สรุปเนื้อหาที่สอนในวันที่ 5 สิงหาคม 2555
วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานนิวเคลียร์
พลังงานนิวเคลียร์ คือ พลังงานได้เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานิวเคลียร์
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ เป็นปฏิกิริยาที่เกิดในระดับนิวเคลียสของอะตอม โดยเกิดได้จากหลายลักษณะดังนี้
1. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิซชั่น (Fission) เกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม พลูโทเนียม เมื่อถูกชนด้วยนิวตรอนหรือโฟตอน ธาตุหนักเหล่านี้ เราสามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สารกัมมันตรังสี หรือ ธาตุกัมมันตรังสี
2. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิวชั่น (Fusion) เกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน
3. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ซึ่งให้รังสีต่างๆ ออกมา เช่น อัลฟา, เบตา, แกมมาและนิวตรอน เป็นต้น
4. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการเร่งอนุภาคที่มีประจุ เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน ดิวทีรอน และอัลฟา เป็นต้น
สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เป็นปฏิกิริยาจากพลังงานนิวเคลียร์แบบฟิซชั่น พลังงานที่ได้จะทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำที่มีแรงดันสูง แล้วไอน้ำแรงดันสูงจะไปหมุนกังหันไอน้ำที่ต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตไฟฟ้า
สารกัมมันตรังสี (Radioactive) คือ สารที่สามารถปลดปล่อยกัมมันตภาพรังสี ดังนั้น สารกัมมันตรังสี ก็คือ สารหรือธาตุพลังงานสูงกลุ่มหนึ่งที่สามารถแผ่รังสีออกมาได้
กัมมันตภาพรังสี (radioactivity) คือ รังสีที่แผ่ออกมาจากธาตุกัมมันตรังสี และเมื่อแผ่รังสีออกมา มันจะก็จะกลายสภาพไปเป็นธาตุชนิดอื่น
การแผ่รังสีจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยอัตราการแผ่รังสีของธาตุแต่ละชนิดนั้นเป็นสมบัติเฉพาะตัวและมีค่าคงที่ เราเรียกการอัตราการสลายตัวของสารเหล่านี้ว่า ครึ่งชีวิต หรือ Half life คือ ระยะเวลาที่สารกัมมันตรังสีใช้เวลาสลายตัวจนเหลือปรมาณครึ่งหนึ่งของสารตั้งต้น
กัมมันตภาพรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากการสลายตัวมี 3 ชนิด คือ
1. รังสีแอลฟ่า มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำเพียงแค่กระดาษ อากาศ น้ำที่หนาประมาณ 2- 3 ซ.ม. หรือโลหะบาง ๆ ก็สามารถกั้นอนุภาคแอลฟาได้
2. รังสีบีต้าหรือเบตา มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาประมาณ 100 เท่า ทะลุผ่านกระดาษบาง ๆ เสื้อผ้า มือ น้ำที่หนา 2 ซม. แผ่นอะลูมิเนียมหนา 1 ซม. ได้ และมีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสง
3. รังสีแกมมา เป็นรังสีที่มีพลังงานสูงมีความเร็วเท่ากับความเร็วแสง และมีอำนาจทะลุทะลวงสูง ผ่านแผ่นตะกั่วหนา 1.5 มม. หรือแผ่นคอนกรีตหนาๆ ได้ แต่ถ้าใช้ตะกั่ว และคอนกรีต ผสมเข้าด้วยกันสามารถกั้นรังสีแกมมาได้
กัมมันตภาพรังสีที่ได้มาใช้ประโยชน์ เช่น
คาร์บอน-14 ในการคำนวณอายุของวัตถุโบราณหรือซากดึกดำบรรพ์
ไอโอดีน -131 ใช้ในทางการแพทย์ในการติดตามเพื่อศึกษาความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
โคบอลต์ -60 และเรเดียม -226 รักษาโรคมะเร็ง
ยูเรเนียม -238 ในเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เป็นต้น
หน่วยวัดรังสี
หน่วยสำหรับวัดอัตราการเสี่ยงภัยจากสารกัมมันตภาพรังสีที่นานาชาติใช้กันนั้นมีหน่วยเป็น "มิลลิซีเวิร์ตส์" หรือ "เอ็มเอสวี-MSV" ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งตามนามสกุลของศาสตราจารย์โรล์ฟ มักซิมิเลียน ซีเวิร์ต ชาวสวีดิช ผู้บุกเบิกการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับอันตรายจากสารกัมมันตภาพรังสีต่อสิ่งมีชีวิต
ผลของรังสีต่อสิ่งมีชีวิต
1. ผลของรังสีที่มีต่อร่างกาย คือ เกิดเป็นผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง ผมร่วง เซลล์ตาย เป็นแผลเปื่อย เกิดเนื้อเส้นใยจำนวนมากที่ปอด (fibrosis of the lung) เกิดโรคเม็ดโลหิตขาวมาก (leukemia) เกิดต้อกระจก(cataracts) ขึ้นในนัยน์ตา เป็นต้น ซึ่งร่างกายจะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของรังสีที่ได้รับ ส่วนของร่างกายที่ได้ และอายุของผู้ได้รับรังสี
2. ผลของรังสีที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ คือ ทำให้โครโมโซม (chromosome) เกิดการเปลี่ยนแปลง มีผลทำให้ลูกหลานเกิดเปลี่ยนลักษณะได้
3. อาการที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากได้รับกัมมันตรังสีโดยไม่มีการควบคุม
3.1 คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย
3.2 เม็ดเลือดขาวถูกทำลายอย่างรุนแรง
3.3 ระบบการสร้างโลหิตจากที่ไขกระดูกบกพร่อง
3.4 ร่างกายความต้านทานโรคต่ำ
3.5 เกิดความผิดปกติบริเวณที่ถูกรังสี เช่น ผิวหนังไหม้พุพอง ผมร่วง ปากเปื่อย เป็นต้น
เรียบเรียงข้อมูลจาก มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
3 ส.ค. 2555
งานวันเกิดเจ้าอาวาสของพวกเรา
เนื่องจากในวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาวัดบางประทุนนอก
ของเราได้จัดงานสำคัญขึ้น คือ งานวันเกิดของพระมงคลวราภรณ์
(วิทยา ฐิตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดบางประทุนนอก ที่เคารพ
ของพวกเรา จึงขอถือโอกาสนี้นำภาพบางส่วนของงานมา
ให้พวกเรา ชาวศรช. วัดบางประทุนนอกได้ร่วมอนุโมทนา
และร่วมกันมีมุทิตาจิตต่อท่านกัน
ของเราได้จัดงานสำคัญขึ้น คือ งานวันเกิดของพระมงคลวราภรณ์
(วิทยา ฐิตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดบางประทุนนอก ที่เคารพ
ของพวกเรา จึงขอถือโอกาสนี้นำภาพบางส่วนของงานมา
ให้พวกเรา ชาวศรช. วัดบางประทุนนอกได้ร่วมอนุโมทนา
และร่วมกันมีมุทิตาจิตต่อท่านกัน
31 ก.ค. 2555
งานแห่เทียนพรรษา55
นี้เป็นภาพจากกิจกรรมเนื่องในวันแห่เทียนพรรษา
ในวันอาทิตย์ที่ 29 กรกฏาคม 2555 ที่ผ่านมา
ช่วงแรก เป็นเตรียมงาน ในวันที่ 22 ก.ค. 2555 ก่อนวันงาน
ช่วงที่ 2 ในวันจัดงานจริง 29 ก.ค. 2555
ขอขอบคุณนักศึกษาทุกคนที่ช่วยกันทำให้งานในครั้งนี้
เสร็จสิ้นด้วยดีและขอขอบคุณญาติโยมทุกท่านที่ได้ร่วมก้น
บริจาคปัจจัยในครั้งนี้ครับ....
ขอให้ทุกคนทุกท่าน จงมีแต่ความสุขความเจริญ ยิ่งๆขึ้นไป
* * * * *
ในวันอาทิตย์ที่ 29 กรกฏาคม 2555 ที่ผ่านมา
ช่วงแรก เป็นเตรียมงาน ในวันที่ 22 ก.ค. 2555 ก่อนวันงาน
| อาจารย์และนักศึกษาส่วนหนึ่งช่วยกันจัดเครื่องไทยธรรม |
| นักศึกษาส่วนหนึ่งช่วยกันจัดและตกแต่งต้นเทียน |
| นักศึกษาอีกส่วนมาช่วยกันเติมน้ำหมักชีวภาพ |
ช่วงที่ 2 ในวันจัดงานจริง 29 ก.ค. 2555
| ถ่ายรูปร่วมกัน...ก่อนการจัดขบวน |
| เริ่มออกเดินเวียนขวารอบโบสถ์ |
| อากาสถึงจะร้อนแต่ก็ยิ้มได้ |
| ญาติโยมที่ทราบก็มาร่วมบุญด้วย |
| นำต้นเทียนขึ้นมาที่โบสถ์ |
| ถวายต้นเทียนพรรษาและปัจจัย |
| ร่วมกันถวายเครื่องไทยธรรม |
| กรวดน้ำ |
| ท่านเจ้าอาวาสให้พร |
| หลังเสร็จงานเราก็มาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก |
ขอขอบคุณนักศึกษาทุกคนที่ช่วยกันทำให้งานในครั้งนี้
เสร็จสิ้นด้วยดีและขอขอบคุณญาติโยมทุกท่านที่ได้ร่วมก้น
บริจาคปัจจัยในครั้งนี้ครับ....
ขอให้ทุกคนทุกท่าน จงมีแต่ความสุขความเจริญ ยิ่งๆขึ้นไป
* * * * *
30 ก.ค. 2555
สรุปเนื้อหาที่สอน29-7-55 (2)
สารเคมีในชีวิตประจำวัน ช่วงที่ 2
คำศัพท์อื่นๆที่น่าควรทราบ
สารพิษ (POISON) คือ สารที่ทำให้เป็นอันตราย หรือ ทำให้เสียชีวิต ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง รับประทาน หรือ สูดดม คำนี้เป็นเป็นข้อเตือนถึงอันตรายที่รุนแรงที่สุด
เป็นพิษ (TOXIC) หมายถึง เป็นอันตรายทำให้อวัยวะต่างๆทำหน้าที่ผิดปกติหรือ ทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง รับประทานหรือสูดดม
สารก่อความระคายเคือง (IRRITANT) หมายถึง สารที่ทำให้เกิดความระคายเคือง หรืออาการบวมต่อผิวหนัง ตา เยื่อบุ และระบบทางเดินหายใจ
ติดไฟได้ (FLAMMABLE) หมายถึง สามารถติดไฟได้ง่าย และมีแนวโน้มที่จะเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว
สารกัดกร่อน (CORROSIVE) หมายถึง สารเคมี หรือไอระเหยของสารเคมีนั้นสามารถทำให้วัสดุถูกกัดกร่อน ผุ หรือสิ่งมีชีวิตถูกทำลายได้
ความปลอดภัยขณะใช้สารเคมี
1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นพิษแทน
2. อ่านฉลากและปฏิบัติตามวิธีการใช้ทุกครั้ง
3. สวมถุงมือและเสื้อคลุมทุกครั้ง ถ้าผลิตภัณฑ์สามารถทำให้เกิดอันตรายได้โดยการสัมผัสต่อผิวหนัง
4. สวมแว่นตาป้องกันสารเคมี ถ้าผลิตภัณฑ์สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อตา
5. ห้ามสวมคอนแทคเลนส์เมื่อใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น ทินเนอร์ เป็นต้น
6. หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทันทีถ้ารู้สึกวิงเวียน ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดศีรษะ
7. ควรใช้ผลิตภัณฑ์สารเคมีในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ในที่โล่งแจ้ง
8. ห้ามสูบบุหรี่เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถติดไฟได้
9. ห้ามผสมผลิตภัณฑ์สารเคมีเอง เนื่องจากสารเคมีบางชนิดอาจทำปฏิกิริยาต่อกัน เกิดเป็นไอควันพิษหรืออาจระเบิดได้
10. พบแพทย์ทันทีถ้าสงสัยว่าได้รับสารพิษหรือได้รับอันตรายเมื่อสัมผัสกับสารเคมีที่ใช้ภายในบ้าน
กรดในชีวิตประจำวัน เช่น
น้ำอัดลม ประกอบด้วยกรดคาร์บอนิก
น้ำส้มและน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ประกอบด้วยกรดซิตริกซึ่งมีอยู่ในส้ม มะนาว ส้มโอ
ใช้ในการปรุงแต่งรสอาหาร เช่น กรดแอซีติก ซึ่งมีในน้ำส้มสายชู เป็นต้น
ใช้ในสารทำความสะอาดพื้นบ้าน เช่น กรดไฮโดรคลอริก เป็นต้น
เบสในชีวิตประจำวัน เช่น
น้ำแอมโมเนียหรือแอมโมเนียไฮดรอกไซด์ ใช้ทำน้ำยาทำความสะอาดกระจก
ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต ใช้ทำขนมต่าง ๆ
สบู่ ใช้ทำความสะอาดร่างกาย
ยาสระผม ใช้ทำความสะอาดเส้นผม
ผงซักฟอก ใช้ทำความสะอาดเสื้อผ้า
เกณฑ์การจำแนกสารเคมีในชีวิตประจำวัน
1. สารปรุงแต่งอาหาร
2. เครื่องดื่ม
3. สารทำความสะอาด
4. สารกำจัดแมลง และสารกำจัดศัตรูพืช
5. เครื่องสำอาง
สารอาหาร
สารอาหาร คือ “องค์ประกอบของสารประกอบทางเคมีของธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไป สารอาหารมีโครงสร้างโมเลกุลเฉพาะตัว เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยโมเลกุลของสารอาหารหลายๆ ตัว”
สารอาหารออกเป็นพวกๆ ที่สำคัญมี 6 จำพวก ได้แก่ คาร์โบไฮเดรท, โปรตีน, ไขมัน, วิตามิน, เกลือแร่, และน้ำ สารอาหารแต่ละชนิดมีหน้าที่เด่นเฉพาะแตกต่างกัน
องค์ประกอบของเคมีในชีวิต Chemistry of Life
สารประกอบขนาดใหญ่ (macromolecules) ในสิ่งมีชีวิต จัดเป็น 4 กลุ่มตามลักษณะโครงสร้างของโมเลกุล ได้แก่
คาร์โบไฮเดรท (Carbohydrate) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O
โปรตีน (Protein) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O, N
ไขมัน (Lipid) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O
คำศัพท์อื่นๆที่ได้พบในชีวิตประจำวัน
SPF (Sun Protect factor)
ค่า SPF ในที่พบในครีมกันแดด หมายถึง ค่าป้องกันแสงแดด เช่น ถ้าเราตากแดด 12 นาที แล้วผิวไหม้ ถ้าทาครีม SPF 15 ผิวจะทนได้นานเป็น 15 เท่าคือ 180 นาที และถ้าเป็น SPF 50 ผิวก็จะทนได้นานมากขึ้นถึง 50 เท่าคือ 600 นาที ในเวลาที่ตากแดดเท่ากัน
อนุมูลอิสระ (free radicals)
ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนช่วย แต่จะเกิดออกซิเจนที่มีประจุลบ (O2) ซึ่งก็คืออนุมูลอิสระ สารตัวนี้ยังสามารถไปรวมตัวกับสารบางอย่างในร่างกาย แล้วก่อเกิดเป็นสารพิษไปทำลายเนื้อเยื่อ หรืออาจไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางพันธุกรรมภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ที่ปกติแปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งได้
อนุมูลอิสระ เป็นอนุภาคไม่คงตัว จึงทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่อยู่ติดกันได้อย่างรวดเร็ว เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า “ออกซิเดชั่น” (Oxidation) ซึ่งอาจก่อผลกระทบที่อันตรายต่อร่างกายได้
อนุมูลอิสระ เกิดจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายแล้ว ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อทั้งจากแบคทีเรียและไวรัส การอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุ เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์, จากรังสี, สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เช่น ควันเสียและเขม่าจากเครื่องยนต์, ควันบุหรี่, ยาฆ่าแมลง, การออกกำลังกายอย่างหักโหม
สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant)
คือ สารประกอบที่สามารถป้องกันหรือชะลอกระบวนการเกิดออกซิเดชั่น
1. ลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย
2. ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
แหล่งอาหารที่สำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี, วิตามินอี, ซีลีเนียม, วิตามิน เอ, แคโรทีนอยด์ (บีตาแคโรทีน ลูทีน และไลโคฟีน)
รังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี (Ultraviolet, UV) ภาษาไทยเรียกว่า รังสีเหนือม่วง เป็นช่วงหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่มองเห็น แต่ยาวกว่ารังสีเอกซ์อย่างอ่อน
โทษ
รังสีอัลตราไวโอเลตทั้งสามชนิดคือ UVA, UVB และ UVC ถ้าได้รับเป็นเวลานานๆจะทำให้คอลลาเจนในผิวหนังเสื่อมสภาพได้ จึงให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย
UVA มีความรุนแรงน้อยที่สุด แต่สามารถแปลงสภาพ DNA ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
UVB เป็นอันตรายต่อดวงตา ทำให้รู้สึกเหมือนทรายเข้าตาและทำให้เป็นโรคต้อกระจก (cataract)
ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลต
แบล็กไลต์ (black light) เป็นหลอดที่เปล่งรังสียูวีคลื่นยาว มีสีม่วงดำ ใช้ตรวจเอกสารสำคัญ เช่น ธนบัตร, หนังสือเดินทาง, บัตรเครดิต ฯลฯ
หลอดฟลูออเรสเซนต์หรือหลอดเรืองแสง ใช้หลักการผลิตรังสีอัลตราไวโอเลต โดยการทำให้ไอปรอทแตกตัว รังสีที่ได้จะไปกระทบสารเรืองแสงให้เปล่งแสงออกมา
ดาราศาสตร์ในทางดาราศาสตร์ จะใช้หลักการที่ว่าวัตถุที่ร้อนมากจะเปล่งยูวีออกมา ทำให้เราสามารถศึกษาวัตถุท้องฟ้าได้โดยผ่านทางยูวี แต่ต้องไปในอวกาศ
การฆ่าเชื้อโรค รังสีอัลตราไวโอเลตสามารถใช้ฆ่าเชื้อโรคได้ เช่นฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่ม ในเครื่องมือหรืออาหาร
รังสีเอกซ์ (X-ray) เป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า ในเบื้องต้นมีการใช้ช้รังสีเอกซ์สำหรับถ่ายภาพเพื่อการวินิจฉัยโรค และงานผลึกศาสตร์ (crystallography) รังสีเอกซ์เป็นการแผ่รังสีแบบแตกตัวเป็นไอออน และแต่ก็มีอันตรายต่อมนุษย์
AHA
AHA ย่อมาจาก Alpha Hydroxy Acid เป็น สารประกอบที่มีฤทธิ์เป็น กรด ที่สกัดจากผลไม้ธรรมชาติ เช่น
กรดซิตริก จากมะนาว ส้ม และส้มโอ
กรดมัลลิก จาก แอปเปิ้ล
กรดไกลโคลิก จากอ้อย
กรดแล็กติก จากนมเปรี้ยว
ประโยชน์ ของ AHA
ช่วยในการขจัดเซลล์ผิวแก่ๆ ให้หลุดออกได้ขึ้นเร็วขึ้น ทำให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่เร็วขึ้น ทำให้ผิวหนังดูเรียบเนียนและสดใสขึ้น
ผลข้างเคียงของกรดเอเอชเอ
การใช้ AHA ในปริมาณความเข้มข้นสูง ทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง เกิดผื่นคัน และไวต่อแสงแดดได้หรือทำให้เกิดรอยดำ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังมากได้
BHA
BHA (บีเอชเอ) ย่อมาจาก Beta Hydroxy Acid เป็นสารที่สังเคราะห์ มีคุณสมบัติทนต่อ ความร้อน ไม่สลายตัวง่ายแบบ AHA สารประเภท BHA เช่น
กรดซาลิกไซลิก (salicylic acid) ได้จากพริกมีออกฤทธิ์ลักษณะที่มีอาการปวดแสบปวดร้อน จึงใช้มาใช้เป็นส่วนประกอบใน ยาหม่อง
ผลข้างเคียงของบีเอชเอ
การใช้ปริมาณความเข้มข้นสูง ก็มีผลเสียต่อผิวหนัง คือ เกิดการระคายเคือง ลอก แดง ทำให้ผิวบางลง มีการอาการไวต่อแสงแดด อาจส่งผลให้ภูมิต้านทานโรคของเซลล์ผิวหนังต่ำและอาจทำให้ผิวหนังติดเชื้อได้ง่าย
* * จบ * *
คำศัพท์อื่นๆที่น่าควรทราบ
สารพิษ (POISON) คือ สารที่ทำให้เป็นอันตราย หรือ ทำให้เสียชีวิต ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง รับประทาน หรือ สูดดม คำนี้เป็นเป็นข้อเตือนถึงอันตรายที่รุนแรงที่สุด
เป็นพิษ (TOXIC) หมายถึง เป็นอันตรายทำให้อวัยวะต่างๆทำหน้าที่ผิดปกติหรือ ทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง รับประทานหรือสูดดม
สารก่อความระคายเคือง (IRRITANT) หมายถึง สารที่ทำให้เกิดความระคายเคือง หรืออาการบวมต่อผิวหนัง ตา เยื่อบุ และระบบทางเดินหายใจ
ติดไฟได้ (FLAMMABLE) หมายถึง สามารถติดไฟได้ง่าย และมีแนวโน้มที่จะเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว
สารกัดกร่อน (CORROSIVE) หมายถึง สารเคมี หรือไอระเหยของสารเคมีนั้นสามารถทำให้วัสดุถูกกัดกร่อน ผุ หรือสิ่งมีชีวิตถูกทำลายได้
ความปลอดภัยขณะใช้สารเคมี
1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นพิษแทน
2. อ่านฉลากและปฏิบัติตามวิธีการใช้ทุกครั้ง
3. สวมถุงมือและเสื้อคลุมทุกครั้ง ถ้าผลิตภัณฑ์สามารถทำให้เกิดอันตรายได้โดยการสัมผัสต่อผิวหนัง
4. สวมแว่นตาป้องกันสารเคมี ถ้าผลิตภัณฑ์สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อตา
5. ห้ามสวมคอนแทคเลนส์เมื่อใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น ทินเนอร์ เป็นต้น
6. หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทันทีถ้ารู้สึกวิงเวียน ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดศีรษะ
7. ควรใช้ผลิตภัณฑ์สารเคมีในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ในที่โล่งแจ้ง
8. ห้ามสูบบุหรี่เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถติดไฟได้
9. ห้ามผสมผลิตภัณฑ์สารเคมีเอง เนื่องจากสารเคมีบางชนิดอาจทำปฏิกิริยาต่อกัน เกิดเป็นไอควันพิษหรืออาจระเบิดได้
10. พบแพทย์ทันทีถ้าสงสัยว่าได้รับสารพิษหรือได้รับอันตรายเมื่อสัมผัสกับสารเคมีที่ใช้ภายในบ้าน
กรดในชีวิตประจำวัน เช่น
น้ำอัดลม ประกอบด้วยกรดคาร์บอนิก
น้ำส้มและน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ประกอบด้วยกรดซิตริกซึ่งมีอยู่ในส้ม มะนาว ส้มโอ
ใช้ในการปรุงแต่งรสอาหาร เช่น กรดแอซีติก ซึ่งมีในน้ำส้มสายชู เป็นต้น
ใช้ในสารทำความสะอาดพื้นบ้าน เช่น กรดไฮโดรคลอริก เป็นต้น
เบสในชีวิตประจำวัน เช่น
น้ำแอมโมเนียหรือแอมโมเนียไฮดรอกไซด์ ใช้ทำน้ำยาทำความสะอาดกระจก
ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต ใช้ทำขนมต่าง ๆ
สบู่ ใช้ทำความสะอาดร่างกาย
ยาสระผม ใช้ทำความสะอาดเส้นผม
ผงซักฟอก ใช้ทำความสะอาดเสื้อผ้า
เกณฑ์การจำแนกสารเคมีในชีวิตประจำวัน
1. สารปรุงแต่งอาหาร
2. เครื่องดื่ม
3. สารทำความสะอาด
4. สารกำจัดแมลง และสารกำจัดศัตรูพืช
5. เครื่องสำอาง
สารอาหาร
สารอาหาร คือ “องค์ประกอบของสารประกอบทางเคมีของธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไป สารอาหารมีโครงสร้างโมเลกุลเฉพาะตัว เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยโมเลกุลของสารอาหารหลายๆ ตัว”
สารอาหารออกเป็นพวกๆ ที่สำคัญมี 6 จำพวก ได้แก่ คาร์โบไฮเดรท, โปรตีน, ไขมัน, วิตามิน, เกลือแร่, และน้ำ สารอาหารแต่ละชนิดมีหน้าที่เด่นเฉพาะแตกต่างกัน
องค์ประกอบของเคมีในชีวิต Chemistry of Life
สารประกอบขนาดใหญ่ (macromolecules) ในสิ่งมีชีวิต จัดเป็น 4 กลุ่มตามลักษณะโครงสร้างของโมเลกุล ได้แก่
คาร์โบไฮเดรท (Carbohydrate) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O
โปรตีน (Protein) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O, N
ไขมัน (Lipid) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O
คำศัพท์อื่นๆที่ได้พบในชีวิตประจำวัน
SPF (Sun Protect factor)
ค่า SPF ในที่พบในครีมกันแดด หมายถึง ค่าป้องกันแสงแดด เช่น ถ้าเราตากแดด 12 นาที แล้วผิวไหม้ ถ้าทาครีม SPF 15 ผิวจะทนได้นานเป็น 15 เท่าคือ 180 นาที และถ้าเป็น SPF 50 ผิวก็จะทนได้นานมากขึ้นถึง 50 เท่าคือ 600 นาที ในเวลาที่ตากแดดเท่ากัน
อนุมูลอิสระ (free radicals)
ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนช่วย แต่จะเกิดออกซิเจนที่มีประจุลบ (O2) ซึ่งก็คืออนุมูลอิสระ สารตัวนี้ยังสามารถไปรวมตัวกับสารบางอย่างในร่างกาย แล้วก่อเกิดเป็นสารพิษไปทำลายเนื้อเยื่อ หรืออาจไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางพันธุกรรมภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ที่ปกติแปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งได้
อนุมูลอิสระ เป็นอนุภาคไม่คงตัว จึงทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่อยู่ติดกันได้อย่างรวดเร็ว เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า “ออกซิเดชั่น” (Oxidation) ซึ่งอาจก่อผลกระทบที่อันตรายต่อร่างกายได้
อนุมูลอิสระ เกิดจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายแล้ว ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อทั้งจากแบคทีเรียและไวรัส การอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุ เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์, จากรังสี, สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เช่น ควันเสียและเขม่าจากเครื่องยนต์, ควันบุหรี่, ยาฆ่าแมลง, การออกกำลังกายอย่างหักโหม
สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant)
คือ สารประกอบที่สามารถป้องกันหรือชะลอกระบวนการเกิดออกซิเดชั่น
1. ลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย
2. ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
แหล่งอาหารที่สำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี, วิตามินอี, ซีลีเนียม, วิตามิน เอ, แคโรทีนอยด์ (บีตาแคโรทีน ลูทีน และไลโคฟีน)
รังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี (Ultraviolet, UV) ภาษาไทยเรียกว่า รังสีเหนือม่วง เป็นช่วงหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่มองเห็น แต่ยาวกว่ารังสีเอกซ์อย่างอ่อน
โทษ
รังสีอัลตราไวโอเลตทั้งสามชนิดคือ UVA, UVB และ UVC ถ้าได้รับเป็นเวลานานๆจะทำให้คอลลาเจนในผิวหนังเสื่อมสภาพได้ จึงให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย
UVA มีความรุนแรงน้อยที่สุด แต่สามารถแปลงสภาพ DNA ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
UVB เป็นอันตรายต่อดวงตา ทำให้รู้สึกเหมือนทรายเข้าตาและทำให้เป็นโรคต้อกระจก (cataract)
ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลต
แบล็กไลต์ (black light) เป็นหลอดที่เปล่งรังสียูวีคลื่นยาว มีสีม่วงดำ ใช้ตรวจเอกสารสำคัญ เช่น ธนบัตร, หนังสือเดินทาง, บัตรเครดิต ฯลฯ
หลอดฟลูออเรสเซนต์หรือหลอดเรืองแสง ใช้หลักการผลิตรังสีอัลตราไวโอเลต โดยการทำให้ไอปรอทแตกตัว รังสีที่ได้จะไปกระทบสารเรืองแสงให้เปล่งแสงออกมา
ดาราศาสตร์ในทางดาราศาสตร์ จะใช้หลักการที่ว่าวัตถุที่ร้อนมากจะเปล่งยูวีออกมา ทำให้เราสามารถศึกษาวัตถุท้องฟ้าได้โดยผ่านทางยูวี แต่ต้องไปในอวกาศ
การฆ่าเชื้อโรค รังสีอัลตราไวโอเลตสามารถใช้ฆ่าเชื้อโรคได้ เช่นฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่ม ในเครื่องมือหรืออาหาร
รังสีเอกซ์ (X-ray) เป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า ในเบื้องต้นมีการใช้ช้รังสีเอกซ์สำหรับถ่ายภาพเพื่อการวินิจฉัยโรค และงานผลึกศาสตร์ (crystallography) รังสีเอกซ์เป็นการแผ่รังสีแบบแตกตัวเป็นไอออน และแต่ก็มีอันตรายต่อมนุษย์
AHA
AHA ย่อมาจาก Alpha Hydroxy Acid เป็น สารประกอบที่มีฤทธิ์เป็น กรด ที่สกัดจากผลไม้ธรรมชาติ เช่น
กรดซิตริก จากมะนาว ส้ม และส้มโอ
กรดมัลลิก จาก แอปเปิ้ล
กรดไกลโคลิก จากอ้อย
กรดแล็กติก จากนมเปรี้ยว
ประโยชน์ ของ AHA
ช่วยในการขจัดเซลล์ผิวแก่ๆ ให้หลุดออกได้ขึ้นเร็วขึ้น ทำให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่เร็วขึ้น ทำให้ผิวหนังดูเรียบเนียนและสดใสขึ้น
ผลข้างเคียงของกรดเอเอชเอ
การใช้ AHA ในปริมาณความเข้มข้นสูง ทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง เกิดผื่นคัน และไวต่อแสงแดดได้หรือทำให้เกิดรอยดำ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังมากได้
BHA
BHA (บีเอชเอ) ย่อมาจาก Beta Hydroxy Acid เป็นสารที่สังเคราะห์ มีคุณสมบัติทนต่อ ความร้อน ไม่สลายตัวง่ายแบบ AHA สารประเภท BHA เช่น
กรดซาลิกไซลิก (salicylic acid) ได้จากพริกมีออกฤทธิ์ลักษณะที่มีอาการปวดแสบปวดร้อน จึงใช้มาใช้เป็นส่วนประกอบใน ยาหม่อง
ผลข้างเคียงของบีเอชเอ
การใช้ปริมาณความเข้มข้นสูง ก็มีผลเสียต่อผิวหนัง คือ เกิดการระคายเคือง ลอก แดง ทำให้ผิวบางลง มีการอาการไวต่อแสงแดด อาจส่งผลให้ภูมิต้านทานโรคของเซลล์ผิวหนังต่ำและอาจทำให้ผิวหนังติดเชื้อได้ง่าย
* * จบ * *
สรุปเนื้อหาที่สอน29-7-55 (1)
เนื้อหาที่นำมาสอน ในวันที่ 29 ก.ค. 2555 เป็นส่วนหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์
หากนักศึกษาหรือผู้สนใจ จะนำเอกสารเรื่องนี้ไปใช้สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่
http://kruteeworld.siamvip.com/B000000004-กศน..xhtml
สารเคมีในชีวิตประจำวัน
สารปรุงแต่งอาหาร หมายถึง สารปรุงรสและวัตถุเจือปนในอาหารที่นำมาใช้เพื่อปรุงแต่งสี กลิ่น รส และคุณสมบัติอื่น ๆ ของอาหาร
ผงชูรส
ผงชูรส ชื่อจริงคือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (Monosodium Glutamate)ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังหรือกากน้ำตาล มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาวไม่มีกลิ่น ใช้ในการเป็นสารเพิ่มรสชาติอาหาร (Flavor Enhancer) เนื่องจากเมื่อผงชูรสละลายน้ำ จะแตกตัวได้โซเดียมและกลูตาเมตอิสระที่มีสมบัติในการเพิ่มรสชาติอาหาร โดยช่วยเพิ่มรสชาติของรสชาติพื้นฐาน คือ รสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยวและรสขม (รสเผ็ด????)
ปริมมาณในการใช้ คือ ประมาณ 1 ช้อนชาต่ออาหาร 10 ถ้วยตวง ถ้ามากเกินไปอาจมีเกิดอาการแพ้และไม่ควรใช้ผงชูรสในอาหารทารกและหญิงมีครรภ์
ปัจจุบันผงชูรสเป็นหนึ่งในวัตถุเจือปนอาหารที่ได้มีการควบคุมการใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องวัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 281) พ.ศ. 2547 โดยมีหน่วยงานควบคุมคือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
น้ำตาล
น้ำตาล คือ สารให้ความหวานตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง มีเรียกกันหลายแบบ ขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะของน้ำตาล เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลกรวด น้ำตาลก้อน น้ำตาลปีบ เป็นต้น แต่ในทางเคมี โดยทั่วไปหมายถึง ซูโครส
1) น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือโมโนแซ็กคาไรด์ (Monosaccharide) เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้อีกแต่สามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ทันที ได้แก่
1.1 กลูโคส (Glucose) เป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในอาหาร ทั่วไป พบมากในผักและผลไม้สุก นอกจากนี้ยังพบกลูโคส ในกระแสเลือดอีกด้วย คนปกติจะมีกลูโคสประมาณ 100 mg ในเลืออด 100 cm3 ถ้ามีกลูโคสมากกว่า 160 mg ในเลือด 1000 cm3 จะถูก ขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
1.2 ฟรักโทส (Fructose) เป็นน้ำตาลที่มีรสหวานมากกว่าน้ำตาลชนิดอื่น พบในเกสรเกสรดอกไม้ ผลไม้ ผัก น้ำผึ้ง น้ำตาลทรายและกากน้ำตาล ในธรรมชาติมักปน อยู่กับกลูโคสในร่างกายได้จากการย่อยน้ำตาลทราย
2) น้ำตาลโมเลกุลคู่ หรือ ไดแซ็คคาไรด์ (Disaccharide) หมายถึงคาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวให้ โมโนแซ็กคาไรด์จำนวน 2 โมเลกุล หรือเกิดจากโมโนแซ็กคาไรด์ 2-10 โมเลกุล ซึ่งอาจเป็นชนิดเดียวกัน หรือต่างชนิดกันก็ได้ ได้แก่
2.1 ซูโครส (Sucrose) เราเรียกว่า น้ำตาลทราย หรือ น้ำตาลอ้อย มีลักษณะเป็นผลึก ละลายน้ำได้ดี พบในอ้อย ตาล มะพร้าว หัวบีท น้ำผึ้ง เป็นต้น เมื่อแตกตัวหรือย่อยซูโคสด้วยน้ำย่อยซูเครส (sucrose) ได้กลูโคสและฟรักโทส อย่างละ 1 โมเลกุล
ซูโคส + น้ำ ----> กลูโคส + ฟรักโตส
2.2 มอลโทส (Maltose) ละลายน้ำได้ค่อนข้างดี จะไม่พบอยู่เป็นอิสระในธรรมชาติ มอลโทสเกิดจากการย่อยแป้ง มอลโทสมีความหวานไม่มากนักประมาณ 0.4 เท่าของซูโครส
มอลโตส + น้ำ ----> กลูโคส + กลูโคส
2.3 แล็กโทส (Lactose) หรือ น้ำตาลนม พบในน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูก มีในนมทุกชนิด ผลึกมีลักษณะเป็นผงละเอียดคล้ายทราย ละลายน้ำได้ไม่ดี มีความหวานน้อยมากเมื่อเทียบกับซูโครส เมื่อแตกตัวจะได้กลูโคสและกาแล็กโทสอย่างละ 1 โมเลกุล ในวงการอุตสาหกรรมอาหารและยา ใช้แล็กโทสเพื่อลดขนาดผลึกซูโครส ในขนมหวานบางชนิดและใช้เป็น ส่วนประกอบของยาเม็ดบางชนิด
แล็กโตส + น้ำ ----> กลูโคส + กาแล็กโตส
เกลือ
เกลือที่เรารู้จักโดยทั่วไปคือ เกลือแกง (Nacl) มีสภาพเป็นกลาง เกลือแกง มีรสเค็ม ใช้ในการปรุงรส เกลือแกงมีคุณสมบัติในการดูดน้ำออกจากเนื้อสัตว์ ผัก ทำให้สามารถช่วยชะลอระยะเวลาอาหารเสียช้าลง
สีผสมอาหาร
สีผสมอาหาร ใช้เพื่อเพิ่มความดึงดูดใจ แต่งแต้มสีสัน ทำให้อาหารน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น การใช้สีผสมอาหารช่วยให้การผลิตอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารเป็นที่พอใจ ของผู้บริโภค
สีธรรมชาติที่สกัดจากพืช ผัก ผลไม้ และสัตว์ ได้แก่
สีเขียว จากใบเตยหอม, ใบย่านาง, พริกเขียว และใบคะน้า
สีดำ จากถ่านกาบมะพร้าว, ถั่วดำ และดอกดิน
สีแดง ข้าวแดง, มะเขือเทศสุก, กระเจี๊ยบ, มะละกอ, ถั่วแดง, พริกแดง, ครั่ง(เป็นแมลงตัวเล็กๆ ชอบอาศัยอยู่ตามต้นก้ามปู ต้นโพธิ์)
สีน้ำเงิน จากดอกอัญชัน
สีน้ำตาล จากน้ำตาลไหม้หรือคาราเมล
สีม่วง จากดอกอัญชันสีน้ำเงินผสมมะนาว, ข้าวเหนียวดำและถั่วดำ
สีแสด จากเมล็ดของผลคำแสด
สีเหลือง จากขมิ้นชัน, ขมิ้นอ้อย, ดอกโสน, ฟักทอง, ลูกตาลยี, ดอกคำฝอย ดอกกรรณิการ์, ลูกพุดและไข่แดง
สีจากสารเคมีบางประเภท ได้แก่
สารเคมีประเภทให้รสหวาน เช่น น้ำตาลทราย กลูโคส แบะแซ
สารเคมีบางประเภทให้รสเปรี้ยวในอาหาร เช่น กรดอะซีติก (กรดน้ำส้ม) กรดซิตริก (กรดมะนาว)
สารเคมีที่เป็นสารแต่งกลิ่น เช่น น้ำนมแมว หรือหัวน้ำหอมจากผลไม้ต่างๆ
สีผสมอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์สารเคมี หากใช้ในปริมาณมากและบ่อยก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภคได้ ปริมาณสีที่อนุญาตให้ใช้ผสมในอาหารประเภทเครื่องดื่ม ไอศกรีม ลูกกวาด และขนมหวาน
พิษจากการใช้สีผสมอาหาร
1. อันตรายจากสีสังเคราะห์ คือ สีจะไปเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้ทำให้น้ำย่อยอาหารออกมาไม่สะดวก อาหารย่อยยาก เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และขัดขวาง การดูดซึมอาหาร ทำให้ท้องเดิน น้ำหนักลด อ่อนเพลีย อาจมีอาการ ของตับและไตอักเสบ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
2. อันตรายจากสารอื่นที่ปะปนมา ได้แก่ โลหะหนักต่าง ๆ เช่น แคดเมียม ตะกั่ว สารหนู ปรอท พลวง โครเมียม เป็นต้น เกิดอันตรายขึ้นได้ เช่น พิษจากสารหนูนั้นเมื่อเข้าไปในร่างกาย จะสะสมอยู่ตามกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง ตับและไต จะเกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดความผิดปกติของระบบ ทางเดินอาหาร โลหิตจาง และหากได้รับสารหนูปริมาณมากในครั้งเดียวจะเกิดพิษต่อร่างกายทันที โดยปาก และโพรงจมูกไหม้เกรียมแห้งทาง เดินอาหารผิดปกติ กล้ามเนื้อเกร็งเพ้อคลั่ง และยังอาจมีอาการหน้าบวม หนังตาบวมด้วย ส่วนตะกั่วนั้นจะมีพิษต่อระบบประสาททั้งแบบ เฉียบพลันและเรื้อรัง อาจทำให้ถึงกับ ชีวิตใน 1 - 2 วัน ส่วนอาการมีพิษเรื้อรังนั้นจะพบเส้นตะกั่วสีม่วงคล้ำที่เหงือก มือตก เท้าตก เป็นอัมพาต เกิดอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจพบอาการทางระบบประสาทได้
บอแรกซ์
สารบอแรกซ์ (Borax) หรือ น้ำประสานทอง สารข้าวตอก ผงกันบูด เพ่งแซหรือผงเนื้อนิ่ม มีลักษณะเป็นผลึกสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สีขาวขุ่น ไม่มีกลิ่น สารบอแรกซ์เป็นสารที่ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ทำแก้ว เพื่อให้ทนต่อความร้อน หรือใช้เป็นสารประสานในการเชื่อมทอง ใช้ในเครื่องสำอางเพื่อเป็นสารหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราในแป้งทาตัว เป็นต้น สารบอแรกซ์เป็นวัตถุห้ามใช้ในอาหาร
พิษจากสารบอแรกซ์ในอาหาร
1. แบบเฉียบพลัน จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หงุดหงิด ผิวหนังอักเสบ และผมร่วง
2. แบบเรื้อรัง จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย เกิดการเบื่ออาหาร ผิวหนังแห้ง หน้าตาบวม เยื่อตาอักเสบ ตับไตอักเสบ
โดยทั่วไปมักมีนำสารบอแรกซ์มาผสมลงในอาหารเพื่อให้อาหารมีความเหนียว หยุ่นกรอบ คงตัวได้นานและไม่บูดเสียง่าย อาหารส่วนใหญ่ที่พบว่ามีการเจือปนของสารบอแรกซ์ ได้แก่ เนื้อบด หมูบด ลูกชิ้นปลา เนื้อหมู เนื้อไก่ และในขนมหวานต่าง ๆ เช่น ทับทิมกรอบ รวมมิตร วุ้น
สารเคมีในชีวิตประจำวันอื่นๆ เช่น ก้อนดับกลิ่น (Deodorant), น้ำยาล้างจาน, น้ำยาซักผ้าขาว, สารขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง, น้ำยาเช็ดกระจก, ยาสีฟัน, น้ำปลา, น้ำส้มสายชู, น้ำมัน, น้ำตาลเทียม เป็นต้น
**** จบช่วงที่ 1 ****
หากนักศึกษาหรือผู้สนใจ จะนำเอกสารเรื่องนี้ไปใช้สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่
http://kruteeworld.siamvip.com/B000000004-กศน..xhtml
สารเคมีในชีวิตประจำวัน
สารปรุงแต่งอาหาร หมายถึง สารปรุงรสและวัตถุเจือปนในอาหารที่นำมาใช้เพื่อปรุงแต่งสี กลิ่น รส และคุณสมบัติอื่น ๆ ของอาหาร
ผงชูรส
ผงชูรส ชื่อจริงคือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (Monosodium Glutamate)ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังหรือกากน้ำตาล มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาวไม่มีกลิ่น ใช้ในการเป็นสารเพิ่มรสชาติอาหาร (Flavor Enhancer) เนื่องจากเมื่อผงชูรสละลายน้ำ จะแตกตัวได้โซเดียมและกลูตาเมตอิสระที่มีสมบัติในการเพิ่มรสชาติอาหาร โดยช่วยเพิ่มรสชาติของรสชาติพื้นฐาน คือ รสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยวและรสขม (รสเผ็ด????)
ปริมมาณในการใช้ คือ ประมาณ 1 ช้อนชาต่ออาหาร 10 ถ้วยตวง ถ้ามากเกินไปอาจมีเกิดอาการแพ้และไม่ควรใช้ผงชูรสในอาหารทารกและหญิงมีครรภ์
ปัจจุบันผงชูรสเป็นหนึ่งในวัตถุเจือปนอาหารที่ได้มีการควบคุมการใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องวัตถุเจือปนอาหาร (ฉบับที่ 281) พ.ศ. 2547 โดยมีหน่วยงานควบคุมคือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
น้ำตาล
น้ำตาล คือ สารให้ความหวานตามธรรมชาติชนิดหนึ่ง มีเรียกกันหลายแบบ ขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะของน้ำตาล เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลกรวด น้ำตาลก้อน น้ำตาลปีบ เป็นต้น แต่ในทางเคมี โดยทั่วไปหมายถึง ซูโครส
1) น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือโมโนแซ็กคาไรด์ (Monosaccharide) เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยได้อีกแต่สามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ทันที ได้แก่
1.1 กลูโคส (Glucose) เป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในอาหาร ทั่วไป พบมากในผักและผลไม้สุก นอกจากนี้ยังพบกลูโคส ในกระแสเลือดอีกด้วย คนปกติจะมีกลูโคสประมาณ 100 mg ในเลืออด 100 cm3 ถ้ามีกลูโคสมากกว่า 160 mg ในเลือด 1000 cm3 จะถูก ขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
1.2 ฟรักโทส (Fructose) เป็นน้ำตาลที่มีรสหวานมากกว่าน้ำตาลชนิดอื่น พบในเกสรเกสรดอกไม้ ผลไม้ ผัก น้ำผึ้ง น้ำตาลทรายและกากน้ำตาล ในธรรมชาติมักปน อยู่กับกลูโคสในร่างกายได้จากการย่อยน้ำตาลทราย
2) น้ำตาลโมเลกุลคู่ หรือ ไดแซ็คคาไรด์ (Disaccharide) หมายถึงคาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวให้ โมโนแซ็กคาไรด์จำนวน 2 โมเลกุล หรือเกิดจากโมโนแซ็กคาไรด์ 2-10 โมเลกุล ซึ่งอาจเป็นชนิดเดียวกัน หรือต่างชนิดกันก็ได้ ได้แก่
2.1 ซูโครส (Sucrose) เราเรียกว่า น้ำตาลทราย หรือ น้ำตาลอ้อย มีลักษณะเป็นผลึก ละลายน้ำได้ดี พบในอ้อย ตาล มะพร้าว หัวบีท น้ำผึ้ง เป็นต้น เมื่อแตกตัวหรือย่อยซูโคสด้วยน้ำย่อยซูเครส (sucrose) ได้กลูโคสและฟรักโทส อย่างละ 1 โมเลกุล
ซูโคส + น้ำ ----> กลูโคส + ฟรักโตส
2.2 มอลโทส (Maltose) ละลายน้ำได้ค่อนข้างดี จะไม่พบอยู่เป็นอิสระในธรรมชาติ มอลโทสเกิดจากการย่อยแป้ง มอลโทสมีความหวานไม่มากนักประมาณ 0.4 เท่าของซูโครส
มอลโตส + น้ำ ----> กลูโคส + กลูโคส
2.3 แล็กโทส (Lactose) หรือ น้ำตาลนม พบในน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูก มีในนมทุกชนิด ผลึกมีลักษณะเป็นผงละเอียดคล้ายทราย ละลายน้ำได้ไม่ดี มีความหวานน้อยมากเมื่อเทียบกับซูโครส เมื่อแตกตัวจะได้กลูโคสและกาแล็กโทสอย่างละ 1 โมเลกุล ในวงการอุตสาหกรรมอาหารและยา ใช้แล็กโทสเพื่อลดขนาดผลึกซูโครส ในขนมหวานบางชนิดและใช้เป็น ส่วนประกอบของยาเม็ดบางชนิด
แล็กโตส + น้ำ ----> กลูโคส + กาแล็กโตส
เกลือ
เกลือที่เรารู้จักโดยทั่วไปคือ เกลือแกง (Nacl) มีสภาพเป็นกลาง เกลือแกง มีรสเค็ม ใช้ในการปรุงรส เกลือแกงมีคุณสมบัติในการดูดน้ำออกจากเนื้อสัตว์ ผัก ทำให้สามารถช่วยชะลอระยะเวลาอาหารเสียช้าลง
สีผสมอาหาร
สีผสมอาหาร ใช้เพื่อเพิ่มความดึงดูดใจ แต่งแต้มสีสัน ทำให้อาหารน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น การใช้สีผสมอาหารช่วยให้การผลิตอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารเป็นที่พอใจ ของผู้บริโภค
สีธรรมชาติที่สกัดจากพืช ผัก ผลไม้ และสัตว์ ได้แก่
สีเขียว จากใบเตยหอม, ใบย่านาง, พริกเขียว และใบคะน้า
สีดำ จากถ่านกาบมะพร้าว, ถั่วดำ และดอกดิน
สีแดง ข้าวแดง, มะเขือเทศสุก, กระเจี๊ยบ, มะละกอ, ถั่วแดง, พริกแดง, ครั่ง(เป็นแมลงตัวเล็กๆ ชอบอาศัยอยู่ตามต้นก้ามปู ต้นโพธิ์)
สีน้ำเงิน จากดอกอัญชัน
สีน้ำตาล จากน้ำตาลไหม้หรือคาราเมล
สีม่วง จากดอกอัญชันสีน้ำเงินผสมมะนาว, ข้าวเหนียวดำและถั่วดำ
สีแสด จากเมล็ดของผลคำแสด
สีเหลือง จากขมิ้นชัน, ขมิ้นอ้อย, ดอกโสน, ฟักทอง, ลูกตาลยี, ดอกคำฝอย ดอกกรรณิการ์, ลูกพุดและไข่แดง
สีจากสารเคมีบางประเภท ได้แก่
สารเคมีประเภทให้รสหวาน เช่น น้ำตาลทราย กลูโคส แบะแซ
สารเคมีบางประเภทให้รสเปรี้ยวในอาหาร เช่น กรดอะซีติก (กรดน้ำส้ม) กรดซิตริก (กรดมะนาว)
สารเคมีที่เป็นสารแต่งกลิ่น เช่น น้ำนมแมว หรือหัวน้ำหอมจากผลไม้ต่างๆ
สีผสมอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์สารเคมี หากใช้ในปริมาณมากและบ่อยก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภคได้ ปริมาณสีที่อนุญาตให้ใช้ผสมในอาหารประเภทเครื่องดื่ม ไอศกรีม ลูกกวาด และขนมหวาน
พิษจากการใช้สีผสมอาหาร
1. อันตรายจากสีสังเคราะห์ คือ สีจะไปเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้ทำให้น้ำย่อยอาหารออกมาไม่สะดวก อาหารย่อยยาก เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และขัดขวาง การดูดซึมอาหาร ทำให้ท้องเดิน น้ำหนักลด อ่อนเพลีย อาจมีอาการ ของตับและไตอักเสบ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
2. อันตรายจากสารอื่นที่ปะปนมา ได้แก่ โลหะหนักต่าง ๆ เช่น แคดเมียม ตะกั่ว สารหนู ปรอท พลวง โครเมียม เป็นต้น เกิดอันตรายขึ้นได้ เช่น พิษจากสารหนูนั้นเมื่อเข้าไปในร่างกาย จะสะสมอยู่ตามกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง ตับและไต จะเกิดอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดความผิดปกติของระบบ ทางเดินอาหาร โลหิตจาง และหากได้รับสารหนูปริมาณมากในครั้งเดียวจะเกิดพิษต่อร่างกายทันที โดยปาก และโพรงจมูกไหม้เกรียมแห้งทาง เดินอาหารผิดปกติ กล้ามเนื้อเกร็งเพ้อคลั่ง และยังอาจมีอาการหน้าบวม หนังตาบวมด้วย ส่วนตะกั่วนั้นจะมีพิษต่อระบบประสาททั้งแบบ เฉียบพลันและเรื้อรัง อาจทำให้ถึงกับ ชีวิตใน 1 - 2 วัน ส่วนอาการมีพิษเรื้อรังนั้นจะพบเส้นตะกั่วสีม่วงคล้ำที่เหงือก มือตก เท้าตก เป็นอัมพาต เกิดอาการผิดปกติของทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และอาจพบอาการทางระบบประสาทได้
บอแรกซ์
สารบอแรกซ์ (Borax) หรือ น้ำประสานทอง สารข้าวตอก ผงกันบูด เพ่งแซหรือผงเนื้อนิ่ม มีลักษณะเป็นผลึกสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สีขาวขุ่น ไม่มีกลิ่น สารบอแรกซ์เป็นสารที่ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ทำแก้ว เพื่อให้ทนต่อความร้อน หรือใช้เป็นสารประสานในการเชื่อมทอง ใช้ในเครื่องสำอางเพื่อเป็นสารหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราในแป้งทาตัว เป็นต้น สารบอแรกซ์เป็นวัตถุห้ามใช้ในอาหาร
พิษจากสารบอแรกซ์ในอาหาร
1. แบบเฉียบพลัน จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หงุดหงิด ผิวหนังอักเสบ และผมร่วง
2. แบบเรื้อรัง จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย เกิดการเบื่ออาหาร ผิวหนังแห้ง หน้าตาบวม เยื่อตาอักเสบ ตับไตอักเสบ
โดยทั่วไปมักมีนำสารบอแรกซ์มาผสมลงในอาหารเพื่อให้อาหารมีความเหนียว หยุ่นกรอบ คงตัวได้นานและไม่บูดเสียง่าย อาหารส่วนใหญ่ที่พบว่ามีการเจือปนของสารบอแรกซ์ ได้แก่ เนื้อบด หมูบด ลูกชิ้นปลา เนื้อหมู เนื้อไก่ และในขนมหวานต่าง ๆ เช่น ทับทิมกรอบ รวมมิตร วุ้น
สารเคมีในชีวิตประจำวันอื่นๆ เช่น ก้อนดับกลิ่น (Deodorant), น้ำยาล้างจาน, น้ำยาซักผ้าขาว, สารขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้ง, น้ำยาเช็ดกระจก, ยาสีฟัน, น้ำปลา, น้ำส้มสายชู, น้ำมัน, น้ำตาลเทียม เป็นต้น
**** จบช่วงที่ 1 ****
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)