3 ส.ค. 2555

สรุปเนื้อหาที่สอน5-8-55(2)-ฤดูกาลและพายุ

สรุปเนื้อหาที่สอน5-8-55 ตอนที่ 2
วิชาวิทยาศาสตร์  เรื่องฤดูกาลและพายุ

ปัจจัยที่ทำให้อากาศเปลี่ยนแปลง
1.กระแสลมและฝน
กระแสลม คือ การเคลื่อนที่ของมวลอากาศที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา เพราะในบริเวณต่างๆมีความกดอากาศไม่เท่ากัน เกิดจากในบริเวณที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์มาก อากาศบริเวณนั้นก็จะร้อนมีความกดอากาศต่ำและขยายตัวลอยสูงขึ้น อากาศจากที่อื่นซึ่งมีความกดอากาศสูงกว่าและมีอุณหภูมิต่ำกว่าก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่

ฝน เกิดจากการเคลื่อนที่ของลมจากบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำกว่าและถ้ากระแสลมเคลื่อนที่ผ่านทะเลหรือมหาสุมทร ก็จะนำเอาความชื้นและละอองน้ำไปเมื่อมากระทบกับบริเวณที่มีความเย็นก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำและตกลงมาเป็นฝน

2.ความกดอากาศ
  เนื่องจาก พื้นโลกในบริเวณต่างๆ มีค่าความกดอากาศไม่เท่ากัน ความกดอากาศนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอกเวลาขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ โดยที่
** บริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ จะเกิดฝนตก, เกิดลมพายุและมีอากาศเย็น
** บริเวณที่มีความกดอากาศสูง เช่น ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆฝน
เราใช้เครื่องมือที่ เรียกว่า บารอมิเตอร์และบารอกราฟในการวัดความกดอากาศ

3) อุณหภูมิ
  คือ ระดับความหนาว ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสภาพอากาศ เช่น กลางวัน จะมีอุณหภูมิ สูงกว่ากลางคืน นอกจากนั้นอุณหภูมิเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดลม พายุ หมอก น้ำค้าง เมฆ

4) ความชื้น
  คือ ปริมาณไอน้ำในอากาศ หรือความสามารถของอากาศที่จะรับไอน้ำเอาไว้ได้ ซึ่งความชื้นนี้จะเปลี่ยนไปตามวัน เวลาและสถานที่
   ความชื่นในอากาศ มีผลใช้การดำเนินชีวิตของเรา เช่น วันที่อากาศชื้น เราจะรู้สึกเหนียวตัวและอึดอัด เพราะมีอากาศมีความชื้นมาก ทำให้รับปริมาณไอน้ำได้น้อย เหงื่อของเราก็ระเหยได้น้อย แต่ถ้าวันที่อากาศแห้ง เราจะรู้สึกเย็นจนบางครั้งทำให้ผิวหนังแห้งและแตกเนื่องจากเหงื่อของเราระเหยได้มาก
  เราใช้เครื่องวัดที่เรียกว่า ไฮกรอมิเตอร์(Hygrometer) เพื่อวัด ความชื้นในอากาศ ที่นิยมใช้คือแบบกระเปาะเปียก-กระเปาะแห้ง

ลมต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
ลม คือ มวลอากาศที่เคลื่อนที่ โดยมวลอากาศนี้จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำไปสู่บริเวณที่มีอุณหภูมิสูงเสมอ

ประเภทของลมมี 3 ประเภท คือ
1. ลมประจำเวลา
ลมบก เกิดในเวลากลางคืน เกิดจากลมที่พัดจากพื้นดินออกสู่ทะเล เนื่องจากพื้นดินคลายความร้อนได้เร็วกว่าน้ำ ทำให้อุณหภูมิที่ผิวน้ำสูงกว่าพื้นดิน มวลอากศจึงเคลื่อนจากฝั่งสู่ทะเล
ลมทะเล เกิดในเวลากลางวัน เกิดจากลมที่พัดจากทะเลสู่พื้นดิน เนื่องจากพื้นดินรับความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้เร็วกว่าน้ำทำให้อุณหภูมิที่พื้นดินสูงกว่าพื้นน้ำ ทำให้มวลอากาศเย็นจากทะเลจึงเคลื่อนเข้าสู่ฝั่ง
2. ลมประจำฤดูหรือลมมรสุมในประเทศไทย
ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้(ลมมรสุมฤดูร้อน) พัดจากมหาสมุทรอินเดียขึ้นสู่ทวีปเอเชีย โดยพัดผ่านประเทศไทยช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ซึ่งขณะที่ลมมรสุมนี้พัดผ่านมหาสมุทรอินเดีย ก็นำไอน้ำหรือความชื้นจากบริเวณนั้นมาสู่บริเวณที่พัดผ่าน ทำให้มีฝนตก
ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ลมมรสุมฤดูหนาว) พัดจากประเทศจีนลงมาจนถึงบริเวณอ่าวไทยตอนใต้

3.ลมประจำถิ่น
ลมตะเภา เป็นลมที่พัดในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เนื่องจากอุณหภูมิของอากาศบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือค่อนข้างสูงทำให้เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำส่วนบริเวณอ่าวไทยอากาศจะเย็นกว่า มีลักษณะเป็นหย่อมความกดอากาศสูง จึงทำให้มวลอากาศเคลื่อนที่จากอ่าวไทยเข้าสู่ดิน ถึงแม้ลมที่พัดมานี้จะมีความแรงไม่มาก แต่ก็ช่วยบรรเทาความร้อนในอากาศในช่วงฤดูร้อน ในสมัยก่อนพ่อค้าเรือสำเภาได้อาศัยลมตะเภาแล่นใบพาเรือมาเข้าสู่ปากอ่าวไทยได้สะดวก จึงขนามนามเรียกนี้ว่า ลมตะเภา
ลมว่าวหรือลมข้าวเบา เป็นลมที่พัดลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงเดือนกันยายนจนถึงเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากการเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำชั่วคราวขึ้นในแถบอ่าวไทย ทำให้มวลอากาศจากพื้นดินเคลื่อนออกสู่ทะเล ลมว่าว ถือเป็นลมเย็นเวลาที่พัดผ่านมาจึงทำให้อุณภูมิของอากาศต่ำลง

การเกิดฤดูกาลของโลก
เนื่องจากแกนโลกเอียงจากแนวดิ่ง 23.5 องศา ตลอดเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์นั่นคือ ขณะที่โลกเคลื่อนที่ไปก็เอียงไปด้วย โดยจะหันขั้วโลกเหนือและใต้เข้าหาดวงอาทิตย์สลับกัน ทำให้พลังงานความร้อน จากดวงอาทิตย์ที่ตกลงบนผิวพื้นโลกในรอบปี ในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน ขั้วโลกที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์จะได้รับพลังงานความร้อน จากดวงอาทิตย์มากกว่า จะเป็นฤดูร้อน ส่วนขั้วโลกที่หันออกจากดวงอาทิตย์ จะได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์น้อยกว่า จะเป็นฤดูหนาว

ฤดูกาลในประเทศไทย
1. ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดความหนาวเย็นเข้ามาสู่ไทย ทำให้อากาศมีสภาพอากาศค่อนข้างเย็น ประกอบกับเป็นช่วงเวลาที่ขั้วโลกใต้หันเข้าหาดวงอาทิตย์ ตำแหน่งลำแสงของดวงอาทิตย์ทำมุมฉากกับผิวพื้นโลกตอนเที่ยงวันจะอยู่ทางซีกโลกใต้ ทำให้ลำแสงที่ตกกระทบกับพื้นที่ในประเทศไทยเป็นลำแสงเฉียง ประมาณความเข้มของแสงก่อนลดน้อยลงตามไปด้วย
2.ฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม) เป็นช่วงที่ลมมรสุมกระแสลมทะเลจีนใต้พัดเข้ามา สู่ประเทศไทยจากทางทิศใต้และทิศตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ได้โคจรมาตั้งฉากกับประเทศในเวลาเที่ยงวันพอดี ทำให้อากาศร้อนและจะมีอุณหภูมิสูงสุดในช่วงเดือนเมษายน
3.ฤดูฝน (มิถุนายนถึงตุลาคม) เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้ามาสู่ประเทศไทย ทำให้มีฝนตกกระจายไปทั่วประเทศ

พายุ (strom)
พายุ คือ สภาพบรรยากาศที่ถูกรบกวนแบบใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะที่มีผลกระทบต่อพื้นผิวโลก และบ่งบอกถึงสภาพอากาศที่รุนแรง เวลากล่าวถึงความรุนแรงของพายุ จะมีเนื้อหาสำคัญอยู่บางประการคือ ความเร็วที่ศูนย์กลาง ซึ่งอาจสูงถึง 400 กม./ชม. ความเร็วของการเคลื่อนตัว ทิศทางการเคลื่อนตัวของพายุ และขนาดความกว้างหรือเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวพายุ ซึ่งบอกถึงอาณาบริเวณที่จะได้รับความเสียหายว่าครอบคลุมเท่าใด ความรุนแรงของพายุจะมีหน่วยวัดความรุนแรงคล้ายหน่วยริกเตอร์ของการวัดความรุนแรงแผ่นดินไหว มักจะมีความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ประเภทของพายุ
พายุแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภท คือ
1. พายุฝนฟ้าคะนอง
  มีลักษณะเป็นลมพัดย้อนไปมา หรือพัดเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน อาจเกิดจากพายุที่อ่อนตัวและลดความรุนแรงของลมลง หรือเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำ ร่องความกดอากาศต่ำ อาจไม่มีทิศทางที่แน่นอน หากสภาพการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ของการเกิดฝนเหมาะสม ก็จะเกิดฝนตก มีลมพัด
2. พายุหมุนเขตร้อนต่าง ๆ
  เป็นพายุหมุนขนาดใหญ่เช่นเดียวกันและมักเริ่มก่อตัวในทะเล หากเกิดเหนือเส้นศูนย์สูตร จะมีทิศทางการหมุนทวนเข็มนาฬิกา และหากเกิดใต้เส้นศูนย์สูตรจะหมุนตามเข็มนาฬิกา โดยมีชื่อต่างกันตามสถานที่เกิด กล่าวคือ
2.1 พายุเฮอร์ริเคน (hurricane) เป็นชื่อเรียกพายุหมุนที่เกิดบริเวณทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น บริเวณฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อ่าวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน เป็นต้น รวมทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณชายฝั่งประเทศเม็กซิโก
2.2 พายุไซโคลน (cyclone)  เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดในมหาสมุทรอินเดีย เหนือ เช่น บริเวณอ่าวเบงกอล ทะเลอาหรับ เป็นต้น แต่ถ้าพายุนี้เกิดบริเวณทะเลติมอร์และทิศะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย จะเรียกว่า พายุวิลลี-วิลลี (willy-willy)
2.3 พายุไต้ฝุ่น (typhoon) เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ เช่น บริเวณทะเลจีนใต้ อ่าวไทย อ่าวตังเกี๋ย ประเทศญี่ปุ่น
2.4 พายุโซนร้อน (tropical storm) เกิดขึ้นเมื่อพายุเขตร้อนขนาดใหญ่อ่อนกำลังลง ขณะเคลื่อนตัวในทะเล และความเร็วที่จุดศูนย์กลางลดลงเมื่อเคลื่อนเข้าหาฝั่ง
2.5 พายุดีเปรสชัน (depression) เกิดขึ้นเมื่อความเร็วลดลงจากพายุโซนร้อน ซึ่งก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองธรรมดาหรือฝนตกหนัก
2.6 พายุทอร์นาโด (tornado) เป็นชื่อเรียกพายุหมุนที่เกิดในทวีปอเมริกา มีขนาดเนื้อที่เล็กหรือเส้นผ่าศูนย์กลางน้อย แต่หมุนด้วยความเร็วสูง หรือความเร็วที่จุดศูนย์กลางสูงมากกว่าพายุหมุนอื่น ๆ ก่อความเสียหายได้รุนแรงในบริเวณที่พัดผ่าน เกิดได้ทั้งบนบก และในทะเล หากเกิดในทะเล จะเรียกว่า นาคเล่นน้ำ (water spout) บางครั้งอาจเกิดจากกลุ่มเมฆบนท้องฟ้า แต่หมุนตัวยื่นลงมาจากท้องฟ้าไม่ถึงพื้นดิน มีรูปร่างเหมือนงวงช้าง จึงเรียกกันว่า ลมงวง ลมสลาตัน เป็นชื่อภาษาไทยใช้เรียกลมแรงหรือพายุช่วงปลายฤดูฝนที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย นอกจากนี้ยังใช้เรียกพายุทั่วไปที่มีความรุนแรงทุกชนิด รวมทั้งพายุต่างๆ ข้างต้นที่มีความรุนแรงข้างต้น

พายุฤดูร้อนในประเทศไทย
   มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาถึงประเทศไทยตอนบนได้ ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างมวลอากาศเย็น ที่แผ่ลงมากับมวลอากาศร้อนที่ปกคลุมอยู่เหนือประเทศไทย ซึ่งก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงหรืออาจมีลูกเห็บตกลงมาด้วย

การเตรียมการป้องกันอันตรายจากพายุ
1. ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาสม่ำเสมอ
2. สอบถาม แจ้งสภาวะอากาศร้ายแก่กรมอุตุนิยมวิทยา
3. ซ่อมแซม อาคารให้แข็งแรง เตรียมป้องกันภัยให้สัตว์เลี้ยงและพืชผลการเกษตร
4. ฝึกซ้อมการป้องกันภัยพิบัติ เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนอพยพหากจำเป็น
5. เตรียมเครื่องอุปโภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอรี่ วิทยุกระเป๋าหิ้วติดตามข่าวสาร
6. เตรียมพร้อมอพยพเมื่อได้รับแจ้งให้อพยพ

ที่มาของข้อมูล
http://th.wikipedia.org
http://www.panyathai.or.th
ข้อมูลจาก มูลนิธิคณะลูกเสือแห่งชาติ
* * * *

สรุปเนื้อหาที่สอน5-8-55(1)

สรุปเนื้อหาที่สอนในวันที่ 5 สิงหาคม 2555
วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานนิวเคลียร์

พลังงานนิวเคลียร์ คือ พลังงานได้เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานิวเคลียร์
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ เป็นปฏิกิริยาที่เกิดในระดับนิวเคลียสของอะตอม โดยเกิดได้จากหลายลักษณะดังนี้
1. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิซชั่น (Fission) เกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม พลูโทเนียม เมื่อถูกชนด้วยนิวตรอนหรือโฟตอน ธาตุหนักเหล่านี้ เราสามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สารกัมมันตรังสี หรือ ธาตุกัมมันตรังสี
2. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิวชั่น (Fusion) เกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน
3. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ซึ่งให้รังสีต่างๆ ออกมา เช่น อัลฟา, เบตา, แกมมาและนิวตรอน เป็นต้น
4. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการเร่งอนุภาคที่มีประจุ เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน ดิวทีรอน และอัลฟา เป็นต้น

  สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เป็นปฏิกิริยาจากพลังงานนิวเคลียร์แบบฟิซชั่น พลังงานที่ได้จะทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำที่มีแรงดันสูง แล้วไอน้ำแรงดันสูงจะไปหมุนกังหันไอน้ำที่ต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตไฟฟ้า

สารกัมมันตรังสี (Radioactive) คือ สารที่สามารถปลดปล่อยกัมมันตภาพรังสี ดังนั้น สารกัมมันตรังสี ก็คือ สารหรือธาตุพลังงานสูงกลุ่มหนึ่งที่สามารถแผ่รังสีออกมาได้

กัมมันตภาพรังสี (radioactivity) คือ รังสีที่แผ่ออกมาจากธาตุกัมมันตรังสี และเมื่อแผ่รังสีออกมา มันจะก็จะกลายสภาพไปเป็นธาตุชนิดอื่น

การแผ่รังสีจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยอัตราการแผ่รังสีของธาตุแต่ละชนิดนั้นเป็นสมบัติเฉพาะตัวและมีค่าคงที่ เราเรียกการอัตราการสลายตัวของสารเหล่านี้ว่า ครึ่งชีวิต หรือ Half life คือ ระยะเวลาที่สารกัมมันตรังสีใช้เวลาสลายตัวจนเหลือปรมาณครึ่งหนึ่งของสารตั้งต้น

กัมมันตภาพรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากการสลายตัวมี 3 ชนิด คือ
1. รังสีแอลฟ่า มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำเพียงแค่กระดาษ อากาศ น้ำที่หนาประมาณ 2- 3 ซ.ม. หรือโลหะบาง ๆ ก็สามารถกั้นอนุภาคแอลฟาได้
2. รังสีบีต้าหรือเบตา มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาประมาณ 100 เท่า ทะลุผ่านกระดาษบาง ๆ เสื้อผ้า มือ น้ำที่หนา 2 ซม. แผ่นอะลูมิเนียมหนา 1 ซม. ได้ และมีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสง
3. รังสีแกมมา เป็นรังสีที่มีพลังงานสูงมีความเร็วเท่ากับความเร็วแสง และมีอำนาจทะลุทะลวงสูง ผ่านแผ่นตะกั่วหนา 1.5 มม. หรือแผ่นคอนกรีตหนาๆ ได้ แต่ถ้าใช้ตะกั่ว และคอนกรีต ผสมเข้าด้วยกันสามารถกั้นรังสีแกมมาได้

กัมมันตภาพรังสีที่ได้มาใช้ประโยชน์ เช่น
คาร์บอน-14 ในการคำนวณอายุของวัตถุโบราณหรือซากดึกดำบรรพ์
ไอโอดีน -131 ใช้ในทางการแพทย์ในการติดตามเพื่อศึกษาความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
โคบอลต์ -60 และเรเดียม -226 รักษาโรคมะเร็ง
ยูเรเนียม -238 ในเตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เป็นต้น

หน่วยวัดรังสี
หน่วยสำหรับวัดอัตราการเสี่ยงภัยจากสารกัมมันตภาพรังสีที่นานาชาติใช้กันนั้นมีหน่วยเป็น "มิลลิซีเวิร์ตส์" หรือ "เอ็มเอสวี-MSV" ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งตามนามสกุลของศาสตราจารย์โรล์ฟ มักซิมิเลียน ซีเวิร์ต ชาวสวีดิช ผู้บุกเบิกการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับอันตรายจากสารกัมมันตภาพรังสีต่อสิ่งมีชีวิต

ผลของรังสีต่อสิ่งมีชีวิต
1. ผลของรังสีที่มีต่อร่างกาย คือ เกิดเป็นผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง ผมร่วง เซลล์ตาย เป็นแผลเปื่อย เกิดเนื้อเส้นใยจำนวนมากที่ปอด (fibrosis of the lung) เกิดโรคเม็ดโลหิตขาวมาก (leukemia) เกิดต้อกระจก(cataracts) ขึ้นในนัยน์ตา เป็นต้น ซึ่งร่างกายจะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของรังสีที่ได้รับ ส่วนของร่างกายที่ได้ และอายุของผู้ได้รับรังสี
2. ผลของรังสีที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ คือ ทำให้โครโมโซม (chromosome) เกิดการเปลี่ยนแปลง มีผลทำให้ลูกหลานเกิดเปลี่ยนลักษณะได้
3. อาการที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากได้รับกัมมันตรังสีโดยไม่มีการควบคุม
3.1 คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย
3.2 เม็ดเลือดขาวถูกทำลายอย่างรุนแรง
3.3 ระบบการสร้างโลหิตจากที่ไขกระดูกบกพร่อง
3.4 ร่างกายความต้านทานโรคต่ำ
3.5 เกิดความผิดปกติบริเวณที่ถูกรังสี เช่น ผิวหนังไหม้พุพอง ผมร่วง ปากเปื่อย เป็นต้น

เรียบเรียงข้อมูลจาก มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

งานวันเกิดเจ้าอาวาสของพวกเรา

เนื่องจากในวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาวัดบางประทุนนอก
ของเราได้จัดงานสำคัญขึ้น คือ งานวันเกิดของพระมงคลวราภรณ์
(วิทยา ฐิตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดบางประทุนนอก ที่เคารพ
ของพวกเรา จึงขอถือโอกาสนี้นำภาพบางส่วนของงานมา
ให้พวกเรา ชาวศรช. วัดบางประทุนนอกได้ร่วมอนุโมทนา
และร่วมกันมีมุทิตาจิตต่อท่านกัน

















31 ก.ค. 2555

งานแห่เทียนพรรษา55

นี้เป็นภาพจากกิจกรรมเนื่องในวันแห่เทียนพรรษา
ในวันอาทิตย์ที่ 29 กรกฏาคม 2555 ที่ผ่านมา
ช่วงแรก เป็นเตรียมงาน ในวันที่ 22 ก.ค. 2555 ก่อนวันงาน


อาจารย์และนักศึกษาส่วนหนึ่งช่วยกันจัดเครื่องไทยธรรม




นักศึกษาส่วนหนึ่งช่วยกันจัดและตกแต่งต้นเทียน

นักศึกษาอีกส่วนมาช่วยกันเติมน้ำหมักชีวภาพ

ช่วงที่ 2 ในวันจัดงานจริง 29 ก.ค. 2555

ถ่ายรูปร่วมกัน...ก่อนการจัดขบวน

เริ่มออกเดินเวียนขวารอบโบสถ์



อากาสถึงจะร้อนแต่ก็ยิ้มได้

ญาติโยมที่ทราบก็มาร่วมบุญด้วย

นำต้นเทียนขึ้นมาที่โบสถ์



ถวายต้นเทียนพรรษาและปัจจัย

ร่วมกันถวายเครื่องไทยธรรม

กรวดน้ำ


ท่านเจ้าอาวาสให้พร

หลังเสร็จงานเราก็มาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก




ขอขอบคุณนักศึกษาทุกคนที่ช่วยกันทำให้งานในครั้งนี้
เสร็จสิ้นด้วยดีและขอขอบคุณญาติโยมทุกท่านที่ได้ร่วมก้น
บริจาคปัจจัยในครั้งนี้ครับ....
ขอให้ทุกคนทุกท่าน จงมีแต่ความสุขความเจริญ ยิ่งๆขึ้นไป

* * * * *

30 ก.ค. 2555

สรุปเนื้อหาที่สอน29-7-55 (2)

สารเคมีในชีวิตประจำวัน ช่วงที่ 2
คำศัพท์อื่นๆที่น่าควรทราบ

สารพิษ (POISON) คือ สารที่ทำให้เป็นอันตราย หรือ ทำให้เสียชีวิต ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง รับประทาน หรือ สูดดม คำนี้เป็นเป็นข้อเตือนถึงอันตรายที่รุนแรงที่สุด
เป็นพิษ (TOXIC) หมายถึง เป็นอันตรายทำให้อวัยวะต่างๆทำหน้าที่ผิดปกติหรือ ทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง รับประทานหรือสูดดม
สารก่อความระคายเคือง (IRRITANT) หมายถึง สารที่ทำให้เกิดความระคายเคือง หรืออาการบวมต่อผิวหนัง ตา เยื่อบุ และระบบทางเดินหายใจ
ติดไฟได้ (FLAMMABLE) หมายถึง สามารถติดไฟได้ง่าย และมีแนวโน้มที่จะเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว
สารกัดกร่อน (CORROSIVE) หมายถึง สารเคมี หรือไอระเหยของสารเคมีนั้นสามารถทำให้วัสดุถูกกัดกร่อน ผุ หรือสิ่งมีชีวิตถูกทำลายได้

ความปลอดภัยขณะใช้สารเคมี
1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นพิษแทน
2. อ่านฉลากและปฏิบัติตามวิธีการใช้ทุกครั้ง
3. สวมถุงมือและเสื้อคลุมทุกครั้ง ถ้าผลิตภัณฑ์สามารถทำให้เกิดอันตรายได้โดยการสัมผัสต่อผิวหนัง
4. สวมแว่นตาป้องกันสารเคมี ถ้าผลิตภัณฑ์สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อตา
5. ห้ามสวมคอนแทคเลนส์เมื่อใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น ทินเนอร์ เป็นต้น
6. หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทันทีถ้ารู้สึกวิงเวียน ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดศีรษะ
7. ควรใช้ผลิตภัณฑ์สารเคมีในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ในที่โล่งแจ้ง
8. ห้ามสูบบุหรี่เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถติดไฟได้
9. ห้ามผสมผลิตภัณฑ์สารเคมีเอง เนื่องจากสารเคมีบางชนิดอาจทำปฏิกิริยาต่อกัน เกิดเป็นไอควันพิษหรืออาจระเบิดได้
10. พบแพทย์ทันทีถ้าสงสัยว่าได้รับสารพิษหรือได้รับอันตรายเมื่อสัมผัสกับสารเคมีที่ใช้ภายในบ้าน

กรดในชีวิตประจำวัน เช่น
น้ำอัดลม ประกอบด้วยกรดคาร์บอนิก
น้ำส้มและน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ประกอบด้วยกรดซิตริกซึ่งมีอยู่ในส้ม มะนาว ส้มโอ
ใช้ในการปรุงแต่งรสอาหาร เช่น กรดแอซีติก ซึ่งมีในน้ำส้มสายชู เป็นต้น
ใช้ในสารทำความสะอาดพื้นบ้าน เช่น กรดไฮโดรคลอริก เป็นต้น

เบสในชีวิตประจำวัน เช่น
น้ำแอมโมเนียหรือแอมโมเนียไฮดรอกไซด์ ใช้ทำน้ำยาทำความสะอาดกระจก
ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต ใช้ทำขนมต่าง ๆ
สบู่ ใช้ทำความสะอาดร่างกาย
ยาสระผม ใช้ทำความสะอาดเส้นผม
ผงซักฟอก ใช้ทำความสะอาดเสื้อผ้า

เกณฑ์การจำแนกสารเคมีในชีวิตประจำวัน
1. สารปรุงแต่งอาหาร
2. เครื่องดื่ม
3. สารทำความสะอาด
4. สารกำจัดแมลง และสารกำจัดศัตรูพืช
5. เครื่องสำอาง

สารอาหาร
สารอาหาร คือ “องค์ประกอบของสารประกอบทางเคมีของธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในอาหารที่เรากินเข้าไป สารอาหารมีโครงสร้างโมเลกุลเฉพาะตัว เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยโมเลกุลของสารอาหารหลายๆ ตัว”
   สารอาหารออกเป็นพวกๆ ที่สำคัญมี 6 จำพวก ได้แก่ คาร์โบไฮเดรท, โปรตีน, ไขมัน, วิตามิน, เกลือแร่, และน้ำ สารอาหารแต่ละชนิดมีหน้าที่เด่นเฉพาะแตกต่างกัน

องค์ประกอบของเคมีในชีวิต Chemistry of Life
สารประกอบขนาดใหญ่ (macromolecules) ในสิ่งมีชีวิต จัดเป็น 4 กลุ่มตามลักษณะโครงสร้างของโมเลกุล ได้แก่
คาร์โบไฮเดรท (Carbohydrate) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O
โปรตีน (Protein) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O, N
ไขมัน (Lipid) ประกอบด้วยธาตุ C, H, O

คำศัพท์อื่นๆที่ได้พบในชีวิตประจำวัน
SPF (Sun Protect factor)
    ค่า SPF ในที่พบในครีมกันแดด หมายถึง ค่าป้องกันแสงแดด เช่น ถ้าเราตากแดด 12 นาที แล้วผิวไหม้ ถ้าทาครีม SPF 15 ผิวจะทนได้นานเป็น 15 เท่าคือ 180 นาที และถ้าเป็น SPF 50 ผิวก็จะทนได้นานมากขึ้นถึง 50 เท่าคือ 600 นาที ในเวลาที่ตากแดดเท่ากัน

อนุมูลอิสระ (free radicals)
   ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนช่วย แต่จะเกิดออกซิเจนที่มีประจุลบ (O2) ซึ่งก็คืออนุมูลอิสระ สารตัวนี้ยังสามารถไปรวมตัวกับสารบางอย่างในร่างกาย แล้วก่อเกิดเป็นสารพิษไปทำลายเนื้อเยื่อ หรืออาจไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางพันธุกรรมภายในเซลล์ ทำให้เซลล์ที่ปกติแปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งได้
    อนุมูลอิสระ เป็นอนุภาคไม่คงตัว จึงทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่อยู่ติดกันได้อย่างรวดเร็ว เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า “ออกซิเดชั่น” (Oxidation) ซึ่งอาจก่อผลกระทบที่อันตรายต่อร่างกายได้
    อนุมูลอิสระ เกิดจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายแล้ว ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อทั้งจากแบคทีเรียและไวรัส การอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุ เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์, จากรังสี, สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เช่น ควันเสียและเขม่าจากเครื่องยนต์, ควันบุหรี่, ยาฆ่าแมลง, การออกกำลังกายอย่างหักโหม

สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant)
  คือ สารประกอบที่สามารถป้องกันหรือชะลอกระบวนการเกิดออกซิเดชั่น
1. ลดการสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย
2. ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
   แหล่งอาหารที่สำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี, วิตามินอี, ซีลีเนียม, วิตามิน เอ, แคโรทีนอยด์ (บีตาแคโรทีน ลูทีน และไลโคฟีน)

รังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี (Ultraviolet, UV) ภาษาไทยเรียกว่า รังสีเหนือม่วง เป็นช่วงหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่มองเห็น แต่ยาวกว่ารังสีเอกซ์อย่างอ่อน

โทษ
รังสีอัลตราไวโอเลตทั้งสามชนิดคือ UVA, UVB และ UVC ถ้าได้รับเป็นเวลานานๆจะทำให้คอลลาเจนในผิวหนังเสื่อมสภาพได้ จึงให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย
  UVA มีความรุนแรงน้อยที่สุด แต่สามารถแปลงสภาพ DNA ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
  UVB เป็นอันตรายต่อดวงตา ทำให้รู้สึกเหมือนทรายเข้าตาและทำให้เป็นโรคต้อกระจก (cataract)

ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลต
  แบล็กไลต์ (black light) เป็นหลอดที่เปล่งรังสียูวีคลื่นยาว มีสีม่วงดำ ใช้ตรวจเอกสารสำคัญ เช่น ธนบัตร, หนังสือเดินทาง, บัตรเครดิต ฯลฯ
  หลอดฟลูออเรสเซนต์หรือหลอดเรืองแสง ใช้หลักการผลิตรังสีอัลตราไวโอเลต โดยการทำให้ไอปรอทแตกตัว รังสีที่ได้จะไปกระทบสารเรืองแสงให้เปล่งแสงออกมา
  ดาราศาสตร์ในทางดาราศาสตร์ จะใช้หลักการที่ว่าวัตถุที่ร้อนมากจะเปล่งยูวีออกมา ทำให้เราสามารถศึกษาวัตถุท้องฟ้าได้โดยผ่านทางยูวี แต่ต้องไปในอวกาศ
  การฆ่าเชื้อโรค รังสีอัลตราไวโอเลตสามารถใช้ฆ่าเชื้อโรคได้ เช่นฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่ม ในเครื่องมือหรืออาหาร

รังสีเอกซ์ (X-ray) เป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า ในเบื้องต้นมีการใช้ช้รังสีเอกซ์สำหรับถ่ายภาพเพื่อการวินิจฉัยโรค และงานผลึกศาสตร์ (crystallography) รังสีเอกซ์เป็นการแผ่รังสีแบบแตกตัวเป็นไอออน และแต่ก็มีอันตรายต่อมนุษย์

AHA
  AHA ย่อมาจาก Alpha Hydroxy Acid เป็น สารประกอบที่มีฤทธิ์เป็น กรด ที่สกัดจากผลไม้ธรรมชาติ เช่น
กรดซิตริก จากมะนาว ส้ม และส้มโอ
กรดมัลลิก จาก แอปเปิ้ล
กรดไกลโคลิก จากอ้อย
กรดแล็กติก จากนมเปรี้ยว

ประโยชน์ ของ AHA
  ช่วยในการขจัดเซลล์ผิวแก่ๆ ให้หลุดออกได้ขึ้นเร็วขึ้น ทำให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่เร็วขึ้น ทำให้ผิวหนังดูเรียบเนียนและสดใสขึ้น
ผลข้างเคียงของกรดเอเอชเอ
  การใช้ AHA ในปริมาณความเข้มข้นสูง ทำให้ผิวเกิดความระคายเคือง เกิดผื่นคัน และไวต่อแสงแดดได้หรือทำให้เกิดรอยดำ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังมากได้

BHA
   BHA (บีเอชเอ) ย่อมาจาก Beta Hydroxy Acid เป็นสารที่สังเคราะห์ มีคุณสมบัติทนต่อ ความร้อน ไม่สลายตัวง่ายแบบ AHA สารประเภท BHA เช่น
  กรดซาลิกไซลิก (salicylic acid) ได้จากพริกมีออกฤทธิ์ลักษณะที่มีอาการปวดแสบปวดร้อน จึงใช้มาใช้เป็นส่วนประกอบใน ยาหม่อง

ผลข้างเคียงของบีเอชเอ
  การใช้ปริมาณความเข้มข้นสูง ก็มีผลเสียต่อผิวหนัง คือ เกิดการระคายเคือง ลอก แดง ทำให้ผิวบางลง มีการอาการไวต่อแสงแดด อาจส่งผลให้ภูมิต้านทานโรคของเซลล์ผิวหนังต่ำและอาจทำให้ผิวหนังติดเชื้อได้ง่าย
* * จบ * *