsri : 20…. When I weighted it at home it was only 9.2 kilograms.
สมศรี : 20... ตอนที่ฉันชั่งมาจากที่บ้านมันหนักแค่ 9.2 กิโลกรัมเอง
Clerk : Right, 1 pound is 0.46 kilograms.
เสมียน : ถูกครับ 1 ปอนด์เท่ากับ 0. 46 กิโลกรัม
Somsri : O.K. How much do I have to pay?
สมศรี : ตกลง ฉันต้องจ่ายเงินเท่าไหร์คะ?
อธิบายเสริม
1. I’d like to ย่อมาจาก I would like to + คำกริยาช่องที่ 1
2. คำว่า it ในบทสนทานานี้ทุกตัว หมายถึง package
ยกเว้น ในประโยค It takes up to 60 days....
* * * * *
หน้า 39
At the Tour Agent (ที่บริษัททัวร์)
A : Good afternoon! Could I do anything for you, sir?
เอ : สวัสสี(ตอนบ่าย)ครับ.. มีอะไรที่จะให้เรารับใช้ครับ?
B : I’d like to book three round – trip tickets to Songkhla
on Sunday evening at 7 o’clock. Are seats still available?
บี : ผมต้องการจองตั๋วแบบไป-กลับสงขลา 3 ใบของวันอาทิตย์ 7 โมงเย็น?
ยังมีที่นั่งเหลืออยู่(ว่างอยู่)หรือเปล่าครับ?
A : Wait a few minutes, please. I might check first.
เอ : กรุณาขอสักครู่ครับ. ผมขอตรวจสอบดูก่อน
B : All right.
บี : ได้...
A : Oh! Sorry, there are only two seats left. But there are still
a few seats available for 9 o’clock flight. What would you like?
เอ : ต้องขอโทษครับ..มีที่นั่งเหลืออยู่แค่ 2 ที่ แต่มีที่นั่งอีก 2-3 ที่ว่างอยู่
สำหรับเที่ยว 9 โมง คุณต้องการไหมครับ?
B : I have to do some important things before nine o’clock.
May I book those two seats and register stand – by list for
another one?
บี : ผมมีเรื่องสำคัญต้องไปทำก่อน 9 โมง อย่างนี้ผมขอจอง 2 ที่นั่ง
แล้วอีกหนึ่งที่ขอลงทะเบียนสำลองไว้ก่อนได้หรือเปล่า?
A : It depends on your consideration.
เอ : มันขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณครับ
B : Then I’d like to take two round trip tickets. How much should I have to pay?
บี : อย่างนั้นผมซื้อตั๋วแบบไป-กลับ 2 ใบ? ผมต้องจ่ายเท่าไหร่ครับ?
A : One thousand and five hundred Baht, airport tax and insurance fee included.
เอ : 1500 บาท ครับ รวมภาษีสนามบินกับค่าเบี้ยประกันแล้ว
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* book ปกติเป็นคำนาม แต่ในที่เป็นคำกริยา แปลว่า จองตั๋ว, จองที่ห้อง
* round – trip ticket = ตั้วเดินทางแบบไป-กลับ
* one-way ticket = ตั้วเดินทางแบบไปอย่างเดียว
* a few = 2 – 3 ใช้บอกจำนวน
*******
หน้า 46
At the Post office (ที่ทำการไปรษณีย์)
Clerk : Hello. May I help you?
เสมียน : สวัสดีครับ มีอะไรที่ให้ผมช่วยครับ?
Somsri : Hello! I’d like to send this package to Thailand.
สมศรี : ฉันอยากจะส่งพัสดุของนี้ไปประเทศไทย
Clerk : Sure. Would you rather send it by air or ground?
เสมียน : ได้ครับ คุณต้องการส่งมันไปทางอากาศหรือภาคพื้นดินครับ?
Somsri : What is the difference?
สมศรี : แล้ว....ต่างกันอย่างไรค่ะ?
Clerk : It takes up to 60 days to deliver it if it is sent
by ground and about 2 weeks by air.
เสมียน : มันจะใช้เวลาถึง 60 วันที่จะส่งมันถ้ามันถูกส่ง
ทางภาคพื้นดิน แต่ประมาณ 2 สัปดาห์ทางอากาศ
Somsri : Oh, I’d prefer to get it there as soon as possible.
สมศรี : โอ้... ฉันอยากจะส่งมันไปที่นั่นเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
Clerk : Would you like to insure the package?
You can get some money back in case your package gets lost.
เสมียน : คุณต้องการทำประกันพัสดุด้วยหรือเปล่าครับ?
คุณจะได้เงินคืนในกรณีที่พัสดุสูญหาย
Somsri : Oh, yes, certainly.
สมศรี : โอ้...แน่นอน
Clerk : Let’s weigh it now. It’s 20 pounds.
เสมียน : ขอชั่งน้ำหนักก่อนนะครับ มันหนัก 20 ปอนด์
Somsri : 20…. When I weighted it at home it was only 9.2 kilograms.
สมศรี : 20... ตอนที่ฉันชั่งมาจากที่บ้านมันหนักแค่ 9.2 กิโลกรัมเอง
Clerk : Right, 1 pound is 0.46 kilograms.
เสมียน : ถูกครับ 1 ปอนด์เท่ากับ 0. 46 กิโลกรัม
Somsri : O.K. How much do I have to pay?
สมศรี : ตกลง ฉันต้องจ่ายเงินเท่าไหร์คะ?
อธิบายเสริม
1. I’d like to ย่อมาจาก I would like to + คำกริยาช่องที่ 1
2. คำว่า it ในบทสนทานานี้ทุกตัว หมายถึง package
ยกเว้น ในประโยค It takes up to 60 days....
* * * * *
1 ส.ค. 2554
ภาษาอังกฤษม.ปลาย-05
มาดูกันในส่วนของภษาอังกฤษม. ปลายกันบ้างนะครับ
หน้า 47
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
Suda : Hi. Malee, Are you free on Sunday afternoon?
สุดา : สวัสดี มาลี... คุณว่างหรือเปล่าวันอาทิตย์ช่วงบ่าย?
Malee : Is it a special day?
มาลี : มันเป็นวันพิเศษอะไรหรือเปล่า?
Suda : No. it's an usual day, but I would like to ask you to do an activity.
สุดา : ไม่ มันเป็นวันปกติทั่วไป แต่ว่าฉันอยากจะขอให้คุณไปทำกิจกรรมบางอย่าง
Malee : What's about it?
มาลี : มันเกี่ยวกับเรื่องอะไรหรือ?
Suda : I will take you to a dancing club for an exercise.
I'm interested in dancing. And you?
สุดา : ฉันจะพาคุณไปที่คลับเต้นรำเพื่อออกกำลังกาย
ฉันสนใจการเต้นรำ แล้วคุณล่ะ?
Malee : I’m afraid I’m not . I'm interested in playing badminton.
May be, I’ll go with you next time.
มาลี : ฉันเกรงว่าจะไม่ไป ฉันสนใจการเล่มแบทมินตัน
บางทีฉันจะไปกับคุณคราวหน้า
Suda : O.K. Bye.
สุดา : ก็ได้ ลาก่อน
Malee : Bye. See you.
มาลี : ลาก่อน แล้วเจอกัน
อธิบายเสริม
1. บทสนทนานี้มีการใช้ it ในหลายที่ซึ่งมีความหมายต่างกันดังนี้
* it ใน 2 คำแรก แทนคำว่า Sunday
* it ในคำที่ 3 แทนคำว่า activity
2. คำว่า time ในบทสนทนานี้ แปลว่า ครั้ง, คราว
ส่วนความหมายอื่นได้แก่ ของ time = เวลา, ยุด, เท่า
* * * * * * *
หน้า 48Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Wichai : Hi, Mana. What are you doing?
วิชัย : สวัสดี มานะ...คุณกำลังทำอะไรอยู่?
Mana : I'm preparing the project work of English subject. I've to send it next week.
มานะ: ผมกำลังเตรียมทำโครงงานในวิชาภาษาอังกฤษ (ที่)ผมต้องส่งในสัปดาห์หน้า
Wichai : I'm not interested in English. I'll do the project work in the Social Development.
What topic should I do?
วิชัย : ผมไม่สนในภาษาอังกฤษ ผมจะทำโครงงานในวิชาพัฒนาสังคม
ผมควรทำในหัวข้ออะไรดี
Mana : I have no idea
มานะ : ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
Wichai : I think I'll take an advise from Miss Kaewta tomorrow.
วิชัย : (อย่างนั้น) ผมคิดว่าเราน่าจะไปขอคำแนะนำจากครูแก้วตาวันพรุ่งนี้
Mana : That's a good idea.
มานะ : นั้นเป็นความคิดที่ดีนะ
Wichai : Thanks. Bye.
วิชัย : ขอบคุณ ลาก่อน
Mana : See you.
มานะ: แล้วเจอกัน
อธิบายเสริม
1. I've to ... ย่อมาจาก I have to + v1 แปลว่า ฉันต้องทำอะไร
2. I'll ย่อมาจาก I will .. v1.. แปลว่า ฉันจะทำอะไร
3. สำนวน take an advise from ...ใคร... แปลว่า ขอคำแนะนำจากใคร
แต่ สำนวน give an advise to ...ใคร... แปลว่า ให้คำแนะนำกับใคร
4. เมื่อเราไม่ทราบ เราสามารถพูดว่า I have no idea
หรือ I’m sorry. I don’t know. ก็ได้
* * * * * * *
หน้า 47
Situation 1 (สถานการณ์ที่1)
Suda : Hi. Malee, Are you free on Sunday afternoon?
สุดา : สวัสดี มาลี... คุณว่างหรือเปล่าวันอาทิตย์ช่วงบ่าย?
Malee : Is it a special day?
มาลี : มันเป็นวันพิเศษอะไรหรือเปล่า?
Suda : No. it's an usual day, but I would like to ask you to do an activity.
สุดา : ไม่ มันเป็นวันปกติทั่วไป แต่ว่าฉันอยากจะขอให้คุณไปทำกิจกรรมบางอย่าง
Malee : What's about it?
มาลี : มันเกี่ยวกับเรื่องอะไรหรือ?
Suda : I will take you to a dancing club for an exercise.
I'm interested in dancing. And you?
สุดา : ฉันจะพาคุณไปที่คลับเต้นรำเพื่อออกกำลังกาย
ฉันสนใจการเต้นรำ แล้วคุณล่ะ?
Malee : I’m afraid I’m not . I'm interested in playing badminton.
May be, I’ll go with you next time.
มาลี : ฉันเกรงว่าจะไม่ไป ฉันสนใจการเล่มแบทมินตัน
บางทีฉันจะไปกับคุณคราวหน้า
Suda : O.K. Bye.
สุดา : ก็ได้ ลาก่อน
Malee : Bye. See you.
มาลี : ลาก่อน แล้วเจอกัน
อธิบายเสริม
1. บทสนทนานี้มีการใช้ it ในหลายที่ซึ่งมีความหมายต่างกันดังนี้
* it ใน 2 คำแรก แทนคำว่า Sunday
* it ในคำที่ 3 แทนคำว่า activity
2. คำว่า time ในบทสนทนานี้ แปลว่า ครั้ง, คราว
ส่วนความหมายอื่นได้แก่ ของ time = เวลา, ยุด, เท่า
* * * * * * *
หน้า 48Situation 2 (สถานการณ์ที่2)
Wichai : Hi, Mana. What are you doing?
วิชัย : สวัสดี มานะ...คุณกำลังทำอะไรอยู่?
Mana : I'm preparing the project work of English subject. I've to send it next week.
มานะ: ผมกำลังเตรียมทำโครงงานในวิชาภาษาอังกฤษ (ที่)ผมต้องส่งในสัปดาห์หน้า
Wichai : I'm not interested in English. I'll do the project work in the Social Development.
What topic should I do?
วิชัย : ผมไม่สนในภาษาอังกฤษ ผมจะทำโครงงานในวิชาพัฒนาสังคม
ผมควรทำในหัวข้ออะไรดี
Mana : I have no idea
มานะ : ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
Wichai : I think I'll take an advise from Miss Kaewta tomorrow.
วิชัย : (อย่างนั้น) ผมคิดว่าเราน่าจะไปขอคำแนะนำจากครูแก้วตาวันพรุ่งนี้
Mana : That's a good idea.
มานะ : นั้นเป็นความคิดที่ดีนะ
Wichai : Thanks. Bye.
วิชัย : ขอบคุณ ลาก่อน
Mana : See you.
มานะ: แล้วเจอกัน
อธิบายเสริม
1. I've to ... ย่อมาจาก I have to + v1 แปลว่า ฉันต้องทำอะไร
2. I'll ย่อมาจาก I will .. v1.. แปลว่า ฉันจะทำอะไร
3. สำนวน take an advise from ...ใคร... แปลว่า ขอคำแนะนำจากใคร
แต่ สำนวน give an advise to ...ใคร... แปลว่า ให้คำแนะนำกับใคร
4. เมื่อเราไม่ทราบ เราสามารถพูดว่า I have no idea
หรือ I’m sorry. I don’t know. ก็ได้
* * * * * * *
ภาษาอังกฤษม.ต้น-05
กลับมาที่ภาษาอังกฤษกันบ้าง
หน้า 35
At the convenient store (ที่ร้านสะดวกซื้อ)
A : Hello! What can I do for you?
เอ : สวัสดีครับ...มีอะไรให้ผมช่วยได้บ้างครับ?
B : Hi! I’m looking for some soft drink.
บี : สวัสดีครับ...ผมกำลังหาซื้อเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
A : Sure. What kind do you prefer?
เอ : ได้ครับ คุณชอบแบบไหนครับ?
B : I want a bottle of mineral water and two cans of orange juice.
บี : ผมต้องการน้ำแร่ 1 ขวดกับน้ำส้ม 2 กระป๋องครับ
A : You can find them on shelves over there at the very far corner on your left.
เอ : คุณสามารถหามันได้บนชั้นวางของตรงนั้นที่หัวมุมที่อยู่ไกลด้านซ้ายมือของคุณ
B : Thanks.
บี : ขอบคุณครับ
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* look for = มองหา, ค้นหา
* คำว่า them ในประโยค You can find them....
เป็นคำสรรพนามแทนคำว่า soft drink
* ในภาษาอังกฤษมีการแบ่งคำนามออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
1.คำนามนับได้(Countable Nouns) เช่น
Table = โต๊ะ man = ตน cat = แมว
ซึ่งการบอกจำนวนเราสามารถนำ คำที่ใช้บอกจำนวนมานำหน้าได้ทันที่
เช่น a table = โต๊ะ 1 ตัว
four tables = โต๊ะ 4 ตัว
2.คำนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns) เช่น
water = น้ำ oil = น้ำมัน air = อากาศ
ซึ่งการบอกจำนวนเราไม่สามารถนำ คำที่ใช้บอกจำนวนมา
นำหน้าได้โดยตรง ต้องใช้คำนามที่นำได้มานำหน้า เช่น
a bottle of water = น้ำ 1 ขวด
two bottles of milk = นม 2 ขวด
five cups of coffee = กาแฟ 5 ถ้วย
*****
หน้า 38
At the beauty salon (ที่ร้านเสริมสวย)
A : Good evening. May I help you, Ma’am?
เอ : สวัสดี(ตอนเย็น)ค่ะ...มีอะไรให้ฉันช่วยได้บ้างค่ะ คุณผู้หญิง?
B : Good evening. I’d like to have my hair shampooed.
บี : สวัสดี(ตอนเย็น)ค่ะ... ฉันอยากจะมาสระผมสักหน่อยค่ะ
A : Just shampoo or shampoo and blow – dry?
เอ : จะเพียงแค่สระผมอย่างเดียวหรือสระแล้วเป่าแห้งด้วยค่ะ?
B : How much does it cost?
บี : แล้วราคาเท่าไหร่บ้างล่ะ?
A : Only shampoo is 50 Baht with blow – dry is 60 Baht.
เอ : สระผมอย่างเดียว 50 บาทแต่สระแล้วเป่าแห้ง 60 บาท
B : If so, I want my hair shampoo with blow – dry.
บี : ถ้าอย่างนั้น. ฉันเลือกสระแล้วเป่าแห้ง
A : O.K. This way, please.
เอ : ได้ค่ะ... เชิญทางด้านนี้ค่ะ
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* ปกติ shampoo ที่เราคุ้นเคย จะเป็นคำนาม(n.) แปลว่า ยาสระผม
แต่ในที่นี้ shampoo เป็นหน้าที่เป็นคำกริยา แปลว่าสระผม
ส่วนคำอื่น เช่น
water (n) = น้ำ water (v) = รดน้ำ
ตัวอย่าง
I would like a glass of water.
ฉันต้องการน้ำ 1 แก้ว
My father is watering trees in the garden.
พ่อของกำลังรดไม้ต้นไม้ในสวน
* เมื่อเราต้องให้ใครทำอะไรให้ ในเรื่องที่เราทำเอง
ไม่ได้หรือไม่สะดวก จะใช้รูปประโยคได้ดังนี้
to have + something + past participle (กริยาช่อง 3) หรือ
to have + someone + do + something
ตัวอย่าง I want to have my car washed by my brother. หรือ
I want my brother wash my car.
ฉันต้องการให้น้องชายล้างรถให้
* * * * *
หน้า 35
At the convenient store (ที่ร้านสะดวกซื้อ)
A : Hello! What can I do for you?
เอ : สวัสดีครับ...มีอะไรให้ผมช่วยได้บ้างครับ?
B : Hi! I’m looking for some soft drink.
บี : สวัสดีครับ...ผมกำลังหาซื้อเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
A : Sure. What kind do you prefer?
เอ : ได้ครับ คุณชอบแบบไหนครับ?
B : I want a bottle of mineral water and two cans of orange juice.
บี : ผมต้องการน้ำแร่ 1 ขวดกับน้ำส้ม 2 กระป๋องครับ
A : You can find them on shelves over there at the very far corner on your left.
เอ : คุณสามารถหามันได้บนชั้นวางของตรงนั้นที่หัวมุมที่อยู่ไกลด้านซ้ายมือของคุณ
B : Thanks.
บี : ขอบคุณครับ
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* look for = มองหา, ค้นหา
* คำว่า them ในประโยค You can find them....
เป็นคำสรรพนามแทนคำว่า soft drink
* ในภาษาอังกฤษมีการแบ่งคำนามออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
1.คำนามนับได้(Countable Nouns) เช่น
Table = โต๊ะ man = ตน cat = แมว
ซึ่งการบอกจำนวนเราสามารถนำ คำที่ใช้บอกจำนวนมานำหน้าได้ทันที่
เช่น a table = โต๊ะ 1 ตัว
four tables = โต๊ะ 4 ตัว
2.คำนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns) เช่น
water = น้ำ oil = น้ำมัน air = อากาศ
ซึ่งการบอกจำนวนเราไม่สามารถนำ คำที่ใช้บอกจำนวนมา
นำหน้าได้โดยตรง ต้องใช้คำนามที่นำได้มานำหน้า เช่น
a bottle of water = น้ำ 1 ขวด
two bottles of milk = นม 2 ขวด
five cups of coffee = กาแฟ 5 ถ้วย
*****
หน้า 38
At the beauty salon (ที่ร้านเสริมสวย)
A : Good evening. May I help you, Ma’am?
เอ : สวัสดี(ตอนเย็น)ค่ะ...มีอะไรให้ฉันช่วยได้บ้างค่ะ คุณผู้หญิง?
B : Good evening. I’d like to have my hair shampooed.
บี : สวัสดี(ตอนเย็น)ค่ะ... ฉันอยากจะมาสระผมสักหน่อยค่ะ
A : Just shampoo or shampoo and blow – dry?
เอ : จะเพียงแค่สระผมอย่างเดียวหรือสระแล้วเป่าแห้งด้วยค่ะ?
B : How much does it cost?
บี : แล้วราคาเท่าไหร่บ้างล่ะ?
A : Only shampoo is 50 Baht with blow – dry is 60 Baht.
เอ : สระผมอย่างเดียว 50 บาทแต่สระแล้วเป่าแห้ง 60 บาท
B : If so, I want my hair shampoo with blow – dry.
บี : ถ้าอย่างนั้น. ฉันเลือกสระแล้วเป่าแห้ง
A : O.K. This way, please.
เอ : ได้ค่ะ... เชิญทางด้านนี้ค่ะ
อธิบายเสริม
ในบทสนทนานี้มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ เช่น
* ปกติ shampoo ที่เราคุ้นเคย จะเป็นคำนาม(n.) แปลว่า ยาสระผม
แต่ในที่นี้ shampoo เป็นหน้าที่เป็นคำกริยา แปลว่าสระผม
ส่วนคำอื่น เช่น
water (n) = น้ำ water (v) = รดน้ำ
ตัวอย่าง
I would like a glass of water.
ฉันต้องการน้ำ 1 แก้ว
My father is watering trees in the garden.
พ่อของกำลังรดไม้ต้นไม้ในสวน
* เมื่อเราต้องให้ใครทำอะไรให้ ในเรื่องที่เราทำเอง
ไม่ได้หรือไม่สะดวก จะใช้รูปประโยคได้ดังนี้
to have + something + past participle (กริยาช่อง 3) หรือ
to have + someone + do + something
ตัวอย่าง I want to have my car washed by my brother. หรือ
I want my brother wash my car.
ฉันต้องการให้น้องชายล้างรถให้
* * * * *
เนื่อหาเสริม-พัฒนาอาชีพ1-6
ตอนนี้มาดูเรื่องของธุรกิจในภาพที่ใหญ่ขึ้นเราเรียกว่า เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจในรูปของธุรกิจเอกชน ระบบเศรษฐกิจในรูปของธุรกิจเอกชน มีสิ่งต้องคำนึง 2 ประการ คือ
1. การเป็นเจ้าของในทรัพยากรการผลิต
2. ความมีโอกาสอย่างเสรีที่จะเลือกได้ตามความพอใจ
เนื่องจากการเป็นเจ้าของส่วนตัวในทรัพยากรการผลิต บางที่เรียก
ระบบแบบนี้ว่า ระบบทุนนิยม (Capitalism) หรืออาจเรียกว่า ระบบ
การประกอบกิจการเสรี (Free - Enterprise) เพราะแต่ละคนสามารถ
เลือกได้ว่าตนเองจะทำสิ่งใด แต่ตามความเป็นจริงแล้ว เอกชนหรือ
ผู้ประกอบการในระบบนี้ไม่ได้มีเสรีภาพอย่างเต็มที่ต่อการที่จะเลือก
ได้เองตามความพอใจ ดังนั้นจึงน่าจะใช้คำว่าการประกอบกิจการส่วนตัว
(Private Enterprise) เหมาะสมกว่าที่จะใช้คำว่า ทุนนิยม หรือการประกอบ
กิจการเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบผสม
(Mixed Economy) เช่น ประเทศไทย เป็นต้น
ปัจจัยในการผลิต (Factor of Production) ได้แก่
1. ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) ได้แก่ ที่ดิน น้ำ ป่าไม้
และพลังงานต่าง ๆ
2. แรงงาน (Labor) หมายถึง ทรัพยากรมนุษย์
3. ทุน (Capital) หมายถึง โรงงาน เครื่องมือ เครื่องจักร และเงินทุน
4. ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) หมายถึง ผู้ความเต็มใจที่จะเสี่ยง
รวมทั้งความรู้และความสามารถที่จะใช้ปัจจัยการผลิตอื่นอย่างมี
ประสิทธิภาพ ให้เกิดผลกำไรขึ้น
สรุป ปัจจัยในการผลิตที่สำคัญก็คือ คน (Man) , เงิน (Money) ,
วัตถุดิบ (Material) , เครื่องจักร (Machine) ที่เราเรียกย่อว่า 4M นั่นเอง
และยังรวมดับ ข้อมูลข่าวสาร (Information) ต่าง ๆ อีกด้วย
ชนิดของระบบเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจ (Economic System) หมายถึง กลุ่มชนที่รวมกัน
เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจ (Economic Institution) ที่มีแนวปฏิบัติ
คล้ายๆ กันมาประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสนองความต้องการ
ของผู้บริโภค ในการเรียนรู้เรื่องของระบบเศรษฐกิจ เราจึ่งต้องอาศัย
ความรู้ในเรื่องของวิชาเศรษฐศาสตร์เข้าช่วย
เศรษฐศาสตร์ (Economics) หมายถึง ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความพอใจ
ในความต้องการของมนุษย์ โดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
คำถามพื้นฐาน 4 ข้อ ที่นำมาใช้ในการพิจารณาระบบเศรษฐกิจ คือ
1. จะผลิตอะไร จำนวนเท่าไร
2. ผลิตอย่างไร
3. ผลิตเพื่อใคร
4. ใครเป็นเจ้าของและควบคุมปัจจัยหลักของการผลิต
ในปัจจุบันเราแบ่งระบบเศรษฐกิจออกเป็น 3 ระบบ คือ
1. ระบบทุนนิยม (Capitalism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้เอกชนมีเสรีภาพในการดำเนิน
กิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจ โดยเอกชนจะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ รวมทั้งมีกรรมสิทธิ์ในสินค้าและบริการที่ผลิตได้
ด้วยต้วเอง
ระบบนี้รัฐบาลจะไม่เข้าไปมีส่วนยุ่งเกี่ยวหรือควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
รัฐจะไม่แข่งขันกับเอกชน แต่ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและช่วยกระตุ้น ทั้งนี้
กลไกของตลาดจะเป็นตัวกำหนดในเรื่องของราคา โดยมีกำไรและการแข่งขัน
กันอย่างเสรีเป็นสิ่งจูงใจสำคัญ ของระบบเศรษฐกิจแบบนี้
2. ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน เป็นระบบที่มีการวางแผนมาจาก
รัฐบาลกลาง ประกอบด้วย
2.1) ระบบสังคมนิยม (Socialism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลจำกัด
เสรีภาพของเอกชน โดยรัฐบาลจะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตขนาดใหญ่
และเป็นผู้รควบคุมการผลิตในกิจการที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อประเทศ
โดยพยายามที่จะจัดสรรรายได้ให้เท่าเทียมกันมากที่สุด
ในระบบนี้เอกชนยังมีเสรีภาพในการประกอบธุรกิจขนาดเล็กได้ แต่รัฐ
จะเข้าไปควบคุมและเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าหรือบริการเอง
2.2) ระบบคอมมิวนิสต์ (Communism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะ
ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั้งหมด เพื่อให้ประโยชน์ที่เกิดขึ้น
จากการผลิตสินค้าและบริการเป็นของประชาชน
จุดอ่อนของระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน
1. ภาคเอกชนขาดเสรีภาพในการผลิตและการบริโภค
2. ทำให้ขาดแรงจูงใจในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะผสมระหว่างแบบทุนนิยมกับสังคมนิยม
คือ รัฐจะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและการผลิตขั้นพื้นฐานต่งหรือ
โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) แต่เอกชนก็เป็นเจ้าของได้เช่นกัน
ทั้งนี้รัฐอาจจะเข้าแทรกแซงกลไกทางการตลาดได้ในบางครั้ง เช่น
เพื่อสวัสดิการของประชาชน เป็นต้น
ชนิดของการแข่งขันระบบตลาดเสรี (Free - Market System) แสดงให้เห็นสภาวะการแข่งขัน
ระหว่างผู้ขายสินค้าและทรัพยากร แบ่งเป็น 4 แบบ คือ
1. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Pure Competition) เป็นสภาวะทางตลาดที่มีผู้ซื้อ
และผู้ขายสินค้าชนิดเดียวกันหลายราย แต่ไม่มีใครมีอิทธิพลมากพอที่จะ
ควบคุมราคาสินค้านั้นได้ เพราะสินค้ามีลักษณะคล้ายคลึงกัน สามารถใช้
ทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์
2. ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic Competition) เป็นระบบตลาด
ที่มีผู้ขายจำนวนมาก โดยขายผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน ทั้งนี้ในการเข้าสู่ตลาด
หรือออกจากตลาดในระยะยาวจะค่อนข้างง่าย
3. ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) เป็นตลาดที่มีผู้ขายตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป
โดยทั่วไปเป็นผู้ขายรายใหญ่ ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยอาจจะขายผลิตภัณฑ์
ที่เหมือนกันหรือต่างกันก็ได้ เช่น ตลาดผู้ให้สัญญาณโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
4. ตลาดผูกขาด (Monopoly) คือ ตลาด (หรืออุตสาหกรรม) ที่มีผู้ขายรายเดียว
โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสิ่งแทนได้ เช่น การผลิตไฟฟ้า ประปา เป็นต้น
* * * * *
เศรษฐกิจในรูปของธุรกิจเอกชน ระบบเศรษฐกิจในรูปของธุรกิจเอกชน มีสิ่งต้องคำนึง 2 ประการ คือ
1. การเป็นเจ้าของในทรัพยากรการผลิต
2. ความมีโอกาสอย่างเสรีที่จะเลือกได้ตามความพอใจ
เนื่องจากการเป็นเจ้าของส่วนตัวในทรัพยากรการผลิต บางที่เรียก
ระบบแบบนี้ว่า ระบบทุนนิยม (Capitalism) หรืออาจเรียกว่า ระบบ
การประกอบกิจการเสรี (Free - Enterprise) เพราะแต่ละคนสามารถ
เลือกได้ว่าตนเองจะทำสิ่งใด แต่ตามความเป็นจริงแล้ว เอกชนหรือ
ผู้ประกอบการในระบบนี้ไม่ได้มีเสรีภาพอย่างเต็มที่ต่อการที่จะเลือก
ได้เองตามความพอใจ ดังนั้นจึงน่าจะใช้คำว่าการประกอบกิจการส่วนตัว
(Private Enterprise) เหมาะสมกว่าที่จะใช้คำว่า ทุนนิยม หรือการประกอบ
กิจการเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบผสม
(Mixed Economy) เช่น ประเทศไทย เป็นต้น
ปัจจัยในการผลิต (Factor of Production) ได้แก่
1. ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) ได้แก่ ที่ดิน น้ำ ป่าไม้
และพลังงานต่าง ๆ
2. แรงงาน (Labor) หมายถึง ทรัพยากรมนุษย์
3. ทุน (Capital) หมายถึง โรงงาน เครื่องมือ เครื่องจักร และเงินทุน
4. ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) หมายถึง ผู้ความเต็มใจที่จะเสี่ยง
รวมทั้งความรู้และความสามารถที่จะใช้ปัจจัยการผลิตอื่นอย่างมี
ประสิทธิภาพ ให้เกิดผลกำไรขึ้น
สรุป ปัจจัยในการผลิตที่สำคัญก็คือ คน (Man) , เงิน (Money) ,
วัตถุดิบ (Material) , เครื่องจักร (Machine) ที่เราเรียกย่อว่า 4M นั่นเอง
และยังรวมดับ ข้อมูลข่าวสาร (Information) ต่าง ๆ อีกด้วย
ชนิดของระบบเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจ (Economic System) หมายถึง กลุ่มชนที่รวมกัน
เป็นสถาบันทางเศรษฐกิจ (Economic Institution) ที่มีแนวปฏิบัติ
คล้ายๆ กันมาประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสนองความต้องการ
ของผู้บริโภค ในการเรียนรู้เรื่องของระบบเศรษฐกิจ เราจึ่งต้องอาศัย
ความรู้ในเรื่องของวิชาเศรษฐศาสตร์เข้าช่วย
เศรษฐศาสตร์ (Economics) หมายถึง ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความพอใจ
ในความต้องการของมนุษย์ โดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
คำถามพื้นฐาน 4 ข้อ ที่นำมาใช้ในการพิจารณาระบบเศรษฐกิจ คือ
1. จะผลิตอะไร จำนวนเท่าไร
2. ผลิตอย่างไร
3. ผลิตเพื่อใคร
4. ใครเป็นเจ้าของและควบคุมปัจจัยหลักของการผลิต
ในปัจจุบันเราแบ่งระบบเศรษฐกิจออกเป็น 3 ระบบ คือ
1. ระบบทุนนิยม (Capitalism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้เอกชนมีเสรีภาพในการดำเนิน
กิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจ โดยเอกชนจะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ รวมทั้งมีกรรมสิทธิ์ในสินค้าและบริการที่ผลิตได้
ด้วยต้วเอง
ระบบนี้รัฐบาลจะไม่เข้าไปมีส่วนยุ่งเกี่ยวหรือควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
รัฐจะไม่แข่งขันกับเอกชน แต่ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและช่วยกระตุ้น ทั้งนี้
กลไกของตลาดจะเป็นตัวกำหนดในเรื่องของราคา โดยมีกำไรและการแข่งขัน
กันอย่างเสรีเป็นสิ่งจูงใจสำคัญ ของระบบเศรษฐกิจแบบนี้
2. ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน เป็นระบบที่มีการวางแผนมาจาก
รัฐบาลกลาง ประกอบด้วย
2.1) ระบบสังคมนิยม (Socialism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลจำกัด
เสรีภาพของเอกชน โดยรัฐบาลจะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตขนาดใหญ่
และเป็นผู้รควบคุมการผลิตในกิจการที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อประเทศ
โดยพยายามที่จะจัดสรรรายได้ให้เท่าเทียมกันมากที่สุด
ในระบบนี้เอกชนยังมีเสรีภาพในการประกอบธุรกิจขนาดเล็กได้ แต่รัฐ
จะเข้าไปควบคุมและเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าหรือบริการเอง
2.2) ระบบคอมมิวนิสต์ (Communism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลจะ
ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั้งหมด เพื่อให้ประโยชน์ที่เกิดขึ้น
จากการผลิตสินค้าและบริการเป็นของประชาชน
จุดอ่อนของระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน
1. ภาคเอกชนขาดเสรีภาพในการผลิตและการบริโภค
2. ทำให้ขาดแรงจูงใจในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีลักษณะผสมระหว่างแบบทุนนิยมกับสังคมนิยม
คือ รัฐจะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและการผลิตขั้นพื้นฐานต่งหรือ
โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) แต่เอกชนก็เป็นเจ้าของได้เช่นกัน
ทั้งนี้รัฐอาจจะเข้าแทรกแซงกลไกทางการตลาดได้ในบางครั้ง เช่น
เพื่อสวัสดิการของประชาชน เป็นต้น
ชนิดของการแข่งขันระบบตลาดเสรี (Free - Market System) แสดงให้เห็นสภาวะการแข่งขัน
ระหว่างผู้ขายสินค้าและทรัพยากร แบ่งเป็น 4 แบบ คือ
1. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Pure Competition) เป็นสภาวะทางตลาดที่มีผู้ซื้อ
และผู้ขายสินค้าชนิดเดียวกันหลายราย แต่ไม่มีใครมีอิทธิพลมากพอที่จะ
ควบคุมราคาสินค้านั้นได้ เพราะสินค้ามีลักษณะคล้ายคลึงกัน สามารถใช้
ทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์
2. ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic Competition) เป็นระบบตลาด
ที่มีผู้ขายจำนวนมาก โดยขายผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน ทั้งนี้ในการเข้าสู่ตลาด
หรือออกจากตลาดในระยะยาวจะค่อนข้างง่าย
3. ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) เป็นตลาดที่มีผู้ขายตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป
โดยทั่วไปเป็นผู้ขายรายใหญ่ ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยอาจจะขายผลิตภัณฑ์
ที่เหมือนกันหรือต่างกันก็ได้ เช่น ตลาดผู้ให้สัญญาณโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
4. ตลาดผูกขาด (Monopoly) คือ ตลาด (หรืออุตสาหกรรม) ที่มีผู้ขายรายเดียว
โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสิ่งแทนได้ เช่น การผลิตไฟฟ้า ประปา เป็นต้น
* * * * *
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)